https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/issue/feed วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ 2025-02-25T23:44:06+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร. เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง journal.ajppa@mcu.ac.th Open Journal Systems <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์</strong></p> <p> ISSN 2822-065X (Print)</p> <p> ISSN 2822-0676 (Online)</p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />กำหนดออก</strong> : 3 ฉบับต่อปี</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน </p> <p> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม</p> <p> ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong><strong> </strong></p> <p> วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นิสิต นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</p> <p> </p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร:</strong></p> <p> 1) บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p> 2) บทความวิจัย (Research Article)</p> <p> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)</p> <p> </p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />การพิจารณาและคัดเลือกบทความ:</strong></p> <p> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Reviewer) จำนวน 3 คน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double – Blind Peer Review)</p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />เจ้าของวารสาร:</strong></p> <p>สมาคมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสตร์</p> https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/4165 การปรับตัวของทรัพยากรมนุษย์ในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) 2024-11-10T01:02:54+07:00 พนิดา อมราวิกรม panida.nat2020@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับ “การปรับตัวของทรัพยากรมนุษย์ในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI)” เนื่องจากว่าการปรับตัวของทรัพยากรมนุษย์ในยุค AI เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การพัฒนาทักษะทางเทคนิคและ Soft Skills พร้อมทั้งการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการเรียนรู้และนวัตกรรมจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้องค์กรสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มที่ในอนาคต การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขององค์กรและส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน จึงต้องให้ความสำคัญในทุก ๆ เรื่องตั้งแต่การปรับตัวในยุค AI การปรับตัวของทักษะที่จำเป็น การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในยุค AI การสร้างวัฒนธรรมองค์กรในยุค AI การแสวงหาความท้าทายและโอกาสในยุค AI และศึกษาแนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต ซึ่งอนาคตของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ต้องเน้นการพัฒนาทักษะและสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของทักษะที่จำเป็นในอนาคต</p> <p> </p> 2025-02-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/3972 การสื่อสารเชิงพุทธเพื่อสร้างความนิยมทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดอุดรธานี 2024-09-11T09:24:36+07:00 นฤมล โคตรสาขา naruemontammy@gmail.com อภิญญา ฉัตรช่อฟ้า naruemontammy@gmail.com สุรพล สุยะพรหม naruemontammy@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ความนิยมทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดอุดรธานี 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อความนิยมทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดอุดรธานี 3. การสื่อสารเชิงพุทธเพื่อสร้างความนิยมทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดอุดรธานี โดยผู้วิจัยได้กำหนดรูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ และการสนทนากลุ่มเฉพาะ และการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.959 เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดอุดรธานี จำนวน 399 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ความนิยมทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดอุดรธานี พบว่า ด้านนโยบายสำคัญของผู้สมัครมีการแสดงวิสัยทัศน์ให้ได้เห็น ด้านแรงสนับสนุนจากเครือข่ายด้วยการมีเครือข่ายที่สนับสนุนชัดเจน ด้านการประชาสัมพันธ์ผ่านการใช้สื่อโฆษณาที่น่าสนใจ ด้านการหยั่งเสียงมีการหมั่นประเมินกระแสการตอบรับ 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสื่อสารเพื่อสร้างความนิยมทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดอุดรธานีพบว่า การสื่อสารสามารถร่วมกันทำนายความนิยมทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดอุดรธานี ได้ร้อยละ 63.1 และหลักสังคหวัตถุ 4 สามารถร่วมกันทำนาย ได้ร้อยละ 57.0 3. การสื่อสารเชิงพุทธเพื่อสร้างความนิยมทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดอุดรธานี พบว่า ด้านทานควรมีการเป็นผู้เสียสละเพื่อส่วนรวม ด้านปิยวาจาควรมีการแสดงออกอย่างอ่อนน้อมและจริงใจ ด้านอัตถจริยาควรมีการประพฤติตนเป็นประโยชน์มีส่วนร่วม ด้านสมานัตตตาควรมีการไม่เลือกปฏิบัติ</p> 2025-01-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/4545 การอนุรักษ์และเพาะพันธุ์ปูทะเลเชิงพุทธบูรณาการ ในอำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง 2025-02-18T09:26:45+07:00 สุภัทรชัย สีสะใบ suphattharachai.sis@mcu.ac.th พระครูสังฆวิสุทธิคุณ (บุญยุทธ พุทธสโร) chay.jaa@hotmail.com พระครูรัตนากรวิสุทธิ์ (สมหมาย จนฺทโก) chay.jaa@hotmail.com พระมหาบุญรอด อมรทตฺโต chay.jaa@hotmail.com พระครูเกษมอรรถากร (วิรัต อุปสนฺโน) chay.jaa@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาการอนุรักษ์และเพาะพันธุ์ปูทะเล 2. ศึกษากระบวนการและปัจจัยสนับสนุนการอนุรักษ์และเพาะพันธุ์ปูทะเลเชิงพุทธบูรณาการ และ 3. นำเสนอรูปแบบการอนุรักษ์และเพาะพันธุ์ปูทะเลเชิงพุทธบูรณาการของชุมชนชาวประมงในพื้นที่อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม พื้นที่วิจัยคือ วิสาหกิจชุมชนประมงเรือเล็กเก้ายอด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคัดเลือกแบบเจาะจง นำมาวิเคราะห์เนื้อหา สรุปแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การอนุรักษ์และเพาะพันธุ์ปูทะเลของชุมชนชาวประมงในพื้นที่วิจัย โดยใช้ SWOT Analysis จุดแข็งคือ มีแนวทางนโยบายเรื่องการอนุรักษ์และการจับปูทะเล ชุมชนเข้มแข็ง ผู้นำชุมชนได้รับการยอมรับ ชาวประมงมีองค์ความรู้ จุดอ่อนคือ ผู้นำขาดวิสัยทัศน์ ชาวประมงขาดความรู้ที่ทันสมัย มีการบุกรุกทำลายป่าชายเลน ขาดความร่วมมือ และการส่งต่อองค์ความรู้ โอกาส คือ ปูทะเลเป็นสัตว์เศรษฐกิจ มีหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัยอยู่ในพื้นที่ สามารถได้รับการสนับสนุนได้ง่าย ภัยคุกคามคือ ขาดงบประมาณ ความผันผวนด้านการเมือง เศรษฐกิจ ขาดการสนับสนุนองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง 2. กระบวนการและปัจจัยสนับสนุนการอนุรักษ์และเพาะพันธุ์ปูทะเลเชิงพุทธบูรณาการ คือการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม บูรณาการร่วมกับหลักทุติยปาปณิกสูตร ดำเนินการผ่านกิจกรรม “การสร้างคอนโดปู” 3. รูปแบบการอนุรักษ์และเพาะพันธุ์ปูทะเลเชิงพุทธบูรณาการของชุมชนชาวประมงในพื้นที่อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ประกอบด้วย “5 กระบวนการ 3 การพัฒนา” คือกระบวนการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ได้แก่ ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมดำเนินการ ร่วมติดตามประเมินผล และร่วมรับผลประโยชน์ การพัฒนาศักยภาพตามหลักทุติยปาปณิกสูตร ได้แก่ จักขุมา วิธูโร และ นิสสยสัมปันโน</p> 2025-02-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/4571 การจัดการทรัพยากรมนุษย์ตามหลักไตรสิกขาของเทศบาลเมืองบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี 2025-02-11T23:32:01+07:00 พระมหาสุพัฒน์ นนฺทปญฺโญ (ศรียอด) krupranon@hotmail.com พระมหาสมชาย ขนฺติสรโณ (มะลิซ้อน) somchaimalison@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษากระบวนการการจัดการทรัพยากรมนุษย์ของเทศบาลเมืองบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี 2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการทรัพยากรมนุษย์ของเทศบาลเมืองบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี 3. เพื่อประยุกต์หลักไตรสิกขากับการจัดการทรัพยากรมนุษย์ของเทศบาลเมืองบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี การวิจัยครั้งนี้ใช้ ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณ และ การวิจัยเชิงคุณภาพ ดังนี้ การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 397 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดย สัมภาษณ์เชิงลึก กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลโดย การวิเคราะห์เนื้อหา และ การพิจารณาบริบท นำเสนอผลการวิจัยในรูปแบบ ความเรียง พร้อม ตารางแจกแจงความถี่ เพื่อสนับสนุนข้อมูลเชิงปริมาณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การจัดการทรัพยากรมนุษย์ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.62, S.D. = 1.20) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านการคัดเลือก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.68, S.D. = 1.20) และหลักไตรสิกขา โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.59, S.D. = 1.21) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านสมาธิ ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.64, S.D. = 1.21) 2. ทรัพยากรในการบริหาร โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.22, S.D. = 1.22) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านวัสดุอุปกรณ์ (Material) (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.68, S.D. = 1.24) 3. ประยุกต์หลักไตรสิกขากับการจัดการทรัพยากรมนุษย์ของเทศบาลเมืองบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พบว่า 1. การสรรหา ประกอบด้วย มีการสรรหาบุคลากรทั้งภายในและภายนอก เพื่อเข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งที่ว่าง 2. การคัดเลือก ประกอบด้วย มีวิธีการคัดเลือกหลากหลายวิธี ซึ่งสามารถตรวจสอบผู้สมัครที่มีความสมารถตรงกับความต้องการขององค์กรได้ 3. การฝึกอบรมและพัฒนา ประกอบด้วย มีการฝึกอบรมและพัฒนา ที่เป็นการเพิ่มพูนความรู้ ทัศนคติ ทักษะ และประสบการณ์ อย่างต่อเนื่อง ทั้งภายในและภายนอกองค์กร 4. การประเมินผลการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย ความเหมาะสมกับตำแหน่งและสายงาน มีความยุติธรรมเที่ยงตรง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีการกำหนดเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน</p> 2025-02-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/4270 บทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบลช่องสะเดาในการสนับสนุน มูลนิธิธรรมานุรักษ์ จังหวัดกาญจนบุรี 2024-12-15T06:47:10+07:00 อัฐภิญญา แม้นจิต beamatthpinya@gmail.com ปราณี แสงสว่าง beamatthpinya@gmail.com จาตุรงค์ สุทาวัน beamatthpinya@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงคุณภาพซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบลช่องสะเดาในการสนับสนุนมูลนิธิธรรมานุรักษ์ จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสร้างแนวทางในการทำงานร่วมกัน โดยกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลและผู้นำชุมชนรวม 10 คน ใช้แบบสัมภาษณ์เก็บข้อมูลและวิเคราะห์ผลด้วยการสรุปแบบความเรียง</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 60.00 มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีร้อยละ 60.00 และดำรงตำแหน่งข้าราชการร้อยละ 80.00 มีประสบการณ์ทำงานเกิน 10 ปีขึ้นไปร้อยละ 30.00 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลช่องสะเดามีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ประสานงานหลัก โดยให้การสนับสนุนมูลนิธิในรูปแบบต่างๆ เช่น การให้คำปรึกษา การแบ่งปันข้อมูล นอกจากนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลยังประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อคุ้มครองเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พร้อมสนับสนุนด้านการศึกษาผ่านการจัดหาทุน วัสดุการเรียน และการพัฒนาทักษะสำคัญ องค์การบริหารส่วนตำบลยังร่วมมือกับภาคส่วนอื่นเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ไม่มีสถานะทางกฎหมาย เช่น เด็กไร้สัญชาติ โดยผลักดันให้มีการพิสูจน์สถานะบุคคลเพื่อให้เด็กเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ อย่างเท่าเทียม ความร่วมมือนี้สะท้อนถึงการบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการทำงานของมูลนิธิ</p> 2025-02-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/4543 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความภักดีในพรรคการเมืองผ่านการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2566 กรณีศึกษาพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย 2025-02-11T23:48:59+07:00 อธิพัฒน์ วรนิธิภาคย์ athiphat.v@gmail.com ชาญชัย จิตรเหล่าอาพร chanchai1974@hotmail.com จิดาภา ถิรศิริกุล Jidapa_thira2@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความภักดีในพรรคการเมือง กรณีศึกษาพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยผ่านการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2566 โดยเชื่อมโยงรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง สถิติการเลือกตั้ง การตลาดทางการเมือง การสื่อสารทางการเมือง และระบบความจงรักภักดีในกลุ่มเพื่อสร้างบริบทของการศึกษา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถามและวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและอนุมาน พร้อมสัมภาษณ์เชิงลึกนักวิเคราะห์การเมือง นักยุทธศาสตร์พรรค และประชาชน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในประเทศไทยที่สนใจพรรคการเมืองทั้งสองพรรคและมีประสบการณ์ลงคะแนนเลือกตั้งปี พ.ศ. 2566 โดยใช้วิธีการสุ่ม เพื่อให้ได้ตัวแทนจากประชาชนที่หลากหลายและสะท้อนภาพรวมของความภักดีในพรรคการเมือง ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ จะใช้วิธีการสถิติขั้นพื้นฐาน เช่น การวิเคราะห์ความถี่, การวิเคราะห์ความสัมพันธ์, และการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ซอฟต์แวร์ทางสถิติ สำหรับการวิเคราะห์สมการเชิงโครงสร้าง เพื่อทดสอบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรต่าง ๆ ส่วนในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ จะใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา หรือการวิเคราะห์ธีม เพื่อแยกแยะข้อมูลที่ได้รับจากการสัมภาษณ์ และตีความหมายของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความภักดีในพรรคการเมือง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยทั้งสามมีอิทธิพลต่อความภักดีในพรรคการเมือง โดยปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศส่งผลโดยตรงต่อการรับรู้และการตัดสินใจของประชาชน ขณะที่การตลาดทางการเมืองและการสื่อสารทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพช่วยเสริมสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วม สิ่งเหล่านี้จะส่งเสริมความภักดีทางการเมืองผ่านการลงคะแนนเลือกตั้งครั้งถัดไป การเข้าร่วมกิจกรรม การสนับสนุนทางการเงิน และการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพรรคการเมือง ซึ่งช่วยเสริมสร้างความผูกพันในระยะยาวและเสริมความมั่นคงของกระบวนการทางการเมืองโดยรวม ทั้งนี้ สมการเชิงโครงสร้างสะท้อนความสัมพันธ์ซับซ้อนของปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและความภักดีในระบบการเมือง</p> 2025-02-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์