วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์</strong></p> <p> ISSN 2822-065X (Print)</p> <p> ISSN 2822-0676 (Online)</p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />กำหนดออก</strong> : 6 ฉบับต่อปี</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br /> ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน<br /> ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 4 กรกฎาคม - สิงหาคม<br /> ฉบับที่ 5 กันยายน - ตุลาคม<br /> ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน - ธันวาคม<br /><strong style="font-size: 0.875rem;"><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /></strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong><strong> </strong></p> <p> วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นิสิต นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</p> <p> </p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร:</strong></p> <p> 1) บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p> 2) บทความวิจัย (Research Article)</p> <p> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)</p> <p> </p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />การพิจารณาและคัดเลือกบทความ:</strong></p> <p> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Reviewer) จำนวน 3 คน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double – Blind Peer Review)</p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />เจ้าของวารสาร:</strong></p> <p>สมาคมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสตร์</p> Academic Association on the Political Science and Public Administration th-TH วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ 2822-065X การบริหารจัดการน้ำเพื่อชุมชนเข้มแข็งในจังหวัดเชียงใหม่ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5021 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการบริหารจัดการน้ำเพื่อชุมชนเข้มแข็งในจังหวัดเชียงใหม่ 2. เพื่อศึกษาปัจจัยการบริหารจัดการน้ำเพื่อชุมชนเข้มแข็งในจังหวัดเชียงใหม่ 3. เพื่อนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อชุมชนเข้มแข็งในจังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรในหน่วยงานภาครัฐ บุคลากรในภาคเอกชนและภาคประชาชน ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ กลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้วิธีการแบบพรรณนา และวิเคราะห์ควบคู่กัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การบริหารจัดการน้ำเพื่อชุมชนเข้มแข็งในจังหวัดเชียงใหม่ มี 6 ด้าน คือ 1. ด้านการจัดการน้ำอุปโภค บริโภค 2. ด้านการสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต 3. ด้านการจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 4. ด้านการจัดการคุณภาพน้ำ และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ 5. ด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน 6. ด้านการบริหารจัดการน้ำ ปัจจัยการบริหารจัดการน้ำเพื่อชุมชนเข้มแข็งในจังหวัดเชียงใหม่มี 3 ประการ คือ 1. การมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย 2. บทบาทเชิงสถาบัน 3. ปัญหาด้านธรรมาภิบาลและเครื่องมือสำหรับการจัดการเป็นองค์ประกอบและวิธีการที่เอื้อให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจสามารถตัดสินทางเลือกที่เหมาะสมในการจัดการทรัพยากรน้ำ แนวทางการบริหารจัดการน้ำเพื่อชุมชนเข้มแข็งในจังหวัดเชียงใหม่ คือ พัฒนาการจัดการน้ำ เชิงลุ่มน้ำทั้งระบบ เพิ่มผลิตภาพของน้ำทั้งระบบในการใช้น้ำอย่างประหยัดรู้คุณค่า และเป็นการเสริมสร้างมูลค่าเพิ่ม จากการใช้น้ำให้เท่าเทียมกัน อนุรักษ์และฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองและแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำหรือฟื้นฟูแม่น้ำลำคลอง</p> ฉัตรณพัฒน์ แก้วเลิศตระกูล สืบพงศ์ สุขสม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 7 6 1 14 ต้นแบบการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเยาวชนด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดจันทบุรี https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5131 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้แนวคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเยาวชน 