วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP
<p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์</strong></p> <p> ISSN 2822-065X (Print)</p> <p> ISSN 2822-0676 (Online)</p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />กำหนดออก</strong> : 6 ฉบับต่อปี</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br /> ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน<br /> ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 4 กรกฎาคม - สิงหาคม<br /> ฉบับที่ 5 กันยายน - ตุลาคม<br /> ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน - ธันวาคม<br /><strong style="font-size: 0.875rem;"><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /></strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong><strong> </strong></p> <p> วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นิสิต นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</p> <p> </p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร:</strong></p> <p> 1) บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p> 2) บทความวิจัย (Research Article)</p> <p> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)</p> <p> </p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />การพิจารณาและคัดเลือกบทความ:</strong></p> <p> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Reviewer) จำนวน 3 คน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double – Blind Peer Review)</p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />เจ้าของวารสาร:</strong></p> <p>สมาคมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสตร์</p>
Academic Association on the Political Science and Public Administration
th-TH
วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
2822-065X
-
สังคหวัตถุ 4 กับการพัฒนาการสื่อสารเพื่อการส่งออกไทยสู่ตลาดโลก
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5320
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาและนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักธรรมสังคหวัตถุ 4 ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา เพื่อพัฒนารูปแบบการสื่อสารเชิงกลยุทธ์สำหรับการส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดสากล โดยการวิเคราะห์เอกสารและการสังเคราะห์แนวคิดทฤษฎี ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การสื่อสารในบริบทการค้าระหว่างประเทศไม่เพียงแต่เป็นกระบวนการถ่ายทอดข้อมูลผลิตภัณฑ์ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือ ความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ และอัตลักษณ์ทางการค้าในระดับโลก การประยุกต์ใช้สังคหวัตถุ 4 สามารถนำไปสู่การพัฒนาดิเมนชันการสื่อสารสี่ประการ คือ การให้ข้อมูลอย่างโปร่งใสและเที่ยงธรรม การใช้ภาษาที่เหมาะสมและสร้างสรรค์ การดำเนินการที่สะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคม และการแสดงออกซึ่งความเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการบริโภคแบบมีจริยธรรมและความยั่งยืนของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน การศึกษานี้มีนัยสำคัญในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ โดยแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการบูรณาการหลักธรรมทางพุทธศาสนาเข้ากับยุทธศาสตร์การสื่อสารทางการตลาดระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันอย่างยั่งยืน</p>
เบญญาภา เบญจกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
8 2
125
139
-
หิริโอตตัปปะกับการสร้างธรรมาภิบาลในองค์กรภาครัฐ
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/4773
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักหิริโอตตัปปะ อันได้แก่ ความละอายต่อบาป (หิริ) และความเกรงกลัวต่อบาป (โอตตัปปะ) ในการส่งเสริมการสร้างธรรมาภิบาลในองค์กรภาครัฐ โดยใช้วิธีวิเคราะห์เชิงเอกสารจากพระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และเอกสารทางวิชาการด้านธรรมาภิบาล พบว่า หิริโอตตัปปะสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกควบคุมภายในของบุคลากรภาครัฐ เสริมสร้างความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความมีคุณธรรมในองค์กรได้อย่างยั่งยืน หิริโอตตัปปะยังช่วยปิดช่องว่างของระบบควบคุมภายนอกและเสริมพลังให้หลักธรรมาภิบาลกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรอย่างแท้จริง ดังนั้น หลักหิริโอตตัปปะจึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมธรรมาภิบาลองค์กรภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
