https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/issue/feed
วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
2026-02-26T11:00:57+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร. เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง
journal.ajppa@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์</strong></p> <p> ISSN 2822-065X (Print)</p> <p> ISSN 2822-0676 (Online)</p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />กำหนดออก</strong> : 6 ฉบับต่อปี</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br /> ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน<br /> ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 4 กรกฎาคม - สิงหาคม<br /> ฉบับที่ 5 กันยายน - ตุลาคม<br /> ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน - ธันวาคม<br /><strong style="font-size: 0.875rem;"><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /></strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong><strong> </strong></p> <p> วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นิสิต นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</p> <p> </p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร:</strong></p> <p> 1) บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p> 2) บทความวิจัย (Research Article)</p> <p> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)</p> <p> </p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />การพิจารณาและคัดเลือกบทความ:</strong></p> <p> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Reviewer) จำนวน 3 คน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double – Blind Peer Review)</p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />เจ้าของวารสาร:</strong></p> <p>สมาคมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสตร์</p>
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/4785
สังคหวัตถุ 4 หลักธรรมสู่การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน
2025-06-11T10:36:13+07:00
เบญจวรรณ เขียวเขิน
benjawan.mcu@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาการประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุ 4 ในการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน ประกอบด้วย ทาน (การให้) ปิยวาจา (การพูดจาไพเราะ) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) และสมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ) ซึ่งเป็นหลักธรรมที่มุ่งเน้นการสร้างสัมพันธภาพอันดีและความสามัคคีในสังคม การศึกษาใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและทฤษฎีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและการพัฒนาชุมชน รวมทั้งศึกษาสภาพปัญหาในการสร้างการมีส่วนร่วมในบริบทปัจจุบัน การนำหลักสังคหวัตถุ 4 มาประยุกต์ใช้สามารถลดช่องว่างระหว่างผู้นำและชุมชน สร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน อันนำไปสู่ความสำเร็จและความยั่งยืนในการพัฒนาชุมชน การศึกษานี้มีนัยสำคัญในการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมกับองค์ความรู้สากลด้านการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทสังคมไทย</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/4777
หลักธรรมปัญญา 3 กับการบูรณาการความรู้สู่การตัดสินใจเชิงนโยบาย
2025-06-17T09:54:10+07:00
วสุชาติ มีบุญมี
salisa.mcu@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักธรรม ปัญญา 3 ในพระพุทธศาสนา การตัดสินใจเชิงนโยบายในปัจจุบันมีข้อมูลมากมายแต่ขาดกรอบการใช้ความรู้ที่เหมาะสม การศึกษานี้นำเสนอการประยุกต์ใช้หลักธรรมปัญญา 3 จากพระพุทธศาสนา ได้แก่ สุตมยปัญญา (ปัญญาจากการศึกษา) จินตมยปัญญา (ปัญญาจากการคิดพิจารณา) และภาวนามยปัญญา (ปัญญาจากการปฏิบัติ) เป็นกรอบแนวคิดสำหรับการพัฒนาคุณภาพของการตัดสินใจเชิงนโยบาย การบูรณาการความรู้ต้องเชื่อมโยงความรู้จากหลายแหล่ง ทั้งความรู้ทางวิชาการ ประสบการณ์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านกระบวนการรับข้อมูล สังเคราะห์ วิเคราะห์ และตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม การประยุกต์ใช้ปัญญา 3 ช่วยให้เกิดการตัดสินใจที่รอบคอบ ได้แก่ การศึกษาข้อมูลและฟังเสียงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การลดอคติและคิดอย่างเป็นระบบ และการสร้างภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมด้วยการใคร่ครวญผลกระทบ พบว่า ความรู้ที่ดีต้องมีจริยธรรม และการตัดสินใจที่มีคุณภาพไม่อาจเกิดจากข้อมูลเพียงอย่างเดียว การพัฒนาระบบการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีคุณภาพควรใช้ปัญญา 3 เป็นฐานคิดควบคู่กับการวางระบบข้อมูล กลไกการมีส่วนร่วม และธรรมาภิบาล</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5396