2. เพื่อนำเสนอต้นแบบการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเยาวชนด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดจันทบุรีเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามกับผู้ปกครองของเยาวชนจำนวน 50 คนวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญซึ่งเป็นบุคลากรในสถานพินิจที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้และพัฒนาเยาวชนจำนวน 10 คน พร้อมทั้งจัดกิจกรรมฐานการเรียนรู้เพื่อให้เยาวชนในสถานพินิจได้ปฏิบัติจริงวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์การตีความจากข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1. การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยดำเนินงานผ่าน 3 ห่วง 2 เงื่อนไขได้แก่ความพอประมาณเป็นการดำเนินชีวิตอย่างไม่ฟุ่มเฟือย ความมีเหตุผลใช้แนวคิดวางแผนอย่างเป็นระบบ การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีเพื่อสร้างทักษะชีวิต เงื่อนไขความรู้จากประสบการณ์จริงและเงื่อนไขคุณธรรมการปลูกฝังความซื่อสัตย์ เมตตาและการคิดถึงส่วนรวม เพื่อให้เยาวชนมีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืน 2. ต้นแบบการพัฒนาเยาวชนด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งพัฒนาเยาวชนในสถานพินิจฯ ให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมั่นคง มีความรู้ ทักษะชีวิตและคุณธรรม ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ 8 ฐาน เช่น ปลูกพืช ฝึกอาชีพและฝึกคิดเชิงสร้างสรรค์เชื่อมโยงกับ SEPและการพัฒนา 5 มิติได้แก่รากฐานการสร้างภูมิคุ้มกันภายใน ความพอประมาณในชีวิตประจำวัน การคิดอย่างมีเหตุผล การเรียนรู้ผ่านกิจกรรมและการปลูกฝังวินัย ความรับผิดชอบ ซึ่งโครงการนี้เป็นต้นแบบที่ใช้ SEP อย่างเป็นระบบในการเปลี่ยนแปลงเยาวชนจากภายในสู่ภายนอกสร้างโอกาสในการกลับเข้าสู่สังคมอย่างยั่งยืนและลดการกระทำผิดซ้ำ</p> เอกชัย กิจเกษาเจริญ เรืองอุไร วรรณโก นภา จันทร์ตรี สิริมาส ศรขาว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 7 6 15 28 ความพร้อมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารจัดการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5268 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับความพร้อมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและ 2. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านความพร้อมกับประสิทธิภาพการบริหารจัดการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา (อบจ.) เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือประชาชนในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 400 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญโดยมีผลการประเมินดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.92 และและค่าความเชื่อมั่นได้เท่ากับ 0.926 วิเคราะห์ผลการศึกษาด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานเพื่อการทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ความพร้อมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของ อบจ. อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.40) โดยเฉพาะด้านการเข้าถึงและการใช้งาน (ค่าเฉลี่ย 4.49) ในขณะที่ประสิทธิภาพการบริหารจัดการของ อบจ. มีค่าเฉลี่ย 4.48 อยู่ในระดับมากเช่นกัน 2. ผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุพบว่าความพร้อมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในทุกมิติ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การเข้าถึงและการใช้งาน ความรู้และทักษะดิจิทัล และการสนับสนุนด้านนโยบายและวัฒนธรรมองค์กร มีอิทธิพลเชิงบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) ต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการ (R² = .939) สอดคล้องกับแนวคิด T-O-E Framework และทฤษฎี UTAUT ที่ชี้ว่าการพัฒนาเทคโนโลยีต้องบูรณาการทั้งด้านเทคโนโลยี องค์กร และสภาพแวดล้อม ผลการศึกษาครั้งนี้จึงสามารถใช้เป็นแนวทางสำคัญสำหรับ อบจ. และหน่วยงานท้องถิ่นอื่น ๆ ในการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาดิจิทัลเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารงานสาธารณะ</p> จันทิมา บุญอนันต์วงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 7 6 29 43 พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำทางการเมืองของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนครสวรรค์ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5184 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาภาวะผู้นำทางการเมืองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนครสวรรค์ 