รัตนประภา ดิศวัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
8 2
140
152
-
อิทธิบาท 4 กับพลังงานทดแทนเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/4774
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยการส่งเสริมพลังงานทดแทนเป็นแนวทางสำคัญในการลดผลกระทบจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งในด้านภาวะโลกร้อน มลพิษทางอากาศ และการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาพลังงานทดแทนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจำเป็นต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี จิตสำนึก และความร่วมมือของทุกภาคส่วน งานวิจัยนี้นำเสนอการประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา ซึ่งเป็นหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ส่งเสริมความสำเร็จในการดำเนินงาน มาปรับใช้ในการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในระดับบุคคล ชุมชน และนโยบาย โดยบทความใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผลการศึกษาชี้ว่า หลักอิทธิบาท 4 มีศักยภาพในการเป็นกรอบแนวคิดเชิงจริยธรรมที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานสะอาดควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
มัญช์ณณิชา นันทรัฐปิติโภคิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
8 2
153
167
-
ทศพิธราชธรรมสำหรับนักบริหารรัฐกิจในศตวรรษที่ 21
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/4775
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักธรรมทศพิธราชธรรม ซึ่งเป็นคุณธรรม 10 ประการของผู้นำตามคติในพระพุทธศาสนา ได้แก่ ทาน ศีล บริจาค อาชชวะ มัททวะ ตปะ อักโกธะ อวิหิงสา ขันติ และอวิโรธนะกับการบริหารรัฐกิจในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีบริบทการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว การวิเคราะห์เชิงคุณธรรมนี้เชื่อมโยงหลักธรรมเข้ากับแนวคิดการบริหารสมัยใหม่ ได้แก่ ธรรมาภิบาล ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสารและการวิเคราะห์เชิงแนวคิด ผลการศึกษาพบว่า ทศพิธราชธรรมสามารถเป็นกรอบจริยธรรมที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนานักบริหารรัฐกิจให้มีความเสียสละ ความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม และความอดทน ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญในการบริหารงานท่ามกลางความซับซ้อนของปัญหาสังคมร่วมสมัย การประยุกต์ใช้หลักธรรมนี้ช่วยเสริมสร้างภาวะผู้นำที่มีจริยธรรม ลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เพิ่มความโปร่งใสในการบริหาร และฟื้นฟูความไว้วางใจของประชาชนต่อระบบราชการไทย นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการบริการสาธารณะ การมีส่วนร่วม และความยั่งยืน บทความนี้สรุปว่า ทศพิธราชธรรมไม่เพียงเป็นหลักธรรมทางศาสนา แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างผู้นำที่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายของโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
โศภิษฐ์ บุญทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
8 2
168
182
-
พรหมวิหาร 4 กับการพัฒนาศักยภาพผู้นำในองค์กรสมัยใหม่
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5299
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของพรหมวิหาร 4 ในการพัฒนาศักยภาพผู้นำในองค์กรสมัยใหม่ โดยศึกษาความเชื่อมโยงกับทฤษฎีภาวะผู้นำร่วมสมัย และนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักธรรมดังกล่าวในบริบทของการจัดการทรัพยากรมนุษย์และการสร้างวัฒนธรรมองค์กร การศึกษานี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและการสังเคราะห์แนวคิดเชิงทฤษฎี โดยเปรียบเทียบหลักพรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา กับทฤษฎีภาวะผู้นำสมัยใหม่ อาทิ ภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำแบบผู้รับใช้ ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม ความฉลาดทางอารมณ์ และภาวะผู้นำแท้จริง ผลการวิเคราะห์พบว่า พรหมวิหาร 4 สามารถเสริมสร้างคุณลักษณะภายในของผู้นำให้มีความตระหนักรู้ในตนเองและผู้อื่น มีความมั่นคงทางจิตใจ มีความเมตตาและยุติธรรม ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการขององค์กรในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงและซับซ้อนสูง นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้หลักธรรมดังกล่าวยังส่งเสริมความสัมพันธ์เชิงบวกภายในทีม เสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีจริยธรรม และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร การบูรณาการหลักพรหมวิหาร 4 เข้ากับภาวะผู้นำสมัยใหม่จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่มีศักยภาพในการสร้างผู้นำแบบองค์รวมที่มีทั้งประสิทธิภาพทางการจัดการและความมั่นคงทางจิตใจ เหมาะสมกับสภาพสังคมและความต้องการขององค์กรในยุคปัจจุบันที่ต้องการความยั่งยืนและการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อมนุษย์</p>
อนันตชัย แก้วศรีงาม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
8 2
183
197
-
รัฐประศาสนศาสตร์ 4.0 : องค์กรอิสระแบบกระจายอำนาจ ธรรมาภิบาล และการบริการสาธารณะในยุคดิจิทัล
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5213
<p>บทความนี้วิเคราะห์พลวัตของการบริหารภาครัฐในยุคดิจิทัลผ่านกรอบแนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์ 4.0 ซึ่งเป็นการต่อยอดจากแนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) และการจัดการปกครองแบบประสานความร่วมมือ (Collaborative Governance) โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง เช่น Blockchain และ Smart Contracts เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน บทความให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้องค์กรอิสระแบบกระจายอำนาจ (Decentralized Autonomous Organizations (DAO)) ในการจัดสรรงบประมาณแบบมีส่วนร่วม การบริหารจัดการชุมชน และการออกแบบนโยบายสาธารณะบนฐานข้อมูลเปิด ผลการวิเคราะห์พบว่า องค์กรอิสระแบบกระจายอำนาจมีศักยภาพในการลดการทุจริต เพิ่มความโปร่งใสและกระจายอำนาจการตัดสินใจให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้องค์กรอิสระแบบกระจายอำนาจในภาครัฐยังเผชิญข้อจำกัดด้านกฎหมาย โครงสร้างราชการ และการยอมรับในระดับสถาบัน บทความจึงเสนอกรอบนโยบายเพื่อส่งเสริมการปรับตัวเชิงดิจิทัลของรัฐไทย โดยเน้นการสร้าง โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี การยกระดับทักษะบุคลากร และการออกแบบเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของพลเมือง</p>
กฤษฎา พรหมเวค
ปรัชญา ชุ่มนาเสียว
สุดารัตน์ ทิพาพงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
8 2
198
212
-
State Capture: เมื่อทุนอาชญากรรมซื้ออำนาจรัฐ
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6192
<p>บทความนี้มุ่งศึกษาปรากฏการณ์ “การซื้ออำนาจรัฐ” หรือ “State Capture” ที่ส่งผลกระทบต่อหลักนิติธรรม และความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นการบิดเบือนอำนาจอธิปไตย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มเข้าไปมีอิทธิพลเหนือการกำหนดกฎหมาย นโยบาย และทิศทางการบริหารของรัฐ ส่งผลให้การใช้อำนาจรัฐมิได้สะท้อนเจตจำนงของประชาชนตามหลักนิติธรรมและรัฐธรรมนูญ หากแต่ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของผู้มีอิทธิพลแทน โดยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ ตำรา บทความ วิชาการ งานวิจัยและเอกสาร รวมถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทั้งไทย และต่างประเทศ แล้วนำข้อมูลที่ได้มาทั้งปฐมภูมิและทุติยภูมิมาวิเคราะห์ สังเคราะห์และโดยใช้วิธีเรียบเรียงแบบพรรณนาความ ผลการศึกษาพบว่า การซื้ออำนาจรัฐ เป็นการแทรกซึมของกลุ่มผลประโยชน์ในกระบวนการกำหนดนโยบาย กฎหมาย และองค์กร เพื่อสร้างผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม การกระทำดังกล่าวทำให้รัฐสูญเสียความเป็นอิสระและกลายเป็นเครื่องมือของทุน ซึ่งถือเป็นการบิดเบือนหลักนิติธรรมและเจตนารมณ์ของอำนาจอธิปไตยประชาชน ดังนั้น บทความนี้จึงมุ่งให้เห็นถึงปรากฏการณ์ “การซื้ออำนาจรัฐ” กระบวนการซื้ออำนาจรัฐ ตัวบ่งชี้การซื้ออำนาจรัฐ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการซื้ออำนาจรัฐ เพื่อให้เกิดการป้องกันการซื้ออำนาจรัฐภายใต้หลักนิติธรรมผ่านกลไกกฎหมายและรัฐธรรมนูญที่เข้มแข็ง ควบคู่กับการเสริมสร้างภาคประชาชนให้มีบทบาทเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และร่วมกำหนดทิศทางของรัฐอย่างมีส่วนร่วมที่สามารถรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้คงอยู่</p>
