https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/issue/feed
วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
2026-06-25T10:20:32+07:00
รศ.ดร.เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง
journal.ajppa@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์</strong></p> <p> ISSN 2822-065X (Print)</p> <p> ISSN 2822-0676 (Online)</p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />กำหนดออก</strong> : 6 ฉบับต่อปี</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br /> ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน<br /> ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 4 กรกฎาคม - สิงหาคม<br /> ฉบับที่ 5 กันยายน - ตุลาคม<br /> ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน - ธันวาคม<br /><strong style="font-size: 0.875rem;"><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /></strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong><strong> </strong></p> <p> วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ </p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร:</strong></p> <p> 1) บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p> 2) บทความวิจัย (Research Article)</p> <p> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)</p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />การพิจารณาและคัดเลือกบทความ:</strong></p> <p> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Reviewer) จำนวน 3 คน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double – Blind Peer Review)</p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />เจ้าของวารสาร:</strong></p> <p>สมาคมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสตร์</p>
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6418
การส่งเสริมการมีส่วนร่วมเชิงคุณค่าสาธารณะเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
2026-03-06T00:35:10+07:00
ณัฐศิตา เป็นศิริ
nutsita.pen@rmutr.ac.th
ฐิติมา โห้ลำยอง
nutsita.pen@rmutr.ac.th
สุพัตรา ยอดสุรางค์
nutsita.pen@rmutr.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดการมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการสาธารณะ แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และแนวคิดการสร้างคุณค่าสาธารณะ เพื่อนำมาอธิบายกลไกการกำกับดูแลการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในบริบทการบริหารภาครัฐ โดยใช้การวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้องในสาขารัฐประศาสนศาสตร์และการพัฒนาการท่องเที่ยว ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนไม่สามารถอาศัยการบริหารแบบรวมศูนย์ของรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างธรรมาภิบาลแบบเครือข่ายที่เปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนและภาคประชาสังคม เข้ามามีบทบาทร่วมในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการทรัพยากร และการติดตามประเมินผลการพัฒนา การมีส่วนร่วมในลักษณะดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความชอบธรรมของการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพิ่มความไว้วางใจระหว่างภาคส่วน และส่งเสริมความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรการท่องเที่ยวอย่างสมดุล ผลการสังเคราะห์นำไปสู่การพัฒนาโมเดลการกำกับดูแลแบบมีส่วนร่วมเชิงคุณค่าสาธารณะเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โครงสร้างธรรมาภิบาลแบบเครือข่ายและกระบวนการสร้างคุณค่าสาธารณะ โดยคุณค่าสาธารณะที่เกิดขึ้นจากกระบวนการดังกล่าว ได้แก่ ความชอบธรรมของนโยบาย ความไว้วางใจระหว่างรัฐกับสังคม และความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนา การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โมเดลที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดในการออกแบบนโยบายและกลไกการบริหารจัดการการท่องเที่ยวที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6417
การร่วมผลิตบริการสาธารณะในการจัดการขยะของเมืองใหญ่
2026-03-16T16:47:31+07:00
รชต พูลเพิ่ม
rachata.poo@rmutr.ac.th
ฟ้าใส สามารถ
rachata.poo@rmutr.ac.th
วัลลภ รัฐฉัตรานนท์