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำทางการเมืองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนครสวรรค์ และ 3. นำเสนอพุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำทางการเมืองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนครสวรรค์ โดยใช้ระเบียบวิจัยแบบผสานวิธี ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 18 คน สนทนากลุ่มเฉพาะ 9 คน และใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง 400 คน จากประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 838,896 คน วิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำทางการเมืองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนครสวรรค์ปรากฏในด้านการมีบารมีจากการทำงานจริง วิสัยทัศน์ ความกล้าตัดสินใจ การฟังอย่างมีเหตุผล และการสร้างแรงบันดาลใจ 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำคือกระบวนการกล่อมเกลาทางการเมือง โดยเฉพาะบทบาทขององค์กรศาสนา และหลักทุติยปาปณิกธรรม ซึ่ง นิสสยสัมปันโน ส่งผลสูงสุด รองลงมาคือ จักขุมา และวิธูโร 3. พุทธบูรณาการตามหลักทุติยปาปณิกธรรมทั้งสามด้าน เสริมสร้างภาวะผู้นำที่สมดุลทั้งในด้านวิสัยทัศน์ (จักขุมา) ความสามารถในการบริหารจัดการ (วิธูโร) และมนุษยสัมพันธ์ (นิสสยสัมปันโน) ส่งผลให้เกิดภาวะผู้นำทางการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจ มีความชอบธรรม และตอบสนองสังคมประชาธิปไตยร่วมสมัยอย่างยั่งยืน</p> นนธวัฒน์ มีนิล วัชรินทร์ ชาญศิลป์ สุมาลี บุญเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 7 6 44 59 การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมความนิยมทางการเมืองที่มีต่อพรรคการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดชุมพร https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5102 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาสภาพความนิยมทางการเมือง 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความนิยมทางการเมือง และ 3. นำเสนอการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมความนิยมทางการเมืองที่มีต่อพรรคการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดชุมพร ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 19 รูปหรือคน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้นำทางศาสนาและกลุ่มผู้นำทางการเมือง โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีพรรณนา สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากประชาชนกลุ่มตัวอย่างในจังหวัดชุมพร จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ความนิยมพรรคการเมืองในชุมพรเกิดจากการทำงานต่อเนื่องในพื้นที่ นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ การสื่อสารที่เข้าถึงประชาชน และเครือข่ายท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระแสแต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว 2. ปัจจัยความนิยมทางการเมือง ส่งผลต่อความนิยมทางการเมืองที่มีต่อพรรคการเมืองในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดชุมพร ทำนายได้ร้อยละ 71.1 และหลักสังคหวัตถุ 4 ส่งผลต่อความนิยมทางการเมือง ทำนายได้ร้อยละ 44.8 และ 3. การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมความนิยมทางการเมืองในจังหวัดชุมพร ดังนี้ หลักทาน การให้ที่ยั่งยืนผ่านพัฒนาอาชีพ การศึกษา ชุมชน หลักปิยวาจา สร้างความไว้วางใจด้วยวาจาสุภาพ ลงพื้นที่ พูดคุยจริงใจ หลักอัตถจริยา การช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง และหลักสมานัตตตาวางตนเป็นกลาง โปร่งใส รับฟัง เสริมสร้างความเชื่อมั่นทางการเมือง</p> พระมหาณัฏฐพจน์ ขนฺติธโร อภิญญา ฉัตรช่อฟ้า สุรพล สุยะพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 7 6 60 74 การประยุกต์หลักพรหมวิหารธรรมเพื่อการบริหารงานของผู้นำท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านขอ อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5095 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับการบริหารงานของผู้นำท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านขอ อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักพรหมวิหารธรรมกับการบริหารงานของผู้นำท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านขอ อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง 3. นำเสนอการประยุกต์หลักพรหมวิหารธรรมเพื่อการบริหารงานของผู้นำท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านขอ อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิธีวิจัยแบบผสานวิธี คือ การวิจัยเชิงปริมาณด้วยการแจกแบบสอบถาม โดยมีประชากรคือบุคลากรในองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านขอ นำมาสุ่มกลุ่มตัวอย่างได้จำนวน 86 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 4 กลุ่ม รวม 10 รูปหรือคน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับการบริหารงานของผู้นำท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านขอ อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง พบว่า โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /><strong> </strong>= 4.40) เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมาก 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักพรหมวิหารธรรมกับการบริหารงานของผู้นำท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านขอ อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง พบว่า มีความสัมพันธ์กันในเชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีระดับนัยสำคัญค่อนข้างสูง จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย 3. การประยุกต์หลักพรหมวิหารธรรมเพื่อการบริหารงานของผู้นำท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านขอ อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง พบว่า 1. ด้านเมตตาด้วยการแสดงออกถึงความหวังดีด้วยการดูแลเอาใจใส่ 2. ด้านกรุณาด้วยการแนะนำและให้คำปรึกษาแก่บุคลากรอย่างเป็นธรรม 3. ด้านมุทิตาด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรมที่ดีองค์กรด้วยการสนับสนุนซึ่งกันและกัน 4. ด้านอุเบกขาด้วยการปฏิบัติต่อกันด้วยความเป็นกลางและความยุติธรรม</p> พระอธิการพีรกานต์ ฐิตวายาโม (รู้เพียร) ยุทธนา ปราณีต ศิลาวัฒน์ ชัยวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 7 6 75 88 การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำทางการเมือง ของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดหนองคาย https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5132 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาภาวะผู้นำทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดหนองคาย 2. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดหนองคาย และ 3. นำการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดหนองคาย ดำเนินวิธีวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูปหรือคน โดยวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนาและการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 10 รูปหรือคน เพื่อยืนยันองค์ความรู้ที่ได้หลังจากการสังเคราะห์ข้อมูลและการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.938 เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มแบบง่าย วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำทางการเมือง พบว่า นักการเมืองท้องถิ่นต้องเผชิญปัญหาที่ท้าทายทางสังคม เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การมีวิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหาที่ท้าทายทางสังคม สามารถกำหนดแนวทางที่เป็นรูปธรรม และการสนับสนุนและการระดมทรัพยากรในการแก้ไขปัญหาที่ท้าทายทางสังคม 2. ปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำทางการเมือง ได้แก่ ด้านบุคลิกภาพ ด้านความรู้ ด้านความสามารถในการสื่อสาร และด้านมีหลักธรรมาภิบาลในการบริหาร โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์ภาวะผู้นำทางการเมืองได้ 32.80 ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 ขณะเดียวกับหลักสัปปุริสธรรม 7 ด้านธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุ ด้านมัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักประมาณ ด้านกาลัญญุตา เป็นผู้รู้จักกาล และด้านปริสัญญุตา เป็นผู้รู้จักชุมชน ก็มีผลต่อการส่งเสริมภาวะผู้นำทางการเมืองในระดับหนึ่ง คิดเป็น 47.40 และ 3. การบูรณาการหลักพุทธธรรมช่วยส่งเสริมภาวะผู้นำทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นที่รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตนเอง รู้จักประมาณ รู้จักเวลา รู้จักชุมชน และรู้จักบุคคล</p> อภิวัฒชัย พุทธจร อนุภูมิ โซวเกษม สุรพล สุยะพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 7 6 89 103 การสื่อสารทางการเมืองที่มีอิทธิพลต่อความเป็นสถาบันพรรคการเมืองไทย https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5291 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัจจัยการสื่อสารทางการเมืองที่มีอิทธิพลต่อความเป็นสถาบันพรรคการเมืองไทย 2. ศึกษาคุณลักษณะของปัจจัยของการสื่อสารทางการเมือง ที่มีอิทธิพลต่อความเป็นสถาบันพรรคการเมืองไทย 3. พัฒนาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสื่อสารทางการเมือง และการพัฒนาความเป็นสถาบันพรรคการเมืองไทย เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลัก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ นักการเมือง นักวิชาการ รวมถึงสื่อมวลชน รวมจำนวน 20 คน สุ่มแบบสถิติเชิงอนุมาน และเสริมด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งในปี พ.