อัคคกร ไชยพงษ์
กฤษรัตน์ ศรีสว่าง
นิรมล ยินดี
ณัฏฐณิชา ยิ้มซ้าย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
8 2
213
229
-
การพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบุรี โดยใช้ปัญญาและคุณธรรมเป็นฐาน
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5963
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนาการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2. สังเคราะห์ (ถอดรูปแบบ) กระบวนการพัฒนาการบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 3. เสนอต้นแบบการบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยหลักปัญญาและคุณธรรมในจังหวัดเพชรบุรี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ เทศบาลตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกการสนทนากลุ่ม และการสังเกตภาคสนาม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดเพชรบุรีด้วยหลักปัญญาและคุณธรรม เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่นไทยและสามารถปฏิบัติได้จริง ส่งเสริมความโปร่งใส ความไว้วางใจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนหากได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะเป็นต้นแบบการบริหารท้องถิ่นที่ยั่งยืนบนฐานแห่ง “ปัญญา” และ “คุณธรรม 2. งานวิจัยสังเคราะห์ “แบบจำลองธรรมาภิบาลปัญญาและคุณธรรมเพชรบุรี” ขับเคลื่อนผ่าน 6 ขั้นตอน (ปัญญา-ผู้นำ-ส่วนร่วม-ธรรมาภิบาล-วัฒนธรรม-เรียนรู้) โดยบูรณาการหลักพุทธธรรมเข้ากับการบริหาร เพื่อสร้างองค์กรที่โปร่งใสและเข้มแข็ง ตามแนวคิด “บริหารด้วยปัญญา นำด้วยคุณธรรม พัฒนาด้วยส่วนร่วม” สู่ความยั่งยืนของท้องถิ่น 3. ต้นแบบนี้ยึดรากฐานจากหลักพุทธธรรม ได้แก่ อริยสัจ 4 พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 และหลักธรรมาภิบาล โดยมีแนวคิดสำคัญว่า “บริหารด้วยปัญญา นำด้วยคุณธรรม สร้างการมีส่วนร่วม และพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งสะท้อนการบริหารท้องถิ่นแบบองค์รวม ที่ผสานเหตุผลทางปัญญาเข้ากับคุณค่าทางจิตใจ จนนำไปสู่การบริหารที่โปร่งใส เป็นธรรม และได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างแท้จริง</p>
พระเทพวัชรสารบัณฑิต (ประสาร จนฺทสาโร)
วรรณีศา สีฟ้า
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
8 2
1
15
-
การพัฒนาชุมชนบ้านมาบจันทร์ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เป็นชุมชนต้นแบบการบริหารจัดการชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5564
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพการบริหารจัดการชุมชนและภูมิปัญญาของบ้านมาบจันทร์ 2. พัฒนาการบริหารจัดการชุมชนและภูมิปัญญาของบ้านมาบจันทร์ และ 3. ยกระดับบ้านมาบจันทร์เป็นชุมชนต้นแบบการบริหารจัดการชุมชนและภูมิปัญญา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มผู้นำชุมชน กลุ่มปราชญ์ชาวบ้าน กลุ่มประชาชน และกลุ่มนักวิชาการ โดยการสุ่มแบบเจาะจง จำนวน 25 รูปหรือคนและการสนทนากลุ่มเฉพาะ ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ชุมชนมีจุดแข็งด้านผู้นำที่เข้มแข็ง ภูมิปัญญาฝายชะลอน้ำที่เป็นเอกลักษณ์ ความร่วมมือของประชาชน และภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็ง แต่มีจุดอ่อนในการถ่ายทอดภูมิปัญญาสู่คนรุ่นใหม่และข้อจำกัดด้านงบประมาณ ชุมชนได้รับโอกาสจากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเทคโนโลยี แต่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการอพยพแรงงาน 2. การพัฒนาชุมชนดำเนินตามโมเดล AIC ประกอบด้วย Appreciation ระดมข้อมูลและวิเคราะห์ SWOT Influence จัดเวทีแลกเปลี่ยนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมและ Control จัดทำข้อตกลงและกลไกติดตามประเมินผล 3. ชุมชนสามารถยกระดับเป็นชุมชนต้นแบบด้วยการประยุกต์หลักอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ สร้างความรักท้องถิ่นและวิสัยทัศน์ร่วม วิริยะ กำหนดเป้าหมายท้าทายและแผนงานชัดเจน จิตตะ ปลูกฝังจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมและสร้างความผูกพัน และวิมังสา สร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์และเรียนรู้จากข้อผิดพลาด ทำให้ชุมชนพัฒนาอย่างยั่งยืน</p>
