วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์</strong></p> <p> ISSN 2822-065X (Print)</p> <p> ISSN 2822-0676 (Online)</p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />กำหนดออก</strong> : 6 ฉบับต่อปี</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์<br /> ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน<br /> ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 4 กรกฎาคม - สิงหาคม<br /> ฉบับที่ 5 กันยายน - ตุลาคม<br /> ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน - ธันวาคม<br /><strong style="font-size: 0.875rem;"><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /></strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong><strong> </strong></p> <p> วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ </p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />ประเภทของผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร:</strong></p> <p> 1) บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p> 2) บทความวิจัย (Research Article)</p> <p> 3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)</p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />การพิจารณาและคัดเลือกบทความ:</strong></p> <p> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Reviewer) จำนวน 3 คน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double – Blind Peer Review)</p> <p><strong><img src="https://so08.tci-thaijo.org/public/site/images/journal.ssr@mcu.ac.th/-1-copy-1.png" alt="" width="30" height="40" /><br />เจ้าของวารสาร:</strong></p> <p>สมาคมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสตร์</p> th-TH journal.ajppa@mcu.ac.th (รศ.ดร.เกียรติศักดิ์ สุขเหลือง) suphattharachai.sis@mcu.ac.th (รศ.ดร.สุภัทรชัย สีสะใบ) Tue, 25 Aug 2026 09:00:26 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 พุทธวิธีการส่งเสริมคุณภาพการให้บริการประชาชนของเรือนจำจังหวัดจันทบุรี https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6537 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนของเรือนจำจังหวัดจันทบุรี 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุ 4 กับคุณภาพการให้บริการประชาชนของเรือนจำจังหวัดจันทบุรี และ 3. นำเสนอพุทธวิธีส่งเสริมคุณภาพการให้บริการประชาชนของเรือนจำจังหวัดจันทบุรี การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากประชาชนผู้รับบริการ จำนวน 200 คน ใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ระดับความคิดเห็นคุณภาพการให้บริการประชาชนตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของเรือนจำจังหวัดจันทบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.13, S.D.= 0.78) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ปิยวาจา (การพูดจา) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ได้แก่ สมานัตตตา (การเป็นผู้มีความสม่ำเสมอ) อัตถจริยา (การช่วยเหลือ) และทาน (การให้) ตามลำดับ 2. ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสังคหวัตถุ 4 กับคุณภาพการให้บริการประชาชน พบว่า หลักสังคหวัตถุ 4 โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณภาพการให้บริการในระดับสูงมาก (R = .856**) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่าทุกด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง และ 3. พุทธวิธีส่งเสริมคุณภาพการให้บริการและองค์ความรู้ใหม่จากการวิจัย ผลการวิจัยสามารถสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ใหม่ในรูปแบบ “SLFD Model” องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการวิจัย คือ “SLFD Model” ซึ่งเป็นการบูรณาการหลักสังคหวัตถุ 4 กับมิติการให้บริการ 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนากระบวนการ การรับฟังและมีส่วนร่วม การอำนวยความสะดวก และการกระจายอำนาจเพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> บูรพา แก้วนิ่ม, รัฐพล เย็นใจมา, ธิติวุฒิ หมั่นมี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6537 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 พัฒนาการของพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสิงคโปร์ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6342 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการของพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทต่อการเมืองของสิงคโปร์ อันประกอบไปด้วยพรรคบารีซันโซเชียลิส พรรคแรงงาน และพรรคประชาธิปัตย์สิงคโปร์ ด้วยการวิเคราะห์เปรียบเทียบรูปแบบลักษณะของทั้ง 3 พรรคผ่านกรอบการวิจัยของ Robert Dahl ซึ่งครอบคลุม 6 ประเด็นหลัก คือ 1. ความสามัคคีหรือความเหนียวแน่นเป็นปึกแผ่นภายในองค์กร 2. การแข่งขัน 3. พื้นที่ 4. ความแตกต่างโดดเด่นหรือการบ่งบอกตัวตนลักษณะ 5. เป้าหมาย รวมถึง และ 6. ยุทธศาสตร์ โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้วิธีวิจัยเอกสารเป็นหลัก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พรรคฝ่ายค้านทั้ง 3 พรรคมีความคล้ายคลึงใกล้เคียงกันในบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความขัดแย้งภายใน รวมถึงสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่เข้มงวดและจำกัด แต่ทั้ง 3 พรรค ก็มีพัฒนาการที่แตกต่างกันไป โดยพรรคบารีซันโซเชียลิสเริ่มต้นจากการเป็นคู่แข่งที่สูสีคู่คี่กับพรรคกิจประชาชนสู่พรรคการเมืองที่สิ้นอิทธิพลและหยุดเคลื่อนไหวทางการเมือง ส่วนพรรคแรงงานคือพรรคที่เริ่มต้นจากความล้มเหลวในการเลือกตั้งครั้งแรก ๆ แต่ค่อย ๆ ยกระดับสู่พรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่งของประเทศ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์สิงคโปร์ถือเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่ไม่เคยได้รับเลือกตั้งอีกเลยในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ ผลศึกษาพัฒนาการของพรรคฝ่ายค้านในสิงคโปร์ยังสะท้อนให้เห็นด้วยว่า การเป็นฝ่ายค้านที่รับผิดรับชอบและซื่อสัตย์ภักดี รวมถึงการโน้มน้าวให้รัฐบาลและผู้มีสิทธิเลือกตั้งตระหนักถึงความสำคัญของการมีฝ่ายค้านในรัฐสภา ถือเป็นแนวทางสำคัญต่อความอยู่รอดในระบบการเมืองแบบพรรคเด่นพรรคเดียวในสิงคโปร์</p> กอปร์กุศล นีละไพจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6342 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 การเสริมสร้างศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการอุทกภัย และภัยแล้ง: แนวทางเชิงนโยบายเพื่อความยั่งยืนของชุมชน https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6511 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษารูปแบบและวิธีการจัดการรับมือและการวางแผนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 2. เสริมสร้างศักยภาพการจัดการภัยพิบัติของท้องถิ่น และ 3. นำเสนอแนวทางการจัดการที่ยั่งยืนในบริบทพื้นที่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพในลักษณะกรณีศึกษา ควบคู่กับกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม โดยเก็บข้อมูลจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเชียงราย กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 45 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม และแบบบันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์เชิงประเด็น และการเปรียบเทียบข้ามกรณี</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า อปท. มีข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และระบบข้อมูล รูปแบบการจัดการภัยพิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังเน้นการตอบสนองหลังเกิดเหตุ แต่มีศักยภาพที่สำคัญจากความเข้มแข็งของชุมชนและมีภูมิปัญญาท้องถิ่น จากกระบวนการมีส่วนร่วมทำให้สามารถสังเคราะห์ได้เป็น โมเดลการจัดการเชิงบูรณาการ 4 ด้าน ได้แก่ 1. ระบบข้อมูลและการเตือนภัยล่วงหน้า 2. ศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายท้องถิ่น 3. การบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นกับองค์ความรู้วิชาการ และ 4. การสร้างการมีส่วนร่วมและความตระหนักของชุมชน โดยโมเดลดังกล่าวสามารถนำไปพัฒนาและต่อยอดเป็นต้นแบบสำหรับพื้นที่อื่นในประเทศที่มีบริบทใกล้เคียงกัน</p> มงคลกร ศรีวิชัย, อนุสรา ใจเฉลียว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6511 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 ช่องทางการสื่อสารออนไลน์ที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินงานของเทศบาลตำบลต้นไทร อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6568 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาช่องทางการสื่อสารสื่อออนไลน์ที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินงานของเทศบาลตำบลต้นไทร อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปและอาศัยอยู่ในเขตเทศบาลตำบลต้นไทร จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's Alpha Coefficient) สำหรับช่องทางการสื่อสารออนไลน์มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .985 