ศ. 2566 จำนวน 2400 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้สถิติเชิงพรรณนาในการวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การสื่อสารทางการเมืองมีบทบาทสำคัญต่อความเป็นสถาบันพรรคการเมืองไทย โดยเฉพาะการมีโครงสร้างการสื่อสารภายในที่ชัดเจน การสื่อสารกับประชาชนที่ต่อเนื่อง และเนื้อหาที่สะท้อนอุดมการณ์และจุดยืนของพรรคอย่างชัดเจน ปัจจัยเหล่านี้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ความภักดี และความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างพรรค สมาชิก และประชาชน นอกจากนี้ พรรคการเมืองที่สามารถปรับตัวและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะส่งผลให้พรรคมีความเข้มแข็งและได้รับการยอมรับในฐานะสถาบันทางการเมืองมากยิ่งขึ้น</p> วิภาดา วงศ์วาณิชวิริยะ จิดาภา ถิรศิริกุล ชาญชัย จิตรเหล่าอาพร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 7 6 104 114 แนวทางเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน : บทเรียนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในจังหวัดบึงกาฬ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5287 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มุ่งให้แนวทางข้อเสนอแนะต่อแผนงาน ความปลอดภัยและมาตรฐานบริการด้านการท่องเที่ยวที่มีบทบาทต่อประสิทธิผลการจัดการการท่องเที่ยวจังหวัดบึงกาฬ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 12 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากหลายส่วนได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ผู้นำชุมชนหรือศาสนา ภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าแผนการท่องเที่ยวที่มีประสิทธิผลควรครอบคลุมการพัฒนาอัตลักษณ์ด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติของจังหวัด พร้อมทั้งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ด้านความปลอดภัย ควรมีการจัดตั้งศูนย์อำนวยความปลอดภัย การพัฒนาระบบเตือนภัยที่ทันสมัย การอบรมบุคลากร การส่งเสริมมาตรการสุขอนามัย และการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติซึ่งเป็นที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว ด้านมาตรฐานการบริการ ควรมีการยกระดับคุณภาพบริการในทุกมิติตั้งแต่ที่พัก ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว ไปจนถึงระบบขนส่ง ซึ่งเป็นส่วนสร้างความพึงพอใจให้แก่นักท่องเที่ยว ด้านการใช้เทคโนโลยี เช่น ระบบจองออนไลน์และแพลตฟอร์มแนะนำสถานที่อัจฉริยะ สามารถยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน การพัฒนาทักษะบุคลากรด้านภาษา ความรู้ท้องถิ่น และการออกแบบบริการให้ครอบคลุมทุกกลุ่มนักท่องเที่ยว เป็นแนวทางที่จะเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและสร้างภาพลักษณ์ของจังหวัดในฐานะแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ</p> พระครูปลัดเสกสรรค์ จอมมะณี (ปญฺญาวุฑฺโฒ) ชินวัตร เชื้อสระคู ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 7 6 115 127 การบูรณาการนโยบายสาธารณะแบบธรรมวิทยา เพื่อการแก้ไขปัญหาการทุจริต https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5255 <p>บทความวิชาการฉบับนี้เป็นการศึกษาถึงนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายสาธารณะ สภาพปัญหา อุปสรรคที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการทุจริตของประเทศไทยโดยนำแนวทางการบูรณาการนโยบายสาธารณะกับหลักพุทธธรรมตามแนวทางธรรมวิทยามาปรับใช้สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มีทัศนคติหรือค่านิยมการป้องกันการทุจริต ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่บัญญัติให้รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตรายที่เกิดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน และจัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าวอย่างเข้มงวด รวมทั้งกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้าน หรือชี้เบาะแส