rachata.poo@rmutr.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การร่วมผลิตบริการสาธารณะในการจัดการขยะของเมืองใหญ่ โดยผ่านการสังเคราะห์แนวคิดการจัดการบริการสาธารณะ แนวคิดคุณค่าสาธารณะ และแนวคิดการร่วมผลิตบริการสาธารณะ เพื่ออธิบายบทบาทของภาครัฐและประชาชนในการร่วมกันจัดการบริการสาธารณะ ผลการวิเคราะห์พบว่า การจัดการขยะของเมืองใหญ่ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยหน่วยงานภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชน เนื่องจากพฤติกรรมของประชาชนมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของระบบการจัดการขยะ โดยประชาชนมีบทบาทสำคัญในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การคัดแยกขยะที่ต้นทางและการลดปริมาณขยะ ขณะที่ภาครัฐมีบทบาทในการกำหนดนโยบาย จัดให้มีโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุนกลไกที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน บทความนี้มีคุณูปการในการเสนอกรอบการอธิบายการร่วมผลิตบริการสาธารณะในการจัดการขยะของเมืองใหญ่ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการบทบาทของภาครัฐและประชาชนเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการจัดการขยะและส่งเสริมความยั่งยืนของการจัดการบริการสาธารณะในบริบทของเมืองใหญ่</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6400
แนวคิดการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานของสถานประกอบการในประเทศไทย
2026-02-24T00:10:30+07:00
วิชเยนทร์ ตรีธารทิพย์วิกุล
wichyein.tri@rmutr.ac.th
ฟ้าใส สามารถ
phasai.s@rmutr.ac.th
วัลลภ รัฐฉัตรานนท์
wanlop.rat@rmutr.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอกรอบแนวคิดของเจตนารมณ์ทางกฎหมายในการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานของสถานประกอบการในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานมิได้เป็นเพียงผลจากการบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐ แต่เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการเชิงสถาบันที่เชื่อมโยงตัวบทกฎหมาย นโยบายแรงงาน และพฤติกรรมขององค์กรเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบโดยการทบทวนและสังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องเพื่ออธิบายกลไกและเงื่อนไขที่เอื้อต่อการปฏิบัติตามหรือการละเมิดกฎหมาย ผลการศึกษาพบว่า ระดับการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานของสถานประกอบการขึ้นอยู่กับความสอดคล้องของสามมิติหลัก ได้แก่ 1. มิติทางกฎหมาย ทำหน้าที่เป็นกรอบกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำด้านสิทธิและหน้าที่แรงงาน 2. มิตินโยบายและกลไกการบังคับใช้ ทำหน้าที่แปลงบทบัญญัติกฎหมายไปสู่การปฏิบัติจริงผ่านระบบการตรวจแรงงาน มาตรการจูงใจ และบทลงโทษ และ 3. มิติพฤติกรรมองค์กร สะท้อนการตีความ การรับรู้ และการปรับตัวของสถานประกอบการภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและแรงกดดันทางการแข่งขัน เมื่อทั้งสามมิติสนับสนุนซึ่งกันและกันจะก่อให้เกิดความกลมกลืน ในทางกลับกันหากขาดความสอดคล้องอาจก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างกฎหมายกับการปฏิบัติจริงและนำไปสู่การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานได้ บทความเสนอให้ภาครัฐปรับบทบาทจากการเน้นการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวไปสู่การออกแบบนโยบายและกลไกเชิงสถาบันที่ส่งเสริมการปฏิบัติตามโดยสมัครใจควบคู่กับการรักษามาตรฐานการคุ้มครองแรงงานเพื่อยกระดับคุณภาพการจ้างงาน เสริมสร้างความยั่งยืนขององค์กร และเพิ่มความชอบธรรมของรัฐในระบบแรงงานโดยรวม</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6433
การวิพากษ์สัญญาประชาคมของ Hobbes, Locke และ Rousseau กับความชอบธรรมของรัฐสมัยใหม่
2026-02-27T10:55:08+07:00
ศุภาพิชญ์ ศิริพร ณ ราชสีมา
suphapiech05@gmail.com
<p>บทความนี้เป็นบทความวิชาการเชิงทฤษฎีที่มุ่งวิเคราะห์และวิพากษ์แนวคิดเรื่องความชอบธรรมของรัฐในกรอบทฤษฎีสัญญาประชาคมของ Thomas Hobbes, John Locke และ Jean-Jacques Rousseau โดยพิจารณาผ่านสามมิติสำคัญ ได้แก่ สมมติฐานว่าด้วยธรรมชาติมนุษย์ รูปแบบของอำนาจอธิปไตยและสถานะของประชาชนในฐานะผู้ให้ความยินยอมทางการเมือง บทความนี้ใช้การวิเคราะห์เชิงแนวคิดและการเปรียบเทียบเชิงทฤษฎี เพื่อทำความเข้าใจทั้งจุดร่วมและความแตกต่างของนักคิดทั้งสามในฐานะรากฐานของการอธิบายความชอบธรรมของรัฐสมัยใหม่ ผลการวิเคราะห์พบว่า แม้แนวคิดของ Hobbes, Locke และ Rousseau จะมีความแตกต่างกันในรายละเอียด แต่ต่างตั้งอยู่บนสมมติฐานร่วมที่ผูกความชอบธรรมของอำนาจรัฐเข้ากับ “ความยินยอม” ของปัจเจกในฐานะคู่สัญญา อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในบริบทของรัฐสมัยใหม่ที่อำนาจดำเนินผ่านสถาบัน นโยบาย และกระบวนการบริหารที่ซับซ้อน กรอบดังกล่าวกลับไม่สามารถอธิบายความชอบธรรมของอำนาจได้อย่างเพียงพอ ข้อวิพากษ์ของบทความนี้พัฒนาในสามประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหาความยินยอมเชิงสมมติซึ่งไม่ปรากฏในเชิงกระบวนการ ปัญหาความไม่เสมอภาคเชิงโครงสร้างที่ทำให้สถานะของคู่สัญญาไม่เท่าเทียมในทางปฏิบัติ และข้อจำกัดของกรอบอำนาจแบบอธิปไตยในการอธิบายอำนาจเชิงสถาบันของรัฐร่วมสมัย ในเชิงข้อเสนอ บทความเสนอให้ขยับกรอบการพิจารณาความชอบธรรมจากจุดกำเนิดของอำนาจไปสู่การประเมินคุณภาพของกระบวนการทางการเมืองและโครงสร้างเชิงสถาบัน โดยเน้นการมีส่วนร่วม ความโปร่งใส และความสามารถของรัฐในการลดความไม่เสมอภาคซึ่งช่วยให้การอธิบายความชอบธรรมของรัฐสอดคล้องกับพลวัตของสังคมร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6583
ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนในการจัดการปัญหาสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำพื้นที่ภาคเหนือตอนบน
2026-04-06T15:17:01+07:00
ณัฐนนท์ จิรกิจนิมิตร
nadthanon199@gmail.com
<p>บทความนี้มุ่งวิเคราะห์วิกฤตการปนเปื้อนของสารหนูและมลพิษในระบบลุ่มน้ำภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ซึ่งมีความเชื่อมโยงข้ามพรมแดนกับประเทศเมียนมาและลาว ผ่านกรอบแนวคิด “ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายแหล่งกำเนิดของสารปนเปื้อน วิเคราะห์ความท้าทายเชิงธรรมาภิบาล และเสนอแนะแนวทางเชิงนโยบาย ผลการศึกษาพบว่า วิกฤตความเสื่อมโทรมของลุ่มน้ำเป็นผลพวงจากพลวัตของระบบทุนนิยมชายแดน โดยมีแหล่งกำเนิดหลักจากกิจกรรมเหมืองแร่และการเปิดหน้าดินบริเวณต้นน้ำ ผนวกกับแรงกดดันทางนิเวศจากสารเคมีในระบบเกษตรพันธสัญญาและปัญหาขยะจากเมืองชายแดน การจัดการปัญหาดังกล่าวก้าวล่วงมิติทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมไปสู่ความท้าทายเชิงโครงสร้าง 4 ประการ ได้แก่ 1. ข้อจำกัดด้านอธิปไตยและภูมิทัศน์ความมั่นคงที่ซับซ้อนในรัฐเพื่อนบ้าน 2. ความไม่สมมาตรของมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ 3. การขาดแคลนระบบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ร่วมกันอย่างเป็นระบบ และ 4. ช่องว่างความรับผิดชอบของกลุ่มทุนข้ามชาติที่กฎหมายภายในประเทศเอื้อมไม่ถึง บทความนี้จึงเสนอให้ยกระดับการจัดการจากมาตรการเฉพาะหน้าไปสู่แพ็กเกจธรรมาภิบาลลุ่มน้ำข้ามพรมแดน ผ่านข้อเสนอ 4 มิติ ได้แก่ การผลักดันกลไกการตรวจวัดและแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน (Joint Monitoring) การบังคับใช้กฎหมายความรับผิดชอบข้ามพรมแดนขององค์กรธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน การยกระดับการทูตเชิงสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการสนับสนุนการทูตภาคประชาชน (Track 2 Diplomacy) และการเชื่อมโยงการจัดการสิ่งแวดล้อมเข้ากับระบบเฝ้าระวังทางสาธารณสุขและการเยียวยา เพื่อสร้างโครงสร้างการบริหารจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืน</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6494
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งท้องถิ่นกับการพัฒนาประชาธิปไตยฐานราก
2026-03-16T16:44:56+07:00
ปาริชาติ ชุมพงศ์
parichat_chu@nstru.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งท้องถิ่นกับการพัฒนาประชาธิปไตยฐานราก โดยใช้การวิเคราะห์เชิงแนวคิดและการสังเคราะห์ทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ร่วมสมัยเป็นกรอบอธิบาย เช่น แนวคิดประสิทธิผลทางการเมือง แนวคิดประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม แนวคิดประชาธิปไตยเชิงปรึกษาหารือ และแนวคิดความรับผิดรับชอบทางการเมือง พบว่า การมีส่วนร่วมมิได้จำกัดอยู่เพียงการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง หากครอบคลุมถึงการรณรงค์หาเสียง การอภิปรายสาธารณะ การติดตามตรวจสอบ และการร่วมกำหนดทิศทางนโยบายในระดับพื้นที่ และนำเสนอแบบจำลองความสัมพันธ์ที่อธิบายว่า การมีส่วนร่วมทำหน้าที่เป็นกลไกศูนย์กลางที่ส่งผลต่อความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การกระจายอำนาจ และความชอบธรรมทางการเมืองในระดับท้องถิ่น ดังนั้น ประชาธิปไตยฐานรากจะมีความเข้มแข็งและยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อการมีส่วนร่วมพัฒนาไปสู่การกำกับอำนาจอย่างต่อเนื่องและตั้งอยู่บนเหตุผลสาธารณะ</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6215
การพัฒนาภาวะผู้นำทางการเมืองของเยาวชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักพุทธธรรม จังหวัดสมุทรสงคราม
2026-02-24T00:08:43+07:00
พระมหานิรุต พยนต์ยิ้ม
note202019@gmail.com
สมชาย ลำภู
note202019@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิเคราะห์แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางการเมืองของเยาวชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักพุทธธรรม จังหวัดสมุทรสงคราม 2. ส่งเสริมแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางการเมืองของเยาวชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักพุทธธรรม จังหวัดสมุทรสงคราม และ 3. นำเสนอแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำทางการเมืองของเยาวชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักพุทธธรรม จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาภาวะผู้นำทางการเมืองของเยาวชนแบบสมดุล ประกอบด้วย 1.1 ความเสมอภาคและความเป็นธรรม 1.2 ความยืดหยุ่นและความประนีประนอม 1.3 การวางตัวเป็นกลาง 1.4 การเพิ่มพลังอำนาจ 1.5 การคิดเชิงบวก 2. การพัฒนาภาวะผู้นำทางการเมืองของเยาวชนในการพัฒนาชุมชน โดยใช้การพัฒนาความรู้ทางการเมือง ประกอบด้วย 2.1 การได้รับข้อมูลทางการเมืองอย่างมีวิจารณญาณ 2.2 การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง 2.3 การเข้าใจระบบการเมือง 2.4 การคิดเชิงวิพากษ์ และ 2.5 การศึกษาและการฝึกอบรมทางการเมือง และ 3. แนวทางการส่งเสริมการพัฒนาภาวะผู้นำทางการเมืองของเยาวชนในการพัฒนาชุมชนตามหลักพุทธธรรม จังหวัดสมุทรสงคราม โดยใช้หลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นแนวทางที่ครอบคลุมทั้งพฤติกรรม จิตใจ และสติปัญญาอย่างสมบูรณ์ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืน และหลักอิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ ความพอใจและรักในสิ่งที่ทำ วิริยะ ความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่อง จิตตะ การเอาใจใส่และมุ่งมั่น และวิมังสา การใช้ปัญญาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ซึ่งเป็นรากฐานของความสำเร็จในกิจการทั้งปวง จะทำให้เยาวชนเติบโตเป็นผู้นำที่มีทั้งความรักในสิ่งที่ทำ ความเพียรพยายามความตั้งใจจดจ่อ และปัญญาในการไตร่ตรอง นำพาชุมชนไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6323
การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย โดยการประยุกต์ตามหลักพุทธธรรมของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลไหล่หิน อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง
2026-02-16T14:44:45+07:00
ธรรมรักษ์ เชียงพรหม
dhammarak001@gmail.com
พระครูศรีปวรบัณฑิต (บวรวิทย์ อายุมั่น)
dhammarak001@gmail.com
ยุทธนา ปราณีต
dhammarak001@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลไหล่หิน 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอปริหานิยธรรมกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลไหล่หิน และ 3. นำเสนอการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยโดยการประยุกต์ตามหลักพุทธธรรมของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลไหล่หิน การวิจัยครั้งนี้เป็นวิธีวิจัยแบบผสานวิธี คือ การวิจัยเชิงปริมาณที่ใช้การแจกแบบสอบถาม ได้ค่าความเชื่อมั่น 0.889 ประชากร คือ ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเทศบาลตำบลไหล่หิน จำนวน 4,462 คน สุ่มกลุ่มตัวอย่างได้จำนวน 368 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน โดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลไหล่หิน พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.47) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอปริหานิยธรรมกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลไหล่หิน พบว่า โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันน้อย (R = 0.267**) และ 3. การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยโดยการประยุกต์ตามหลักพุทธธรรมของประชาชนในเขตเทศบาลตำบลไหล่หิน พบว่า 3.1 การรวมตัวปรึกษาหารืออย่างสม่ำเสมอ 3.2 การมีเป้าหมายร่วมกันทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม 3.3 การส่งเสริมกฎหมายหรือระเบียบชุมชนที่ชอบธรรม 3.4 การให้เกียรติรับฟังประสบการณ์และเน้นบทบาทของผู้สูงอายุในชุมชน 3.5 การส่งเสริมบทบาทของกลุ่มสตรีในชุมชน 3.6 การให้ชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อสร้างค่านิยมทางการเมือง และ 3.7 การสร้างกลไกการคัดเลือกและสนับสนุนคนดี</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6264
แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะพลเมืองศตวรรษที่ 21 บนฐานประชาธิปไตย : กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
2026-01-21T16:44:33+07:00
เฉลิมศักดิ์ บุญนำ
chaleomsak.bu@skru.ac.th
สุนิสา เชาวน์เมธากิจ
sunisa@hu.ac.th
สุชาดา สุวรรณขำ
suchada@hu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาคุณลักษณะและทักษะในศตวรรษที่ 21 ในบริบทสังคมไทยและสังคมโลกบนฐานแนวคิดประชาธิปไตย และ 2. เสนอแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะและทักษะในศตวรรษที่ 21 เพื่อสร้างพลเมืองเข้มแข็งบนฐานประชาธิปไตยของมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา โดยเก็บข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลัก 1. ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถด้านการสอนและพัฒนาผู้เรียนทางด้านรัฐศาสตร์ จำนวน 18 คน และ 2. นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จำนวน 12 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาคุณลักษณะและทักษะสำคัญของนักศึกษาในศตวรรษที่ 21 เพื่อสร้างพลเมืองเข้มแข็งต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Learner-Centered) โดยการจัดการเรียนรู้พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม ความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล ความร่วมมือ และความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพลเมืองโลก นอกจากนี้ การสร้างระบบ “SKRU DNA” ที่หลอมรวมค่านิยมของความเป็นไทยเข้ากับคุณลักษณะสากล ถือเป็นแนวทางที่ส่งเสริมให้นักศึกษาเป็นพลเมืองที่มีรากเหง้าและพร้อมเชื่อมโยงกับโลกอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6485
การบริหารจัดการขยะมูลฝอยแบบมีส่วนร่วมในระดับตำบล ศึกษากรณีเทศบาลตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
2026-03-09T10:12:52+07:00
นิธิกานต์ สนสระน้อย
nawaphat_tos@vu.ac.th
อุบลวรรณ เลิศนอก
nawaphat_tos@vu.ac.th
บุญชณัฎฐา สุขเสมอ
nawaphat_tos@vu.ac.th
นวภัทร โตสุวรรณ์
nawaphat_tos@vu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสถานการณ์และปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยในเขตเทศบาลตำบลบ้านโพธิ์ 2. ศึกษาลักษณะรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะมูลฝอยในเขตเทศบาลตำบลบ้านโพธิ์ และ 3. ศึกษาแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการขยะมูลฝอยในเขตพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านโพธิ์ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ ภายใต้กระบวนทัศน์การตีความ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 40 คน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีพรรณนาความร่วมกับ<br />การตรวจสอบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สถานการณ์การจัดการขยะมูลฝอยในพื้นที่มีแนวโน้มปริมาณขยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยขยะส่วนใหญ่เป็นขยะทั่วไปและขยะอินทรีย์จากครัวเรือน ขณะที่การคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางยังไม่เป็นระบบ ส่งผลให้ภาระการจัดการตกอยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก 2. รูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนปรากฏใน 4 ระดับ ได้แก่ การรับรู้ข่าวสาร การปรึกษาหารือ การประชุมรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมเชิงลึกยังคงจำกัดอยู่ในลักษณะการมีส่วนร่วมผ่านตัวแทนของชุมชนเป็นส่วนใหญ่ และ 3. แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมที่เหมาะสมกับพื้นที่ ได้แก่ การส่งเสริมการลดปริมาณขยะตามหลัก 3R การสนับสนุนการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง การพัฒนาระบบธนาคารขยะในชุมชน และการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการวางแผนและกำหนดกติกาการจัดการขยะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม และในเชิงวิเคราะห์ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ปัญหาสำคัญอยู่ที่ช่องว่างระหว่าง “การรับรู้” กับ “การปฏิบัติ” และข้อจำกัดของกลไกการมีส่วนร่วมที่ยังไม่เอื้อต่อการตัดสินใจร่วมอย่างแท้จริง ดังนั้นการจัดการขยะอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องบูรณาการทั้งมิติพฤติกรรมตามหลัก 3R ควบคู่กับการพัฒนาการมีส่วนร่วมเชิงอำนาจ เพื่อเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจากผู้ปฏิบัติตามไปสู่หุ้นส่วนการจัดการในระดับพื้นที่</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6282