แนวทางส่งเสริมการป้องกันการทุจริตในองค์กรแบบมีส่วนร่วมของบุคลากร
2025-06-28T13:47:18+07:00
พัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล
phatchanphet@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางส่งเสริมการป้องกันการทุจริตในองค์กรประกอบด้วย 4 ประเด็น ได้แก่ 1. การส่งเสริมบุคลากรเพื่อให้เกิดการเรียนรู้และตระหนักถึงภัยการทุจริต 2. การเสริมสร้างทัศนคติ และค่านิยมเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริต 3. การพัฒนาบุคลากรด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีส่วนร่วมในการป้องกันการทุจริต ทั้งองค์กรภาครัฐและภาคเอกชน และ 4. การดำเนินงานและกลไกในการดำเนินงานเพื่อตอบสนองนโยบายการป้องกันการทุจริต ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรในองค์กรมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการองค์กรในการป้องกันการทุจริตอันเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งบทความวิชาการนี้จะเป็นประโยชน์ในการสร้างการมีส่วนร่วมของบุคลากรและเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายโครงการหรือกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อบุคลากรในแต่ละองค์กรเพื่อสร้างทัศนคติและค่านิยมการต่อต้านการทุจริตให้เกิดความโปร่งใสด้วยการสอดแทรกหลักพุทธธรรมส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมภายในจิตใจของบุคลากรควบคู่ไปกับการติดตามประเมินผลตามแผนงานโครงการหรือกิจกรรมเพื่อสร้างให้เกิดความตระหนักรู้และร่วมกันป้องกันการทุจริตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5517
การพัฒนาจิตให้รู้เท่าทันทุกข์ ด้วยปฏิจจสมุปปันนธรรม
2025-08-07T13:14:17+07:00
ประสิทธิ์ชัย พิภักดี
pi.prasitchai@gmail.com
<p>หลักคำสอนของพระพุทธศาสนาที่เป็นแก่นแท้จริง พอสรุปลงได้เพียงการสอนให้คนรู้จักกับทุกข์และหนทางที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์เท่านั้น พระพุทธเจ้าทรงละทิ้งจากความสุขสบาย ความรื่นรมย์เพลิดเพลินแบบโลกียชนที่พระองค์ทรงเห็นว่าการมีชีวิตอยู่เช่นนั้นไม่ใช่การหลุดพ้นจากสิ่งที่เรียกว่า “ทุกข์” อย่างแท้จริง โดยออกผนวชและมุ่งแสวงหาความจริงเพื่อดับทุกข์ด้วยพระองค์เอง ซึ่งความทุกข์ในความหมายที่เข้าใจกันได้อย่างสามัญก็คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ความทนอยู่กับสภาพที่เป็นอยู่นั้นได้ยาก ทุกข์ทางกายส่วนใหญ่พอมีหนทางที่จะทำให้คลายลงได้ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ แต่ทุกข์ที่มีอยู่ภายในนั้นเกิดที่จิตใจ เป็นทุกข์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ แต่มีพลังอำนาจที่ทำให้คนเรานั้นมีชีวิตอยู่ได้อย่างทรมาน ก็เนื่องด้วยความไม่รู้ในสิ่งเหล่านั้นตามความเป็นจริงที่เรียกว่า “อวิชชา” ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่าทุกข์นั้นมันมีปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น และทรงบัญญัติหลักธรรมนี้ว่า “ปฏิจจสมุปบาท” บทความนี้จะได้ศึกษาหลักปฏิจจสมุปปันนธรรมผ่านแนวคิดทางพุทธปรัชญาเชิงวิเคราะห์ เพื่อจะให้รู้ว่ามีความสำคัญอย่างไร และสามารถนำมาพิจารณาปฏิบัติเพื่อพัฒนาจิตใจให้รู้เท่าทันความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจของเราในแต่ละขณะ ให้เข้าถึงและมีวิธีปฏิบัติจนอยู่เหนือความทุกข์นั้นได้</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5956
นโยบายในการจัดตั้งสำนักจัดการทรัพย์สินของวัดในประเทศไทย
2025-11-21T14:06:48+07:00
พระครูสุธีกิตติบัณฑิต (กฤษฎา กิตฺติโสภโณ)
krisada.sae@mcu.ac.th
พระเมธีวัชรประชาทร (ประยูร นนฺทิโย)
6401104008@mcu.ac.th
พระครูพิศิษฎ์พัชรบัณฑิต (เอกลักษณ์ อชิโต)