โดยได้รับความคุ้มครองจากรัฐ และให้รัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีความรู้ความเข้าใจ และมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบรวมทั้งการตัดสินใจทางการเมือง และได้จัดทำแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเด็น (21) และแผนแม่บทบูรณาการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ระยะ 20 ปี ขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการทุจริตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจากการศึกษาพบปัญหาและอุปสรรคการสร้างแนวคิดการต่อต้านการทุจริตให้เข้าถึงจิตใจทัศนคติและค่านิยมของประชาชนเพื่อให้เกิดการตื่นตัวและรังเกียจการทุจริตได้อย่างแท้จริง ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาการทุจริตยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงจำเป็นต้องปรับปรุงนโยบายและแผนกลยุทธ์ต่าง ๆ โดยการนำหลักธรรมมาบูรณาการเพื่อจัดทำเป็นนโยบายสาธารณะแบบธรรมวิทยา ให้หน่วยงานภาครัฐนำไปปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการทุจริตให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและสร้างความไว้วางใจเกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนให้ตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐตามแนวนโยบายต่อไป</p> พัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 7 6 128 144 มัชฌิมาปฏิปทากับการบริหารนโยบายสาธารณะไทย https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/4776 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักมัชฌิมาปฏิปทาในกระบวนการบริหารนโยบายสาธารณะของประเทศไทย โดยเน้นการวิเคราะห์หลักธรรมในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของมัชฌิมาปฏิปทา องค์ประกอบของหลักธรรมนี้สามารถเชื่อมโยงกับกระบวนการกำหนดนโยบาย ได้แก่ การกำหนดปัญหา การตัดสินใจ การดำเนินการ และการประเมินผล การศึกษาเสนอว่า การนำมัชฌิมาปฏิปทามาประยุกต์ใช้จะช่วยสร้างความสมดุล ลดความสุดโต่ง และเสริมคุณธรรมในการบริหารนโยบาย ทั้งนี้ยังสามารถส่งเสริมหลักธรรมาภิบาล และสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนอย่างยั่งยืน</p> ภัททิยา ชาญชัยธานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 7 6 145 160 การบริหารจัดการการท่องเที่ยว : กรณีศึกษา Ba Na Hills ประเทศเวียดนาม https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5236 <p>บทความนี้ศึกษาการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของ Ba Na Hills ประเทศเวียดนาม โดยเน้นการบูรณาการแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้ากับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาสินค้าและบริการท่องเที่ยว การวางแผนจุดหมายปลายทาง การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น และการประเมินความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว กรณีศึกษาชี้ให้เห็นว่าการใช้พื้นที่ภูเขาที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างระมัดระวัง โดยการจำกัดพื้นที่พัฒนาและใช้เทคโนโลยี เช่น ระบบเคเบิลคาร์ และการรีไซเคิลน้ำ มีส่วนสำคัญในการอนุรักษ์ระบบนิเวศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีเอกลักษณ์ เช่น หมู่บ้านฝรั่งเศสและสะพานทองคำ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในด้านการบริหารจัดการ Ba Na Hills ใช้ระบบ Destination Management ที่มีประสิทธิภาพ โดยควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวผ่านระบบออนไลน์แบบ Real-Time และออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวให้เป็นวงจรครบวงจร ส่งเสริมประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ราบรื่นและไม่แออัด ที่สำคัญคือ การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นผ่านการจ้างงาน การส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย และโครงการพัฒนาศักยภาพผ่านการอบรมและทุนการศึกษา นโยบายเหล่านี้นำไปสู่การเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน และลดการย้ายถิ่นฐานของคนรุ่นใหม่ ยังมีข้อท้าทายด้านการรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนาเชิงพาณิชย์ โดยมีข้อเสนอให้เพิ่มกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชนในการตัดสินใจ และพัฒนาเศรษฐกิจฐานชุมชนให้ยืดหยุ่นต่อวิกฤต การประเมินผลจากนักท่องเที่ยวในปี 2024 สะท้อนถึงความพึงพอใจในระดับสูงต่อความสะอาด การบริการ และความงามของสถานที่ แม้ยังมีข้อเสนอแนะด้านระบบรอคิวและการสื่อสารภาษาต่างประเทศ สรุปได้ว่า Ba Na Hills