รูปแบบการบริหารและการจัดการตลาดนัดจตุจักรภายหลังวิกฤติการณ์ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
2026-03-07T11:01:36+07:00
เมธี ทรัพย์ประสพโชค
metee2444@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาประสิทธิภาพของการบริหารและการจัดการตลาดนัดจตุจักรภายหลังวิกฤติการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 2. ศึกษาระดับการบริหารและการจัดการตลาดนัดจตุจักรภายหลังวิกฤติการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และ 3. เสนอแนะรูปแบบการบริหารและการจัดการตลาดนัดจตุจักรภายหลังวิกฤติการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่มีประสิทธิภาพ วิธีดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธีระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการเก็บแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ หัวหน้างานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 60 คน ด้วยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่ามิว และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน ด้วยการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพของการบริหารและการจัดการตลาดนัดจตุจักร โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (μ = 3.33) เรียงลำดับ 3 ลำดับ พบว่า ด้านการบรรลุเป้าหมายตามมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ในระดับมาก (μ = 3.41) ด้านคุณภาพชีวิตของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อยู่ในระดับปานกลาง (μ = 3.39) และด้าน การบรรลุวัตถุประสงค์ของตลาดนัดจตุจักร อยู่ในระดับปานกลาง (μ = 3.35) 2. ระดับการบริหารและการจัดการตลาดนัดจตุจักร โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (μ = 3.20) เรียงลำดับ 3 ลำดับ พบว่า ด้านกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง อยู่ในระดับปานกลาง (μ = 3.39) ด้านสมรรถนะการบริหารอยู่ในระดับปานกลาง (μ = 3.27) และด้านการกำกับ ควบคุมและ การประเมินผล อยู่ในระดับปานกลาง (μ = 3.25) และ 3. รูปแบบการบริหารและการจัดการตลาดนัดจตุจักรภายหลังวิกฤติการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่มีประสิทธิภาพ คือ CJAM Model ซึ่งประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลักนโยบายและทิศทางการบริหาร โครงสร้างและกระบวนการบริหารจัดการ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการบริการ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ระบบติดตามและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6492
เศรษฐกิจผู้สูงอายุ : รูปแบบและปัจจัยสู่ความยั่งยืนของธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
2026-03-06T00:58:38+07:00
ทิวาพร พฤฒิปัญญาเดช
porn.palla@gmail.com
รัตพงษ์ สอนสุภาพ
rattaphong.s@rsu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษารูปแบบการดำเนินธุรกิจดูแลผู้สูงอายุในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2. วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จและความยั่งยืนของธุรกิจจากกรณีศึกษา และ 3. เสนอแนวทางเชิงนโยบายต่อภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านกรณีศึกษาธุรกิจเอกชน 3 แห่ง โดยเป็นโครงการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การศึกษาค้นคว้าจากเอกสารที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบเจาะจง ผ่านการเก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยวิธีการศึกษาจากเอกสารชั้นต้น/ชั้นรองที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย และการสัมภาษณ์เจาะลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลัก ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ มาจัดให้เป็นระบบผ่านกระบวนการแยกแยะองค์ประกอบ รวมทั้งเชื่อมโยงและหาความสัมพันธ์ของข้อมูล เพื่อนำไปสู่การตีความ (Hermeneutic) และวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงใช้เทคนิคการวิเคราะห์โดยการตีความ (Interpretation) ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ มาวิเคราะห์และสังเคราะห์ในภาพรวม โดยใช้กรอบแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องมาประกอบการวิเคราะห์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการให้บริการประกอบด้วย