และการมีส่วนร่วมของประชาชนมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .981 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ช่องทางการสื่อสารสื่อออนไลน์ที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินงานของเทศบาลตำบลต้นไทร อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ได้แก่ Facebook LINE และ TikTok สามารถร่วมกันทำนายการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ระดับปานกลาง (ร้อยละ 38.40)</p> อีนัส หะยีด๊ะ, เจตน์สฤษฎิ์ สังขพันธ์, ปกรณ์ ลิ้มโยธิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6568 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในพื้นที่วิกฤติภัยแล้งนอกเขตชลประทาน จังหวัดนครราชสีมา https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6682 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่วิกฤติภัยแล้งนอกเขตชลประทาน จังหวัดนครราชสีมา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยประยุกต์แนวทางการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 4 ระดับ ได้แก่ ระดับครัวเรือน ระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น และระดับจังหวัด รวมทั้งสิ้น 68 คน โดยใช้การศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์กลุ่ม และการสังเกตพื้นที่ภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการพรรณนาวิเคราะห์ ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ. 2563 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 ในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่ประสบภัยแล้งซ้ำซากมากกว่า 5 ครั้ง จากปี พ.ศ. 2554–2562</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พื้นที่ศึกษามีความเสี่ยงภัยแล้งจากข้อจำกัดด้านกายภาพ สังคม และศักยภาพในการรับมือ โดยแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเชื่อมโยงกับแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564–2570 ประกอบด้วย 2 มาตรการ คือ มาตรการเชิงโครงสร้าง และมาตรการที่ไม่ใช่เชิงโครงสร้าง มาตรการที่ใช้โครงสร้าง ได้แก่ การจัดทำผังโยงใยเครือข่ายลำน้ำ การพัฒนาระบบการจัดสรรน้ำ การเพิ่มพื้นที่แก้มลิง และการพัฒนาศักยภาพเส้นทางลำเลียงน้ำ และมาตรการที่ไม่ใช้โครงสร้าง ได้แก่ การประเมินความเสี่ยงภัยแล้ง การจัดทำแผนที่เส้นทางเดินน้ำและพื้นที่เสี่ยงภัย การส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชน การส่งเสริมการจัดการความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการน้ำ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องบูรณาการการวิเคราะห์ความเสี่ยงภัยแล้งร่วมกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อภัยแล้งอย่างยั่งยืน</p> วรัชยา เชื้อจันทึก, สุวิมล ตั้งประเสริฐ, จรรยาภรณ์ พรหมคุณ, จอมใจ นิยมสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6682 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 อัตลักษณ์และการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อส่งเสริการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ย่านกะดีจีนแขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6392 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ชุมชนและการมีส่วนร่วมของชุมชนย่านกะดีจีนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้มีบทบาทในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของชุมชน จำนวน 13 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและแนวคำถามการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ถอดความ จัดหมวดหมู่ และสังเคราะห์เพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า อัตลักษณ์ย่านกะดีจีน แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. อัตลักษณ์ที่จับต้องได้ ประกอบด้วย อัตลักษณ์ด้านสถาปัตยกรรมในฐานะมรดกทางประวัติศาสตร์ สะท้อนผ่านศาสนสถานสำคัญที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของชุมชน ได้แก่ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร วัดบุปผารามวรวิหาร วัดซางตาครู้ส มัสยิดต้นสน และศาลเจ้าเกียนอันเกง รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สะท้อนประวัติศาสตร์และความทรงจำร่วม เช่น พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน เรือนจันทนภาพ และเรือนพระยาราชานุประดิษฐ์ และ 2. อัตลักษณ์ที่จับต้องไม่ได้ ได้แก่ ภูมิปัญญาอาหารจากการผสมผสานทางชาติพันธุ์ ทั้งอาหารโปรตุเกส ญวน ไทย และจีน ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ภูมิปัญญาสิ่งประดิษฐ์ เช่น หมูแดงกระดาษ ประเพณีและวัฒนธรรม เช่น วันพระทรมานหรือวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ เทศกาลข้าวหม้อแกงหม้อ เทศกาลกินเจ ทิ้งกระจาด และงานสมโภชวัด ตลอดจนอัตลักษณ์ด้านชาติพันธุ์จากการอยู่ร่วมกันของชาวไทย โปรตุเกส จีน และมุสลิม การมีส่วนร่วมของชุมชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวบนความร่วมมือและความสมัครใจ แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับบุคคล ทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านหรือนักเล่าเรื่อง ระดับครัวเรือน เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์ ร้านอาหาร หรือจัดกิจกรรมต้อนรับโดยใช้ทรัพยากรของตน และระดับชุมชน รวมกลุ่มวางแผน กำหนดกิจกรรม และบริหารจัดการอัตลักษณ์เพื่อสร้างประโยชน์และรายได้แก่คนในย่านทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างยั่งยืนบนฐานวัฒนธรรมของพื้นที่ การวิจัยนี้จึงสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับอัตลักษณ์ชุมชนย่านกะดีจีนและการมีส่วนร่วมของชุมชนในการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่</p> ธุวพล คงน้อย, ฐาศุกร์ จันประเสริฐ, นริสรา พึ่งโพธิ์สภ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6392 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการจัดการท่องเที่ยวสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมชีวภาพภูมิปัญญาท้องถิ่น (สุราพื้นบ้าน) ในพื้นที่ชุมชนบ้านวังลึก จังหวัดแพร่ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6652 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิเคราะห์ศักยภาพและความพร้อมของชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยว 2. พัฒนากิจกรรมและเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และ 3. สังเคราะห์แนวทางการจัดการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุราพื้นบ้านในชุมชนบ้านวังลึก จังหวัดแพร่ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยออกแบบการวิจัยแบบกรณีศึกษา (Case Study) คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 15 คน ประกอบด้วยผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้องด้านการท่องเที่ยว เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสำรวจภาคสนาม และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการตรวจสอบสามเส้า (Triangulation) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนมีศักยภาพด้านภูมิปัญญาการผลิตสุราพื้นบ้าน ทรัพยากรท้องถิ่น และความพร้อมของผู้ประกอบการ สามารถพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวต้นแบบได้ 4 ฐาน ได้แก่ ฐานการผสมสุรา ฐานการทำลูกแป้ง ฐานอาหารท้องถิ่น และฐานวัฒนธรรมและพิธีกรรม โดยเน้นการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวและการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ซึ่งช่วยสร้างคุณค่าทางประสบการณ์และความทรงจำที่ดี นอกจากนี้ ยังสามารถสังเคราะห์แนวทางการจัดการท่องเที่ยวได้ 3 ด้าน ได้แก่ 1. การพัฒนาประสบการณ์และคุณภาพการบริการ 2. การบริหารจัดการโดยชุมชน และ 3. กระบวนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การประเมินศักยภาพการออกแบบกิจกรรม การทดสอบ และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยองค์ความรู้จากการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในการเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน</p> ปานณนาถ เกตุโศภิษฐ์, อัมเรศ เทพมา, รัศมี อิสลาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6652 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 การยกระดับศักยภาพในการทำงานของผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6962 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. สร้างรูปแบบการจ้างงานที่เหมาะสมกับพฤฒพลังของกลุ่มผู้สูงอายุ 2. พัฒนาศักยภาพในการวางแผนพัฒนาอาชีพของกลุ่มผู้สูงอายุ 3. สร้างหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและโอกาสในการทำงานของกลุ่มผู้สูงอายุ และ 4. กระตุ้นการดูแลสุขภาพด้วยตัวเองเชิงรุกและระบบการบริการชุมชนด้วยแอปพลิเคชันสุขภาพ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เทคนิคการประชุมเชิงนโยบาย ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้ ตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบบันทึก การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลแบบองค์รวมและการเทียบเคียงรูปแบบเพื่อหาความสัมพันธ์ของผลการศึกษา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การยกระดับศักยภาพในการทำงานของผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้ ควรมีรูปแบบการจ้างงานที่เหมาะสมกับพฤฒพลังและความสามารถของผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีคุณค่าและเหมาะสมกับสภาพร่างกาย 2. การพัฒนาศักยภาพในการวางแผนพัฒนาอาชีพ ควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงความมั่นคงด้านร่างกาย อารมณ์ และจิตใจของผู้สูงอายุ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน 3. การสร้างหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและโอกาสในการทำงาน ควรมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะที่เหมาะสมกับบริบทการทำงานของผู้สูงอายุ และ 4. การกระตุ้นการดูแลสุขภาพด้วยตนเองเชิงรุกและระบบบริการชุมชนผ่านแอปพลิเคชันสุขภาพ ช่วยให้ผู้สูงอายุมีความรู้ในการดูแลตนเอง การป้องกันและบรรเทาโรค รวมถึงสร้างชุมชนแห่งการพึ่งพากันอย่างมีคุณค่า โดยใช้นวัตกรรมการเข้าถึงบริการผ่านเทคโนโลยีติดตามการเคลื่อนไหว “สุขใจ”</p> วันชัย ปานจันทร์, สิริมาส หมื่นสาย, ภาสกร เรืองวานิช, ปรัชญา ชุ่มนาเสียว, สุคนธา งามประมวญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6962 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 ตัวเร่งปฏิกิริยาดิจิทัล: การเคลื่อนไหวทางสังคมบนอินเทอร์เน็ต และอิทธิพลต่อพลวัตของพรรคการเมืองไทย https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6930 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ระบุและวิเคราะห์ลักษณะของการเคลื่อนไหวทางสังคมบนอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยและผลกระทบต่อวาทกรรมสาธารณะและการระดมทางการเมือง 2. วิเคราะห์เปรียบเทียบพลวัตการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์การสื่อสาร นโยบาย และอุดมการณ์ของพรรคการเมืองไทยที่เป็นกรณีศึกษา (ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา) ในการตอบสนองต่อโครงสร้างโอกาสทางการเมืองและข้อเรียกร้องจากมวลชนดิจิทัล และ 3. อธิบายผลกระทบของการปะทะสังสรรค์ระหว่างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมบนอินเทอร์เน็ตกับโครงสร้างอำนาจรัฐ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์เชิงโครงสร้างและอุดมการณ์ของระบบพรรคการเมืองไทยในระยะยาว การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือการวิจัยเป็นการสืบค้นข้อมูลเพื่อหาปริมาณการค้นหาที่เกี่ยวข้อง (RSV) จาก Google Trends และการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ตัวแทนพรรคการเมือง นักเคลื่อนไหว และนักวิชาการ รวมจำนวน 5 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์แก่นเรื่อง (Thematic Analysis) และการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) ด้วยโปรแกรม ATLAS.ti</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การเคลื่อนไหวทางสังคมบนอินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนผ่านจากการกระทำรวมหมู่สู่การกระทำแบบเชื่อมโยง (Connective Action) ที่มีลักษณะกระจายศูนย์และไร้แกนนำ นำไปสู่การทะลุเพดานวาทกรรมสาธารณะ แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็ได้สร้างสภาวะห้องเสียงสะท้อน (Echo Chambers) ให้เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน 2. การปรับตัวของพรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาชนวิวัฒนาการสู่พรรคการเคลื่อนไหวแบบแพลตฟอร์ม (Platform-Movement Party) ที่เน้น DIY Politics แต่ถดถอยสู่ปฏิบัตินิยมเมื่อพรรคเผชิญวิกฤต พรรคภูมิใจไทยใช้ยุทธศาสตร์ปฏิบัตินิยมดิจิทัลผสานระบบอุปถัมภ์ (Digital Clientelism) จนประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง และพรรคชาติไทยพัฒนาใช้การปรับตัวแบบระมัดระวัง และ 3. ผลกระทบระยะยาว ได้แก่ 1. การกระตุ้นให้โครงสร้างอำนาจรัฐแบบดั้งเดิมต้องตอบสนองด้วยการใช้อำนาจเผด็จการดิจิทัล (Digital Authoritarianism) และ 2. นิติสงคราม (Lawfare) หรือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งต่อมากลายเป็นเพดานจำกัดโอกาสสำหรับการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทย</p> ยุทธพร อิสรชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6930 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 COLLABORATIVE GOVERNANCE AND THE PRESERVATION OF ISAN SERMON CHANTING AT THE BUN PHAWET FESTIVAL IN THAILAND https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6853 <p>This qualitative study examines how collaborative governance preserves Isan sermon chanting during the Bun Phawet Festival in Roi Et Province, Thailand. It seeks to 1. examine collaborative governance mechanisms between public agencies, local communities, and community-based networks to sustain this practice, 2. analyse the processes that sustain it, and 3. identify stakeholder networks that preserve it. Content analysis and triangulation were used to strengthen the findings from in-depth interviews and focus group discussions with 30 purposively selected key informants, including government officials, religious leaders, community scholars, residents, and educational representatives.</p> <p>The findings show that collaborative governance involves participatory planning, resource support, and collective implementation. These practices go beyond administrative coordination and reflect relational governance based on shared responsibility, trust, and stakeholder engagement. Cultural awareness, intergenerational knowledge transfer, and cross-sector collaboration among local communities, educational institutions, religious organisations, and youth groups support Isan sermon chanting. According to collaborative governance theory, preserving intangible cultural heritage requires institutional arrangements, culturally embedded participation, and locally grounded leadership. We also identified stakeholder participation, multi-level community leadership, and supportive local government policies for long-term cultural continuity.</p> <p>Public agencies, temples and religious leaders, community leaders and local scholars, villagers and youth, educational institutions, collaborative partner networks, and tourists are all involved in protecting Isan sermon chanting, according to the study. These actors create a community-centered governance ecosystem that strengthens cultural resilience and local identity amid social change. This study shows that collaborative cultural governance can adapt to protect intangible cultural heritage and emphasizes the importance of participatory governance in promoting intergenerational transmission, civic engagement, and local cultural traditions' long-term sustainability.</p> Seksan Sonwa, Warachart Wariwan, Pongsawat Ratchachan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6853 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์ในการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรภาครัฐสู่รัฐบาลดิจิทัล https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6693 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรภาครัฐภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล ซึ่งส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการ กระบวนการทำงาน และการให้บริการสาธารณะให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลและความต้องการของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวมิได้ขึ้นอยู่กับการนำเทคโนโลยีมาใช้เพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับสมรรถนะของบุคลากรภาครัฐซึ่งถือเป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรภาครัฐให้สามารถปรับตัวและดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในยุคดิจิทัล เนื้อหาบทความมุ่งสังเคราะห์และวิพากษ์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แนวคิดสมรรถนะ ทฤษฎีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และทฤษฎีทรัพยากรเป็นฐาน เพื่อพัฒนากรอบการอธิบายเชิงระบบเกี่ยวกับการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรภาครัฐ จากการสังเคราะห์วรรณกรรมพบว่า ปัญหาสำคัญของการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรภาครัฐมิได้เกิดจากการขาดกิจกรรมการพัฒนา หากแต่เกิดจากความไม่สอดคล้องเชิงระบบระหว่างโครงสร้างองค์กร กระบวนการพัฒนา และผลลัพธ์เชิงสมรรถนะ ส่งผลให้ศักยภาพของบุคลากรไม่สามารถถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ วรรณกรรมที่ผ่านมาแม้จะสามารถอธิบายสมรรถนะ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และคุณค่าของทรัพยากรมนุษย์ในฐานะทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังขาดการอธิบายกลไกเชิงระบบที่เชื่อมโยงองค์ประกอบดังกล่าวเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในบริบทของรัฐบาลดิจิทัลที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง บทความจึงเสนอกรอบสมรรถนะเชิงยุทธศาสตร์แบบบูรณาการ (Integrated Strategic Competency Framework: ISCF) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์เชิงระบบระหว่างโครงสร้างองค์กร กระบวนการพัฒนา และผลลัพธ์เชิงสมรรถนะในเชิงวิชาการ กรอบแนวคิดดังกล่าวช่วยลดความกระจัดกระจายขององค์ความรู้และยกระดับการอธิบายเชิงกลไกของระบบ ขณะเดียวกัน ในเชิงปฏิบัติสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการออกแบบกลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรภาครัฐให้สอดคล้องกับบริบทของรัฐบาลดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พีรพัฒน์ บุญชนะ, ฐิติมา โห้ลำยอง, เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6693 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับการบังคับใช้นโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด: บทเรียนจากไทย สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6847 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาและวิเคราะห์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกระบวนการบังคับใช้นโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยศึกษาเปรียบเทียบบทเรียนจากสามประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐสิงคโปร์ และสาธารณรัฐเกาหลีใต้ วิธีการศึกษาใช้การทบทวนวรรณกรรมและการวิเคราะห์เอกสารเชิงระบบจากรายงานนโยบาย ฐานข้อมูลวิชาการ และเอกสารระดับภูมิภาค ผลการศึกษาพบว่า ทั้งสามประเทศนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในลักษณะและระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกันตามบริบทของสังคมและโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ประเทศไทยมุ่งเน้นการใช้ระบบสารสนเทศในการติดตามทรัพย์สิน ระบบ Telepsychiatry ในเรือนจำ และระบบ V-Care สำหรับผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง สิงคโปร์โดดเด่นด้านโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะทางดิจิทัล (Digital Public Infrastructure: DPI) ที่มีความแข็งแกร่งและระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลที่ครอบคลุมสูง ขณะที่เกาหลีใต้ก้าวล้ำด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงคาดการณ์ผ่านระบบ Multi-Agent-Based Modeling (MABM) และกรอบกฎหมาย Basic AI Act ซึ่งสร้างรูปแบบการกำกับดูแล AI ที่น่าเชื่อถือ บทความนี้นำเสนอกรอบแนวคิดบูรณาการสามมิติ (3D-DAP Framework) ประกอบด้วย มิติโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล มิติปัญญาประดิษฐ์เชิงนโยบาย และมิติธรรมาภิบาลข้อมูล เพื่อเป็นแนวทางในการยกระดับการบังคับใช้นโยบายยาเสพติดในบริบทของประเทศกำลังพัฒนา ข้อค้นพบสำคัญชี้ว่า ปัจจัยที่กำหนดความสำเร็จของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ในงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดนั้น ประกอบด้วยสามองค์ประกอบหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันได้อย่างไร้รอยต่อขีดความสามารถของบุคลากรในการยอมรับและใช้เทคโนโลยี และกรอบธรรมาภิบาลข้อมูลที่ชัดเจน</p> เอกราช มุลฑา, ชาติชัย อุดมกิจมงคล, สัญญาศรณ์ สวัสดิ์ไธสง, สามารถ อัยกร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6847 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความมั่นคงแบบบูรณาการในพื้นที่ชายแดนภายใต้บริบทความขัดแย้งข้ามพรมแดน:กรณีศึกษาอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6459 <p>การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมาในยุคปัจจุบันเผชิญกับพลวัตความเปราะบางข้ามพรมแดนที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงในหลายมิติ การวิเคราะห์ความมั่นคงในพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ภายใต้กรอบแนวคิดความมั่นคงมนุษย์ (Human Security) และทฤษฎีการทำให้เป็นประเด็นความมั่นคง (Securitization) สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการก้าวข้ามการมองความมั่นคงในรูปแบบดั้งเดิมที่เน้นรัฐเป็นศูนย์กลาง ไปสู่การวิเคราะห์เชิงบูรณาการครอบคลุมทั้งมิติการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สุขภาวะ และทรัพยากรธรรมชาติข้อเท็จจริงในพื้นที่บ่งชี้ว่าความท้าทายหลักมิได้เกิดจากปัจจัยความขัดแย้งภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบบริหารราชการไทยที่ยังเป็นแบบแยกส่วน