6401104008@mcu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาหลักการและวิธีการในการจัดการทรัพย์สินของวัดในประเทศไทย 2. พัฒนาต้นแบบสำนักจัดการทรัพย์สินของวัดในประเทศไทย และ 3. พัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการจัดการทรัพย์สินของวัดในประเทศไทย เป็นการวิจัยและพัฒนา (R&D) การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พระสงฆ์และประชาชนจำนวน 500 รูปหรือคน แบ่งเป็น พระสงฆ์ 250 รูป และประชาชนทั่วไป 250 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามออนไลน์ และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ และร้อยละ สถิติเชิงอนุมาน ใช้สำหรับทดสอบสมมติฐานและเปรียบเทียบข้อมูล การทดสอบที ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย พระสังฆาธิการระดับผู้บริหาร 11 รูป ผู้บริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 5 คน นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา 3 รูปหรือคน และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน 6 รูปหรือคน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพในงานวิจัยนี้ ใช้วิธีการหลักคือ การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การจัดการทรัพย์สินของวัดควรยึดหลัก 3 ประการ คือ การบูรณาการหลักพุทธธรรม หลักกฎหมาย (พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505) และหลักการบริหารจัดการสมัยใหม่ รวมถึงต้องมีแนวปฏิบัติ 4 ด้าน คือ การเงิน ที่ดิน ศาสนสมบัติ และรายได้ อย่างเป็นระบบ โปร่งใส และอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน 2. ต้นแบบสำนักจัดการทรัพย์สินของวัดมุ่งยกระดับการบริหารให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส ต้องเริ่มจากการขออนุมัติจากมหาเถรสมาคม จัดตั้งโครงสร้างองค์กรระดับจังหวัด พัฒนาระบบฐานข้อมูลโดยใช้เทคโนโลยี สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และมีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และ 3. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายครอบคลุม 3 กลุ่มคือ คณะสงฆ์ ควรจัดตั้งสำนักจัดการทรัพย์สินของวัดระดับจังหวัด และพัฒนาระบบตรวจสอบธรรมาภิบาล ภาครัฐ ควรปรับปรุงกฎหมาย (พ.ร.บ.คณะสงฆ์) และสนับสนุนวิชาการและเทคโนโลยี ภาคประชาสังคม ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมและตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5341
อิทธิพลของการสื่อสารการตลาดดิจิทัลส่งผลต่อพฤติกรรมแห่งความสำเร็จ ขั้นพื้นฐานของวัยรุ่นเจนเนอเรชัน ซี
2025-06-22T16:45:19+07:00
ณัฏฐ์วัฒน์ ธนพรรณสิน
nattawat.besttwpgroup@gmail.com
ศิริเกศ คุ้มพิทักษ์
Nattawat.besttwpgroup@gmail.com
เพิ่มพร ณ นคร
Nattawat.besttwpgroup@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ระดับการรับรู้การสื่อสารการตลาดดิจิทัล 2. พฤติกรรมแห่งความสำเร็จขั้นพื้นฐานของวัยรุ่นเจนเนอเรชัน Z ในประเทศไทย และ 3. วิเคราะห์อิทธิพลของการสื่อสารการตลาดดิจิทัลต่อพฤติกรรมดังกล่าว มีรูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยจำนวน 400 คน เป็นวัยรุ่นกลุ่มเจน Z และใช้วิธีการสำรวจผ่านแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. วัยรุ่นเจน Z มีการรับรู้การสื่อสารการตลาดดิจิทัลในระดับสูง โดยเฉพาะในด้านประสบการณ์แบบโต้ตอบ ความเชื่อถือในเนื้อหา และการมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ 2. วัยรุ่นกลุ่มนี้ยังแสดงพฤติกรรมแห่งความสำเร็จขั้นพื้นฐานในระดับสูง เช่น การตั้งเป้าหมายและการพัฒนาตนเอง 3. ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของการสื่อสารการตลาดดิจิทัลพบว่า มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อพฤติกรรมแห่งความสำเร็จขั้นพื้นฐานของวัยรุ่นเจน Z โดยเฉพาะในสามองค์ประกอบหลัก ได้แก่ ความเชื่อถือในเนื้อหา บทบาทของอินฟลูเอนเซอร์ และประสบการณ์แบบโต้ตอบ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการตั้งเป้าหมาย การพัฒนาตนเอง และการมีส่วนร่วมทางสังคมของวัยรุ่น</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5428
การขับเคลื่อนองค์กรอย่างยั่งยืนตามแนวคิด ESG ของธุรกิจพลังงาน ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
2025-07-08T23:44:34+07:00
บุษรา ทองอินทร์
bussara4488@hotmail.com
รัตพงษ์ สอนสุภาพ
rattaphong.s@rsu.ac.th
วีรพงษ์ ชุติภัทร์