ศูนย์ดูแลระยะยาว บริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน และศูนย์ดูแลระหว่างวัน 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จและความยั่งยืนของธุรกิจจากกรณีศึกษา ได้แก่ การมีบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะ การปรับโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทยและการสนับสนุนนโยบายจากภาครัฐ และ 3. ข้อเสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายต่อภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาครัฐควรพัฒนากฎหมายและระบบสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุให้มีมาตรฐาน ครอบคลุมทั้งสถานพยาบาล ธุรกิจบริการสุขภาพ และศูนย์ดูแลแบบ Day Care ในระดับชุมชน เพื่อลดภาระระบบสาธารณสุขในอนาคต ส่งเสริมระบบการออม พร้อมสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในฐานะแหล่งฟื้นฟูสุขภาพ นอกจากนี้ควรผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อยกระดับประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านการเกษียณอายุ และสร้างความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6744
การศึกษาการวิเคราะห์เชิงคุณภาพของรัฐธรรมนูญตามมาตรา 213 เพื่อลดช่องว่างการเข้าถึงความยุติธรรม
2026-04-21T15:24:43+07:00
เอกอนงค์ ศรีสำอางค์
eakanong17@gmail.com
อานุภาพ รักษ์สุวรรณ
eakanong17@gmail.com
สมศักดิ์ เจริญพูล
eakanong17@gmail.com
รุ่งภพ คงฤทธิ์ระจัน
eakanong17@gmail.com
ศักดา ศรีทิพย์
eakanong17@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาเชิงโครงสร้างและทางปฏิบัติที่เกิดจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 โดยเฉพาะมาตรา 46–48 รวมทั้งบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดิน และความต้องการกลไกสนับสนุนของผู้ยื่นคำร้อง ตลอดจนการเปรียบเทียบกับกลไกสนับสนุนในต่างประเทศ เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาระบบให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา 213 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรคือ ผู้ยื่นหรือเคยยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้านสิทธิและเสรีภาพ จำนวนรวม 51 ราย เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ รวบรวมข้อมูลจากการวิจัยเอกสาร ตัวบทกฎหมาย สถิติคำร้อง และกรณีศึกษาเปรียบเทียบจากเยอรมนี เกาหลีใต้ และสาธารณรัฐเช็ก ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์แบบอุปนัย และการจำแนกหมวดหมู่ข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. มาตรา 46–48 มีความซับซ้อนทั้งเชิงถ้อยคำ เงื่อนไข และขั้นตอน จนกลายเป็นกับดักทางกฎหมายและกระบวนการ ทำให้สิทธิร้องตามมาตรา 213 ถูกใช้ได้จริงโดยจำกัด 2. บทบาทผู้ตรวจการแผ่นดินในฐานะด่านคัดกรองกลับทำให้เกิด “คอขวดเชิงสถาบัน” เพิ่มชั้นและระยะเวลาของกระบวนการ จนผู้ร้องจำนวนหนึ่งเสียโอกาสในการเยียวยา 3. ผู้ยื่นคำร้องมีความต้องการ “พี่เลี้ยงทางกฎหมาย” อย่างชัดเจน เพื่อช่วยตีความ เผยโครงสร้างคำร้อง และระบุการกระทำที่ละเมิดสิทธิให้เข้ากรอบกฎหมาย และ 4. บทเรียนจากต่างประเทศชี้ว่าระบบคัดกรองที่เข้มงวดสามารถอยู่ร่วมกับโครงสร้างสนับสนุนที่เข้มแข็ง เช่น คลินิกกฎหมาย ระบบ E-filing และเครือข่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย ข้อเสนอหลักของการวิจัย ได้แก่ การจัดตั้งคลินิกยุติธรรมรัฐธรรมนูญหรือหน่วยบริการเฉพาะกิจในฐานะโค้ชทางกฎหมาย การปรับบทบาทผู้ตรวจการแผ่นดินจากด่านคัดกรองบังคับสู่การเป็นองค์กรที่ปรึกษา และการพัฒนาระบบโต้ตอบอัตโนมัติแบบออนไลน์เพื่อช่วยคัดกรองและจัดโครงสร้างคำร้องเบื้องต้น อันเป็นการเพิ่ม “โครงสร้างสนับสนุน” ควบคู่ไปกับกลไกคัดกรอง เพื่อให้สิทธิตามมาตรา 213 เคลื่อนจากระดับตัวบทไปสู่การใช้สิทธิได้จริงของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6487
FACTORS INFLUENCING FLOOD PREPAREDNESS BEHAVIOR OF GOVERNMENT AGENCIES IN THE PING RIVER BASIN, CHIANG MAI
2026-03-06T01:01:20+07:00
Chonmani Tananpang
chonmani.t@gmail.com
Prayoon Imiwat
prayoon.imi@crru.ac.th
Anan Kaewtatip
anan.kae@crru.ac.th
Waraduang Sommanasak
waraduang.som@crru.ac.th