เป็นตัวอย่างของแหล่งท่องเที่ยวที่ผสานการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบสำหรับการจัดการแหล่งท่องเที่ยวในเวียดนามและภูมิภาคอาเซียนในอนาคต</p> ธิติวุฒิ หมั่นมี กำพล ศรีโท ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 7 6 161 170 ทบทวนแนวคิดประชาสังคม : พัฒนาการการให้ความหมายในประเทศไทย https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5220 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนแนวคิดประชาสังคม ในบริบทของสังคมไทย โดยนำเสนอการนิยามประชาสังคมในแต่ละช่วงเวลาตั้งแต่ทศวรรษ 2510 จนถึงปัจจุบัน งานชิ้นนี้ใช้วิธีการทบทวนการให้ความหมายประชาสังคมของนักวิชาการไทยวิเคราะห์เชื่อมโยงกับบริบทการเมือง โดยพบว่า การนิยามแนวคิดประชาสังคมในประเทศไทยมีลักษณะเป็นพลวัต และสามารถแบ่งออกเป็นสามช่วงสำคัญได้แก่ ช่วงแรก ทศวรรษ 2510 ยังไม่มีการนิยามประชาสังคมที่เฉพาะเจาะจงแต่มีการอธิบายเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมทางตรงของประชาชนเช่นการชุมนุมประท้วงและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ช่วงที่สอง ทศวรรษ 2520 – 2530 เริ่มมีการนิยามประชาสังคมโดยเน้นไปที่การกระทำขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ที่ทำกิจกรรมบนพื้นที่นอกเหนือรัฐ และช่วงที่สาม ปลายทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา นิยามประชาสังคมถูกแตกแขนงออกเป็นหลายคำในภาษาไทย แต่มีจุดเน้นร่วมกันคือประชาสังคมหมายถึงพื้นที่สาธารณะที่ปราศจากการครอบงำจากรัฐและทุน รวมถึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตย</p> วสุชน รักษ์ประชาไท ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 7 6 171 185 แนวทางการกำหนดนโยบายประชานิยมตามหลักอธิปไตย 3 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5053 <p>นโยบายประชานิยมเป็นนโยบายที่ให้ความสำคัญกับประชาชน การกำหนดนโยบายประชานิยมจะพิจารณาจากปัญหาของประชาชนส่วนมากที่ต้องแก้ไข ปัญหาบางอย่างเป็นเพียงความต้องการของประชาชนบางกลุ่ม การกำหนดนโยบายที่เป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนกลุ่มนั้น หรือเพื่อประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจึงไม่ชอบด้วยหลักการ ดังนั้น การกำหนดนโยบายประชานิยมจึงต้องอาศัยหลักการวิธีการและแนวปฏิบัติที่ละเอียดรอบคอบ รวมทั้งการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อใช้ในกระบวนการของนโยบายประชานิยมด้วย หลักพุทธธรรมที่ควรนำมาประยุกต์ใช้คือหลักของอธิปไตย 3 ได้แก่ อัตตาธิปไตย มีตนเป็นใหญ่ โลกาธิปไตย มีโลกเป็นใหญ่ และธัมมาธิปไตย มีธรรมเป็นใหญ่ การประยุกต์ใช้หลักอธิปไตย 3 จะช่วยให้การกำหนดนโยบายประชานิยมมีความแม่นยำถูกต้องเหมาะสม ตรงตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง</p> วรรณพัชร ทั่งทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 7 6 186 194 ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย นโยบายครูดี เรียนฟรี ใกล้บ้านทั้งระบบ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/5240 <p>บทความนี้นำเสนอภาพรวมของปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อกลุ่มนักเรียนยากจน ทั้งในด้านการเข้าถึงทรัพยากรดิจิทัล ภาระหน้าที่ในครอบครัว และสุขภาพจิตแม้รัฐบาลหลายยุคจะมีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ เช่น การเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัว หรือการสนับสนุนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) แต่ยังขาดความต่อเนื่องและการพัฒนาที่ครอบคลุม อีกทั้งเศรษฐกิจที่ถดถอยในปี 2566 ที่มีครัวเรือนยากจนเพิ่มขึ้น ได้กลายเป็นแรงผลักให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษามากขึ้น จากการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงนโยบาย รวมถึงศึกษากรณีตัวอย่างจากต่างประเทศ บทความนี้เสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 9 ข้อเพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยเน้นตั้งแต่การส่งเสริมการศึกษาในระดับปฐมวัย การปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย การจัดการศึกษาแบบไร้ค่าใช้จ่าย การพัฒนาครูและบุคลากร ไปจนถึงการจัดการโครงสร้างระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้การปฏิรูประบบการศึกษาและการลงทุนอย่างต่อเนื่องในนโยบายที่ลดความเหลื่อมล้ำถือเป็นภารกิจสำคัญของภาครัฐและสังคมไทยในการสร้างความเท่าเทียมและความยั่งยืนทางการศึกษาของเด็กไทยในอนาคต</p> สิทธิชัย กฤชวิวรรธน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-25 2025-12-25 7 6 195 208