veraphong.c@rsu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษารูปแบบการใช้นวัตกรรมในการจัดการองค์กรตามแนวคิด ESG ของกลุ่มธุรกิจพลังงานในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) 2. วิเคราะห์ผลองค์กรที่ดำเนินธุรกิจตามแนวคิด ESG ในกลุ่มธุรกิจด้านพลังงานใน ตลท. และ 3. แสวงหาแนวทางในการขับเคลื่อนพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนตามแนวคิด ESG ของธุรกิจด้านพลังงานของประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร และสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้บริหารระดับสูงในองค์กรธุรกิจกลุ่มพลังงานที่จดทะเบียนใน ตลท.จำนวน 10 คน สุ่มแบบ Criterion Sampling และบริษัทพลังงานที่จดทะเบียนใน ตลท. ในมิติของการพัฒนากิจการสู่ความยั่งยืนภายใต้กรอบแนวคิด ESG จำนวน 8 แห่ง สุ่มแบบ Purposeful Selection การวิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัย เชิงเนื้อหา ตีความ โดยใช้กรอบแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องมาประกอบการวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวคิด ESG เป็นกรอบคิดหลักในการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม และการบริหารจัดการที่มีธรรมาภิบาล โดยนำแนวทาง ESG มาบูรณาการเข้ากับแผนกลยุทธ์ผ่านกระบวนการประเมินว่า เรื่องใดสำคัญต่อความสำเร็จระยะยาวของธุรกิจ และสำคัญต่อสังคมหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จนต้องจัดการหรือรายงานอย่างจริงจัง 2. ผลขององค์กรที่ดำเนินธุรกิจตามแนวคิด ESG ได้แก่ เพิ่มมูลค่าธุรกิจในระยะยาวจากการดำเนินงานตามแนวคิด ESG สร้างความได้เปรียบในการ การสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ถือหุ้นและนักลงทุน ช่วยให้การบริหารความเสี่ยงครอบคลุมในระยะยาว และ 3. แนวทางในการขับเคลื่อนพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนตามแนวคิด ESG ได้แก่ 1. จัดทำรายงานความยั่งยืนที่มีมาตรฐานตาม GRI หรือ SASB 2. ส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้าน ESG ในทุกระดับขององค์กร และ 3. ประสานความร่วมมือกับภาครัฐและภาคประชาสังคมเพื่อการกำกับดูแลร่วม</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5333
การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีฐานจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ตำบลบ้านนา อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก
2025-06-28T13:43:22+07:00
ณัฏฐา เกิดทรัพย์
natta.ke@pnru.ac.th
พัชรี กล่อมเมือง
natta.ke@pnru.ac.th
วณิฎา ศิริวรสกุล
natta.ke@pnru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และ 2. เสนอแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีฐานจากภูมิปัญญาท้องถิ่น แบบของการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมวิธีระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการเก็บแบบสอบถามกับการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการเก็บแบบสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ตำบลบ้านนาจำนวน 362 คน ด้วยวิธีการใช้สูตรคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่าง และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิโดยอาศัยสัดส่วน การตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาเท่ากับ 0.812 เครื่องมือวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 30 คน ด้วยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร คือ เอกลักษณ์ท้องถิ่น การถ่ายทอดภูมิปัญญา การเกษตรผสมผสาน และ 2. การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร คือ การสร้างภูมิคุ้มกัน วินัยทางการเงินให้กับคนในชุมชนที่มีรายได้น้อย ส่งเสริมการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารจัดการหนี้สินอย่างยั่งยืน การท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีฐานจากภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ กิจกรรมทางการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีฐานจากภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็น 4 ประเด็น คือ ทรัพยากรการท่องเที่ยวทางการเกษตร การบริการการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีฐานจากภูมิปัญญาท้องถิ่นแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีฐานจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้แก่ การทำการเกษตรวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน และวิถีการดำรงชีวิตของเกษตรกร ซึ่งสามารถนำผลงานที่เกิดจากการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้และก่อให้เกิดความร่วมมือของคนในชุมชนที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5343