พระครูสุธีกิตติบัณฑิต (กฤษฎา กิตฺติโสภโณ)
พระครูเมธีสิริธรรมบัณฑิต (ปัญญา ปญฺญาสิริ)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
8 2
16
33
-
หัวโขนวิถีไทย: การจัดการทุนวัฒนธรรมเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนและสำนึกท้องถิ่นตามแนวพระพุทธศาสนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5733
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สำรวจและจัดเก็บข้อมูลการจัดการทุนวัฒนธรรมการทำหัวโขนวิถีไทยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2. พัฒนากลไกการขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายตามแนวพระพุทธศาสนา 3. สร้างและพัฒนาผู้นำ ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจวัฒนธรรม และ 4. สร้างและประเมินนิเวศวัฒนธรรมที่นำไปสู่การสำนึกท้องถิ่น ผ่านพันธกิจที่ 4 ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (R&D) ภายใต้กรอบ Engage Enrich Enhance กลุ่มตัวอย่างรวมกว่า 400 คน ประกอบด้วยผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผู้ทรงคุณวุฒิ เครือข่ายความร่วมมือ ผู้นำ ผู้ประกอบการ ผู้สืบทอด ผู้รับบริการ และนักเรียน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แผนความร่วมมือ หลักสูตรพัฒนา และแบบประเมิน ข้อมูลเก็บด้วยการสัมภาษณ์ สนทนากลุ่มเฉพาะ การบันทึกภาคสนาม การทดลอง และแบบออนไลน์ วิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนาและอนุมาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การสำรวจทุนวัฒนธรรมโขนพบ 50 รายการ ได้แก่ โบราณวัตถุ 20 รายการ สถาปัตยกรรม 8 รายการ งานช่างฝีมือ 3 รายการ ศิลปะการแสดง 9 รายการ และพิธีกรรม/ประเพณี 10 รายการ พร้อมฐานข้อมูลและ Culture Map Thailand 2. การพัฒนากลไกเกิดขึ้นจากคณะกรรมการและภาคีเครือข่ายหลัก จัดทำแผนความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว 3. การเสริมสมรรถนะทุนมนุษย์ พัฒนาผู้นำ 5 คน ผู้ประกอบการ 10 คน และผู้สืบทอด 10 คน พร้อมต้นแบบผลิตภัณฑ์/บริการสร้างสรรค์ 19 รายการ ครอบคลุมการบูชา ไลฟ์สไตล์ การศึกษา และท่องเที่ยววัฒนธรรม 4. การสร้างนิเวศวัฒนธรรมดำเนินผ่านกิจกรรม 9 ชุด เช่น การอบรม การพัฒนาวัดและบ้านช่างเป็นแหล่งเรียนรู้ เทศกาลวัฒนธรรม และหลักสูตร “หัวโขนวิถีไทย” (MCU MOOC และสมุดภาพ) โดย MCU MOOC มีผู้เรียนผ่าน 99% และสมุดภาพได้ผลการเรียนรู้ดีมาก ผลลัพธ์ คือ การสร้างกลไกความร่วมมือที่ยั่งยืน ผลิตภัณฑ์–บริการเพิ่มมูลค่า ศักยภาพผู้นำและผู้ประกอบการสูงขึ้น เศรษฐกิจชุมชนเติบโตประมาณ 15% พร้อมสร้างสำนึกท้องถิ่นและ “พลังละมุน (Local Soft Power)” ตามแนวพระพุทธศาสนา</p>
สุรพล สุยะพรหม
พระครูสุธีกิตติบัณฑิต (กฤษฎา กิตฺติโสภโณ)
พระครูพิศิษฎ์พัชรบัณฑิต (เอกลักษณ์ อชิโต)
พระมหาสมชาย ขนฺติสรโณ
กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์
ญาณิศา เผื่อนเพาะ
อมรา ดอกไม้
ไพโรจน์ พิทยเมธี
โกศล จึงเสถียรทรัพย์
ทิพย์ธิดา ณ นคร
พุทธชาติ แผนสมบุญ
สุภัทรชัย สีสะใบ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
8 2
34
51
-
พุทธวิธีส่งเสริมความปรองดองสมานฉันท์ของประชาชนโดยผู้นำชุมชนในอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6280
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับความปรองดองสมานฉันท์ของประชาชนในอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสาราณียธรรมกับความปรองดองสมานฉันท์ของประชาชนในอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และ 3. นำเสนอพุทธวิธีส่งเสริมความปรองดองสมานฉันท์ของประชาชนโดยผู้นำชุมชนในอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณที่ทำการแจกแบบสอบถาม โดยมีประชากรคือประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งในอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง จำนวน 17,601 คน โดยใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 392 คน ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามที่ 0.948 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความปรองดองสมานฉันท์ของประชาชนในอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง พบว่า โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.76) 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสาราณียธรรมกับความปรองดองสมานฉันท์ของประชาชนในอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง พบว่า มีความสัมพันธ์กันในเชิงบวก โดยมีระดับนัยสำคัญสูงมาก และ 3. พุทธวิธีส่งเสริมความปรองดองสมานฉันท์ของประชาชนโดยผู้นำชุมชนในอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง พบว่า 1. ด้านเมตตากายกรรม ด้วยการแสดงออกให้เกิดความประทับใจและน่านับถือ 2. ด้านเมตตาวจีกรรม ด้วยการใช้คำพูดด้วยความเคารพและมีเหตุผล 3. ด้านเมตตามโนกรรม ด้วยการย้ำเตือนถึงความสำคัญของการคิดดีต่อกัน 4. ด้านสาธารณโภคี ด้วยการจัดกิจกรรมร่วมที่เน้นให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม 5. ด้านสีลสามัญญตา ด้วยการสร้างความเข้าใจและตระหนักรู้ต่อกติกาชุมชน และ 6. ด้านทิฐิสามัญญตา ผู้นำต้องแสดงออกถึงการยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้อง องค์ความรู้จากการวิจัย คือ ปฏิบัติดี มีจิตสาธารณะ เคารพกติกา พาเป้าหมายร่วม</p>
กิติพงษ์ แสนกาวี
พระครูศรีปวรบัณฑิต (บวรวิทย์ รตนโชโต)
ยุทธนา ปราณีต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
8 2
52
66
-
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความคาดหวังของเยาวชนเจนซี (Generation Z) ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5550
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เปรียบเทียบความคาดหวังของเยาวชนเจนซี ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 2. หาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะองค์กรกับความคาดหวังในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เยาวชนเจนซี โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีกลุ่มตัวอย่าง คือ เยาวชนเจนซี จำนวน 400 คน จากทุกภูมิภาคของประเทศไทย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การทดสอบค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน โดยค่านัยสำคัญทางสถิติที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้กำหนดไว้ที่ระดับ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะของข้าราชการสังกัดสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก และมีระดับความคาดหวังต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยภาพรวมอยู่ในระดับคาดหวังมาก ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า เยาวชนเจนซีที่มีปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ และระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน มีความคาดหวังโดยภาพรวมในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในส่วนของสมรรถนะองค์กร พบว่า สมรรถนะหลักมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง และสมรรถนะเฉพาะมีความสัมพันธ์ในระดับมากต่อความคาดหวังในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะเฉพาะทางกับความคาดหวังในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและด้านการส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชนต่างก็มีความสัมพันธ์ในระดับมากกับความคาดหวังของเยาวชนเจนซี</p>
นนทัช ลีลาฐานะโรจนา
เอกลักษณ์ ไชยภูมี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
8 2
67
82
-
แนวทางการจัดการความขัดแย้งโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/4735
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิเคราะห์สาเหตุความขัดแย้งที่เกิดจากโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา และ 2. เสนอแนวทางการจัดการความขัดแย้งทั้งในระยะสั้นและระยะยาวให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชนในพื้นที่ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพโดยเก็บข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ การสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่าง 41 คน การศึกษาจากสื่อสังคมออนไลน์ และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมในพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลนาทับ ตลิ่งชัน และสะกอม ซึ่งเป็นพื้นที่หลักที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความขัดแย้งมีสาเหตุหลัก 5 ประการ ได้แก่ 1. ความขัดแย้งด้านข้อมูล เนื่องจากการรับรู้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนและไม่โปร่งใส 2. ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ จากความกังวลของชุมชนเกี่ยวกับผลกระทบต่อทรัพยากรและอาชีพ 3. ความขัดแย้งด้านความสัมพันธ์ ที่สะท้อนความไม่ไว้วางใจต่อภาครัฐจากประสบการณ์ในอดีต 4. ความขัดแย้งด้านโครงสร้าง อันเกิดจากการบริหารแบบรวมศูนย์ที่ไม่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม และ 5. ความขัดแย้งด้านค่านิยม ที่เกิดจากความแตกต่างในแนวคิดการพัฒนาระหว่างรัฐและชุมชน แนวทางการจัดการที่เสนอ ได้แก่ การจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน การพัฒนาช่องทางสื่อสารที่เข้าถึงได้การใช้กระบวนการเจรจาแบบสันติวิธี การประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) และการสร้างความไว้วางใจระยะยาวผ่านการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอน</p>
นูรมา สามะ
นฤทธิ์ ดวงสุวรรณ์
อุมาพร มุณีแนม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
8 2
83
96
-
การสื่อสารเพื่อประชาสัมพันธ์การจัดเก็บรายได้ท้องถิ่นในบริบทพหุวัฒนธรรม: กรณีศึกษาจังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทย
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5516
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาวิธีการสื่อสารต่าง ๆ ที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์มาตรการในการจัดเก็บรายได้ท้องถิ่นในบริบทพหุวัฒนธรรม และ 2. ศึกษาวิธีการสื่อสารที่เหมาะสมในการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับมาตรการจัดเก็บรายได้ท้องถิ่นในบริบทพหุวัฒนธรรม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธี ประกอบไปด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มาชำระภาษีหรือค่าธรรมเนียม จำนวนทั้งสิ้น 487 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ร่วมด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์เนื้อหา โดยกรณีศึกษาประกอบไปด้วยเทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล 6 แห่งในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ สตูล สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การส่งจดหมายถึงผู้มีหน้าที่ชำระภาษียังคงเป็นช่องทางหลักที่ประชาชนได้รับข่าวสารมากที่สุด ขณะที่การบอกต่อโดยบุคคลในชุมชน รวมถึงการสื่อสารผ่านศาสนสถาน เช่น มัสยิด มีบทบาทสำคัญในพื้นที่ชนบทหรือชุมชนมุสลิมที่มีความใกล้ชิดกันสูง นอกจากนี้ การใช้สื่อออนไลน์ยังเป็นช่องทางที่มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการประชาสัมพันธ์ในเขตเมืองที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม</p>
ฆายนีย์ ช. บุญพันธ์
กิตติพันธ์ เอกอารีสกุล
ดนุวัศ สุวรรณวงศ์
สิริวิท อิสโร
ฮาซันอักริม ดงนะเด็ง
รักเกียรติ อินทับทัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
8 2
97
111
-
การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของลาว ภายหลังยุคจินตนาการใหม่
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5531
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายจินตนาการใหม่ของ สปป.ลาว ที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมในยุคจินตนาการใหม่ของ สปป.ลาว การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ (Historical Method) ซึ่งเป็นแนวทางที่เน้นการศึกษาเหตุการณ์ ปรากฏการณ์ หรือข้อมูลในอดีตอย่างเป็นระบบ เพื่อทำความเข้าใจบริบท การเปลี่ยนแปลง และผลกระทบที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาต่าง ๆ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Research) โดยใช้การวิเคราะห์ตัวบทอย่างวิพากษ์ (Textual analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ในยุคหลังจินตนาการใหม่ช่วงหลังปี ค.ศ. 1986 ได้ให้ความสำคัญในด้านเศรษฐกิจที่มีความสอดคล้องกับระบบตลาดโลกมากขึ้น จึงส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม 4 ด้าน ได้แก่ 1. การส่งเสริมด้านกฎหมาย สิทธิ และความเสมอภาคระหว่างชาย – หญิง 2. การส่งเสริมบทบาทผู้หญิงด้านสิทธิของแม่และเด็กด้านสิทธิและกฎหมาย 3. โดยการส่งเสริมบทบาทผู้หญิงเพื่อเข้าร่วมการผลิตเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และ 4. การสร้างนโยบายชาตินิยมทางวัฒนธรรมใหม่ของ สปป.ลาว</p>
วศิน ปัญญาวุธตระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-25
2026-04-25
8 2
112
124