ส่งผลให้การจัดการปัญหาขาดเอกภาพและความต่อเนื่อง การยกระดับพื้นที่ชายแดนจาก “พื้นที่ความเสี่ยง” สู่ “พื้นที่ยุทธศาสตร์แห่งโอกาส” จึงต้องอาศัยการปรับกระบวนทัศน์ผ่านการพัฒนากลไกการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ (Area-based Governance) ที่มีอำนาจตัดสินใจจริง ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนบทบาทเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษให้เป็นเครื่องมือสร้างภูมิคุ้มกันเชิงโครงสร้าง การออกแบบนโยบายความมั่นคงที่ผสานความมั่นคงของรัฐและความมั่นคงมนุษย์เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการบรรลุเป้าหมายความมั่นคงและการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่ชายแดนอย่างแท้จริง</p> สุปรีชา หิรัญบูรณะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6459 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำที่เป็นแบบอย่างของนักการเมือง https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6203 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวคิดเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่เป็นแบบอย่างของนักการเมืองที่ดี ในฐานะกรอบคุณค่า และพฤติกรรมเชิงระบบ มิใช่เพียงคุณธรรมส่วนบุคคล โดยมุ่งกำกับการใช้อำนาจทางการเมืองให้เป็นไปอย่างชอบธรรม โปร่งใส และยึดประโยชน์สาธารณะเป็นศูนย์กลาง ภาวะผู้นำลักษณะนี้มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความชอบธรรมของอำนาจรัฐ ความไว้วางใจของประชาชน และประสิทธิผลของนโยบายสาธารณะ ลักษณะสำคัญทั้ง 8 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการยึดมั่นในคุณธรรมและความซื่อสัตย์ 2. ด้านการรับผิดชอบต่อผลการทำงานของตนเอง 3. ด้านการเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน 4. ด้านการทำในสิ่งที่ตนพูด 5. ด้านการประพฤติตนเป็นกลางและยุติธรรม 6. ด้านการเคารพกติกาและกระบวนการประชาธิปไตย 7. ด้านการเป็นผู้เสียสละและยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และ 8. ด้านการเป็นผู้เสริมสร้างความร่วมมือและความไว้วางใจ สะท้อนมิติหลักของภาวะผู้นำทางการเมืองสมัยใหม่ ได้แก่ จริยธรรมและความรับผิด วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ และการยึดมั่นกระบวนการประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม การบูรณาการมิติเหล่านี้ช่วยให้การใช้อำนาจได้รับการยอมรับจากสังคม เอื้อต่อการดำเนินนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างความร่วมมือ และความยั่งยืนของการพัฒนา โดยเฉพาะในบริบทการเมืองท้องถิ่น</p> กำพล ศรีโท ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6203 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 กระบวนทัศน์ของเราไม่เท่ากัน: แนวคิดเรื่องกระบวนทัศน์ของ Thomas Kuhn และการปรับใช้ในทางรัฐประศาสนศาสตร์ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6452 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อฉายภาพให้เห็นประสบการณ์การใช้คำและแนวคิดเรื่องกระบวนทัศน์ในทางรัฐประศาสนศาสตร์นับตั้งแต่เริ่มต้นมีการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ตามแบบอเมริกันเป็นต้นมา จุดยืนของบทความนี้ต้องการนำเสนอให้เห็นว่าแม้ต้นรากของแนวคิดเรื่องกระบวนทัศน์ที่ถูกใช้ในทางรัฐประศาสนศาสตร์จะมาจากแนวคิดเรื่องกระบวนทัศน์ของ Kuhn แต่การใช้คำและการประกอบเป็นกรอบโครงทางความคิดเพื่อนำไปใช้ในการศึกษาพัฒนาการขององค์ความรู้ในสาขาวิชานั้นกลับมีความต่างออกไป ไม่เพียงเท่านั้น การดำรงอยู่ของกระบวนทัศน์และรูปแบบการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางรัฐประศาสนศาสตร์ยังมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากงานต้นฉบับของ Kuhn เนื่องมาจากธรรมชาติของสาขาวิชาและธรรมชาติของสังคมศาสตร์ การนำแนวคิดเรื่องกระบวนทัศน์มาใช้ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ไม่เพียงยืนยันความเป็นสหสาขาวิชา (interdisciplinary) ของรัฐประศาสนศาสตร์แต่ความต่างจากงานของ Kuhn สะท้อนว่า รัฐประศาสนศาสตร์ คือ รัฐประศาสนศาสตร์ที่มิใช่และมิได้คล้ายศาสตร์ใด ในตอนท้ายของบทความผู้เขียนได้สรุปข้อเสนอแนะในการนำแนวคิดของ Kuhn หรือแนวคิดใดก็ตามมาปรับใช้ในการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์เพื่อประโยชน์สูงสุดในการแสวงหาความรู้ทางรัฐประศาสนศาสตร์ต่อไป</p> นิศาชล พรหมรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/AJPP/article/view/6452 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700