ข้อเสนอเชิงนโยบายการพัฒนาชุมชนวังโตนดสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ ด้วยกลไกการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
2025-07-02T13:06:33+07:00
สิริมาส ศรขาว
Ekachai.K@rbru.ac.th
ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์
Ekachai.K@rbru.ac.th
พรทิวา อาชีวะ
Ekachai.K@rbru.ac.th
เอกชัย กิจเกษาเจริญ
ekachai.k@rbru.ac.th
ณัฏฐกฤต ชัยอริยเมธี
Ekachai.K@rbru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ด้วยกลไกการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน 2. ประเมินผลกระทบทางสังคม (SROI) จากโครงการพัฒนาในพื้นที่ชุมชนวังโตนด โดยใช้ตัวแปรที่ได้จากการสังเคราะห์ และ 3. นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาชุมชนวังโตนดสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำนโยบายไปปฏิบัติในชุมชน ซึ่งเป็นผู้ที่ร่วมวางแผนในการพัฒนาชุมชนผ่านนโยบาย กิจกรรม/ โครงการต่าง ๆ ในพื้นที่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสัมภาษณ์เชิงลึก และการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนในพื้นที่เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาจาก 10 หมู่บ้านในพื้นที่วังโตนด สุ่มแบบเจาะจงวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าความถี่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. แนวคิดเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO เน้นการขับเคลื่อนใน 6 มิติ ได้แก่ การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในทุกมิติ (การพัฒนาด้านความรู้) การส่งเสริมความเท่าเทียมและการเข้าถึงโอกาสทางการเรียนรู้ การส่งเสริมคุณภาพและความเป็นเลิศของการเรียนรู้ การส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ในครอบครัว ชุมชน และสถานประกอบการ การเพิ่มขีดความสามารถของผู้เรียนและแรงงานในท้องถิ่นเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้และการสร้างพันธมิตรความร่วมมือระหว่างองค์กรต่าง ๆ 2. ค่าผลตอบแทนทางสังคม (SROI) สูงกว่า 1.0 ทุกด้าน ได้แก่ ด้าน “ความรู้” สูงสุดที่ 4.0 บาทต่อ 1 บาทลงทุน รองลงมาคือ “การเรียนรู้” และ “องค์กร” ที่ 3.5 บาท และด้าน “เทคโนโลยี” ต่ำสุดที่ 3.0 บาท และ 3. ข้อเสนอเชิงนโยบายแบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1. บริบทและศักยภาพพื้นฐานของชุมชน 2. ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม 3. ข้อเสนอเชิงนโยบายเฉพาะด้านการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ และ 4. เป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5480
พุทธบูรณาการเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของอาสาสมัครจิตอาสาผ่านหลักการกุญแจเก้าดอกของสถาบันพลังจิต ธรรมะ จักรวาล โดยเทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
2025-07-15T16:36:54+07:00
ธีระพันธ์ จัดพล
thiraphan.c@gmail.com
บุญทัน ดอกไธสง
thiraphan.c@gmail.com
เติมศักดิ์ ทองอินทร์
thiraphan.c@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของอาสาสมัครจิตอาสา 2. ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง และ 3. นำเสนอแนวทางพุทธบูรณาการเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำผ่านหลักการกุญแจเก้าดอกของสถาบันพลังจิต ธรรมะ จักรวาล ในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ใช้การวิจัยแบบผสานวิธีเชิงปริมาณและคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณคืออาสาสมัครที่ผ่านการอบรมผู้นำการเปลี่ยนแปลง 139 คน สุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ เก็บข้อมูลด้วยการแจกและติดตามภายใน 30 วัน วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 18 รูป/คน ตามแนวคำถามที่สร้างจากกรอบแนวคิด ใช้เวลาสัมภาษณ์ 45–60 นาที บันทึกเสียงและวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2. ปัจจัยสำคัญที่ทำนายภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้ในระดับมาก คือ หลักไตรสิกขาด้านสมาธิและปัญญา และหลักการกุญแจเก้าดอก 6 ด้าน ได้แก่ การเป็นผู้ให้ การสำรวจตน การแก้ไขปัญหา ทักษะการสื่อสารและทางปัญญา การคิดบวกและให้อภัย และภาวะผู้นำ โดยทั้งหมดมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ .05 และ 3. การบูรณาการพุทธธรรมด้านสมาธิช่วยเสริมความมุ่งมั่น อดทน และรอบคอบ ขณะที่การพัฒนาปัญญาส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการทำงานอย่างต่อเนื่อง การประยุกต์ใช้หลักกุญแจเก้าดอกร่วมกันอย่างบูรณาการ ช่วยพัฒนาอาสาสมัครให้มีคุณลักษณะผู้นำการเปลี่ยนแปลง 4 ด้าน คือ การมีอิทธิพลเชิงอุดมการณ์ การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นทางปัญญา และการเอาใจใส่ปัจเจกบุคคล</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5327