<p>This study had the objective to study the factors related to knowledge, attitudes, perceived risk, and experience that influence the flood preparedness of government agencies in the Ping River basin, Chiang Mai Province and to develop policy recommendations for disaster management. A mixed methods approach was employed. Quantitative data were collected from 209 government agencies selected through stratified random sampling, using a questionnaire with a reliability coefficient of 0.98. Qualitative data were gathered through open-ended questions and in-depth interviews with 5 key informants. Data were analyzed using descriptive statistics (mean and standard deviation) and content analysis to ensure consistency with the research objectives.</p> <p>The findings showed a behavioral paradox, reflecting that government agencies demonstrated the highest level of knowledge on flood preparedness (mean = 4.27) and a positive attitude towards flood preparedness (mean = 4.00). However, practical flood preparedness behavior was significantly lower (mean = 3.42), particularly in the resource management (mean= 3.29). This is in line with factors related to a moderate level of experience and perceived risk. Qualitative data also showed that the main problems were not personnel but structural failures, namely separate work processes and inflexible budgetary regulations across administrative areas. A new knowledge found is the “institutional knowledge trap,” showing that knowledge and paper plans did not accurately reflect practical disaster response capabilities. Therefore, the researchers proposed a reform of disaster management towards an area-based management, changing from administrative assumptions to hydrological management and simulation drills to enhance proactive simulation experiences for personnel in the area.</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6399
SOCIO-POLITICAL AND CULTURAL FACTORS AFFECTING THE STRUCTURAL EQUILIBRIUM OF AUTHORITY AMONG THE EXECUTIVE, LEGISLATIVE, AND JUDICIAL BRANCHES IN THAILAND'S PARLIAMENTARY SYSTEM
2026-02-26T00:52:04+07:00
Shanasuek Wisetchai
shanasuek@pnru.ac.th
<p>This research aims to 1. analyze the socio-political and cultural factors affecting the structural equilibrium of authority among the executive, legislative, and judicial branches within Thailand's parliamentary system, and 2. examine the compound effects of these factors on the functioning of checks and balances. The study employs a qualitative research design using qualitative institutional analysis. Data were collected through documentary research and in-depth interviews, twenty key informants were purposively selected, comprising political scientists, legal scholars specializing in public and constitutional law, and politicians. Data were analyzed through qualitative content analysis and interpretative analysis. Triangulation was applied to enhance the credibility of the findings.</p> <p>The findings reveal that the imbalance of power among the three branches is deeply rooted in socio-political and cultural factors operating as a mutually reinforcing cycle. Four principal factors were identified: 1. guardianship democracy, in which extra-constitutional actors — particularly the military — have repeatedly reshaped political structures, undermining horizontal accountability among democratic institutions, 2. patronage culture and weak party institutionalization, which hollow out the legislature as an autonomous oversight body by rendering MPs structurally dependent on party leaders holding executive power, 3. deep ideological polarization, which transforms institutional checks from neutral accountability mechanisms into instruments of political warfare, and 4. constitutional discontinuity, whereby frequent constitutional replacement prevents the institutionalization of accountability norms and interrupts institutional learning. These factors interact to produce a “low-level equilibrium” in which checks and balances remain nominally intact but operate selectively and substantively constrained.</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์