กระบวนการสื่อสารทางการเมืองของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ศึกษาในช่วงปี พ.ศ. 2562–2567
2025-07-23T10:08:00+07:00
เปรมศิริ ดิลกปรีชากุล
premsiri@ymail.com
นันทนา นันทวโรภาส
premsiri@ymail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาบริบททางการเมืองที่ส่งผลต่อการสื่อสารของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ในช่วงปี พ.ศ. 2562–2567 และ 2. ศึกษาวิเคราะห์กระบวนการสื่อสารทางการเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก และการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากหนังสือ เอกสารทางวิชาการ รายงานข่าว สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ ข้อมูลได้จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 48 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยนักการเมือง นักวิชาการ ข้าราชการ นักธุรกิจ กลุ่มคนรุ่นใหม่ และประชาชนทั่วไป วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. บริบททางการเมืองหลังรัฐประหารปี พ.ศ. 2557 เป็นแรงผลักดันให้นายพิธา เข้าสู่การเมืองผ่านพรรคอนาคตใหม่ หลังพรรคถูกยุบจึงได้เป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล ใช้เวทีรัฐสภาเป็นเครื่องมือสื่อสารกับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ความล้มเหลวของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นปัจจัยส่งเสริมให้นายพิธา ได้รับความนิยมสูงในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2566 โดยเฉพาะแคมเปญ “มีลุงไม่มีเรา มีเราไม่มีลุง” ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง แม้พรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และต่อมาพรรคถูกยุบ ทำให้นายพิธา ต้องยุติบทบาททางการเมืองลง และ 2. นายพิธาคือ “ผู้ส่งสาร” ที่มีบทบาทโดดเด่นในกระบวนการสื่อสารทางการเมือง โดยมีทั้งความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจ และความสามารถในการกำหนดวาระทางสื่อและสังคม เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้ตอบสนองต่อวาระจากสื่อ แต่เป็นผู้สร้างประเด็นและขับเคลื่อนการสื่อสารให้เชื่อมโยงกับความต้องการของสาธารณะ</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5448
กระบวนการสื่อสารทางการเมืองและภาวะผู้นำของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์: ศึกษาในช่วงเวลาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
2025-07-21T15:04:51+07:00
มนัญญา วิภัติภูมิประเทศ
updinsure@gmail.com
นันทนา นันทวโรภาส
mananya@upd.co.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาบริบททางการเมืองที่มีผลต่อการสื่อสารทางการเมืองของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ 2. ศึกษากระบวนการสื่อสารทางการเมืองของนายชัชชาติ และ 3. ศึกษาภาวะผู้นำของนายชัชชาติในระหว่างการดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 - 2567 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีเครื่องมือวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผู้ให้ข้อมูลจำนวน 39 คน การสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม และการวิจัยเอกสารจากแหล่งต่าง ๆ โดยวิเคราะห์ข้อมูลตามหลักการลดทอนข้อมูล แสดงข้อมูลอธิบาย และทำการสังเคราะห์ตามหลักเหตุผลทางวิชาการ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. บริบททางการเมืองหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2557 มีการแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างชัดเจน การแสดงเจตจำนงลงรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ในนามอิสระของนายชัชชาติ แสดงให้เห็นว่าพร้อมจะร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อบริหารจัดการปัญหาของกรุงเทพฯ ทำให้ได้ฐานเสียงจากทุกกลุ่ม จนชนะเลือกตั้งแบบ “แลนด์สไลด์” 2. นายชัชชาติเป็นผู้ส่งสารที่มีทักษะการสื่อสารที่โดดเด่น มีภาพลักษณ์นักบริหารรุ่นใหม่ ทำงานมุ่งมั่น วางตัวเป็นมิตร ประนีประนอม สุภาพ มักสื่อสารให้เห็นการทำงานของตนเองอย่างโปร่งใส เนื้อหาที่ใช้สื่อสารเป็น “สาร” ที่เข้าถึงเป้าหมาย เน้นเนื้อหาที่ต้องการหาแนวร่วมเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและพัฒนาเมืองกรุงเทพฯ ให้ดีกว่าเดิม ผ่านช่องทางสื่อสารที่โดดเด่นที่สุด คือ สื่อโซเชียลมีเดีย ได้แก่ เฟซบุ๊ก, ยูทูบ, ทวิตเตอร์ รวมถึงระบบ “ทราฟฟี่ ฟองดูว์” ที่นำมารับแจ้งปัญหาจากประชาชน และการสื่อสารแบบเผชิญหน้าเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 จนกระทั่งได้รับเลือกตั้งก็ยังคงลงพื้นที่พบประชาชนกรุงเทพฯ สม่ำเสมอ และ 3. นายชัชชาติมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของเบอร์นและบาส</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5319
การเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นพึ่งตนเองในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2025-06-17T23:54:50+07:00
สมบัติ นามบุรี
nickeybat@gmail.com
วรีรัตน์ ศรีสถิตย์วัฒนา
armmo_2006@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นพึ่งตนเอง 2. ให้ได้นวัตกรรมกระบวนการเชิงเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นพึ่งตนเอง และ 3. ประเมินนวัตกรรมกระบวนการเชิงเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นพึ่งตนเองในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดำเนินการวิธีวิจัยแบบผสานวิธี เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 392 คน สัมภาษณ์ จำนวน 18 รูปหรือคน และทำการประเมินนวัตกรรม 9 รูปหรือคน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.981 และใช้แบบสัมภาษณ์ในการสัมภาษณ์ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทั้งเชิงพรรณนาและเชิงอนุมาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นพึ่งตนเอง พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ การปรับพฤติกรรมในระดับครัวเรือน ศักยภาพของชุมชนในการพึ่งตนเองและการพึ่งพากันเอง ภูมิคุ้มกันทางปัญญาของชุมชน และการมีส่วนร่วมของภาคส่วนเพื่อสร้างประชาธิปไตยชุมชน 2. นวัตกรรมกระบวนการเชิงเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นพึ่งตนเอง พบว่า ชุมชนมีการนำหลักการเสริมสร้างพลังทางสังคม คือ การสร้างสังคมเข้มแข็งที่แบ่งปันไม่ทอดทิ้งกันและมีคุณธรรม การรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ การสนับสนุนความร่วมมือกับทุกภาคส่วน การส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศในชุมชน การพัฒนาบนฐานทุนทางสังคมและวัฒนธรรม โดยนำหลักอิทธิบาท 4 มาเป็นหลักปฏิบัติคือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา จนนำไปสู่เพิ่มขีดความสามารถของชุมชน ทำให้เกิดการปรับพฤติกรรมในระดับครัวเรือน การพัฒนาศักยภาพของชุมชนในการพึ่งตนเองและการพึ่งพากันเอง การมีส่วนร่วมของภาคส่วนเพื่อสร้างประชาธิปไตยชุมชน และการสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาของชุมชน และ 3. ประเมินผลนวัตกรรมกระบวนการเชิงเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นพึ่งตนเองในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า ด้านนวัตกรรมการเสริมสร้างพลังทางสังคมของชุมชน ด้านหลักอิทธิบาท 4 และด้านนวัตกรรมกระบวนการเชิงเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นพึ่งตนเองในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่ามีความเหมาะสมมากที่สุดทุกด้าน</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5388
การรับรู้ความยุติธรรมในองค์กรของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย: การสัมภาษณ์เชิงลึกกับอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ
2025-07-12T22:39:30+07:00
พีระพัฒน์ มังคละศิริ
phirapat.m@rpca.ac.th
เสกสัณ เครือคำ
seksankk@rpca.ac.th
ศุภโชค เอกพลพิสิฐ
s.aekpholphisit@rpca.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยเกี่ยวกับการรับรู้ความยุติธรรมในองค์กร 2. วิเคราะห์ผลกระทบของการรับรู้ความยุติธรรมต่อทัศนคติและพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ และ 3. เสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงความยุติธรรมในกระบวนการต่าง ๆ ภายในองค์กรตำรวจ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenological Approach) คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจงร่วมกับการคัดเลือกแบบลูกโซ่ จำนวน 30 คน ซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจในระดับสารวัตร รองผู้กำกับการ และผู้กำกับการ จากกองบัญชาการตำรวจ 10 แห่งทั่วประเทศ เครื่องมือวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ปลายเปิดแบบกึ่งโครงสร้าง การเก็บข้อมูลดำเนินผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นรายบุคคล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสังเคราะห์เชิงเนื้อหาโดยใช้กรอบแนวคิดความยุติธรรมในองค์กร 4 มิติ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ผู้ให้ข้อมูลสะท้อนประสบการณ์เกี่ยวกับความยุติธรรมในองค์กรใน 4 มิติ ได้แก่ ความไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย ความลำเอียงของผู้บังคับบัญชา การขาดการสื่อสารที่โปร่งใส และความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่ให้เกียรติ 2. ความรู้สึกไม่ยุติธรรมส่งผลให้เกิดความหมดไฟ ความไม่ไว้วางใจองค์กร พฤติกรรมประชด และปัญหาทางสุขภาพจิต และ 3. แนวทางการปรับปรุงที่เสนอ ได้แก่ การเพิ่มความโปร่งใสในระบบแต่งตั้ง การพัฒนา Soft Skills ของผู้บังคับบัญชา และการพัฒนาระบบสื่อสารที่ทั่วถึง โดยองค์ความรู้ใหม่จากงานวิจัยนี้คือโมเดลเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นกลไกความไม่ยุติธรรมในระบบราชการตำรวจไทย ซึ่งเชื่อมโยงกับแรงจูงใจและพฤติกรรมของบุคลากร และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิรูปองค์กรให้เหมาะสมกับบริบทวัฒนธรรมไทย</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5563
รูปแบบการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชน
2025-08-06T02:29:04+07:00
ยุวดี แย้มประดิษฐ์
iamshenzhen2523@gmail.com
เจษณี บุตรดำ
Chetsanee@gmail.com
นิธิเดช คูหาทองสัมฤทธิ์
Nitidetch.k@rumail.ru.ac.th
เอกสิทธิ์ สนามทอง
karn_sa@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบันของศักยภาพและการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชน 2. สร้างรูปแบบการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชน และ 3. ประเมินรูปแบบการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชน การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Method) ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล โดยคำนวณกลุ่มตัวอย่างตามสูตรคำนวณของ Yamane จำนวน 380 คน และสนทนากลุ่ม (Focus Group) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของศักยภาพและการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชน ประกอบด้วย 1. ภาพรวมการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชนอยู่ในระดับมากได้แก่ ด้านความรู้ และด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณ ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางได้แก่ ด้านทักษะ ด้านความสามารถ และด้านทัศนคติ 2. ภาพรวมความจำเป็นในการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชน อยู่ในระดับมากทุกด้านได้แก่ ด้านการฝึกอบรม ด้านการศึกษาต่อ ด้านการสัมมนา และด้านการศึกษาดูงาน และ 3. ภาพรวมความคาดหวังในการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชนอยู่ในระดับมากทุกด้านได้แก่ ด้านการฝึกอบรม ด้านการศึกษาต่อ ด้านการสัมมนา และด้านการศึกษาดูงาน 2. รูปแบบการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชน ประกอบด้วย 1. ปัจจัยนำเข้า ประกอบด้วย 1. บริบทของโรงพยาบาล 2. ความต้องการของบุคลากร 3. วิสัยทัศน์ 4. งบประมาณ 2. กระบวนการพัฒนา ประกอบด้วยกิจกรรม 1. การฝึกอบรม ระยะสั้นและระยะยาว 2. การศึกษาต่อ ตรงสายวิชาชีพและไม่ตรงกับสายวิชาชีพ 3. การพัฒนา ประกอบด้วยกิจกรรมย่อยได้แก่ การสัมมนา และการศึกษาดูงาน 3. ผลลัพธ์ ประกอบด้วยศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรที่เกิดการพัฒนา ได้แก่ 1. ความรู้ 2. บุคลิกภาพ 3. ทัศนคติ 4. ทักษะ 5. การทำงานเป็นทีม 6. จริยธรรมและจรรยาบรรณ และ 7. ดิจิทัลเทคโนโลยี 3. ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้รูปแบบการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงพยาบาลชุมชน มีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์