วารสารครุศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร https://so08.tci-thaijo.org/index.php/EJFE <p><strong>วัตถุประสงค์ของวารสาร</strong></p> <p><strong> </strong>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรเป็นวารสารวิชาการที่ให้บริการเผยแพร่ความรู้แก่สังคม โดยมีเป้าหมายดังนี้ 1) เพื่อเผยแพร่ผลงานการวิจัยและองค์ความรู้ทางการศึกษาของคณาจารย์ นิสิต นักศึกษา เจ้าหน้าที่ นักวิชาการของมหาวิทยาลัยและบุคคลทั่วไป 2) เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเรียนการสอนในสายครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ 3) เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูลทางวิชาการด้านการเรียนการสอนในทุกระดับ 4) เพื่อสร้างความร่วมมือด้านวิชาการของบุคลากรทางการศึกษาทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน</p> <p> </p> <p><strong>ขอบเขตเนื้อหาการตีพิมพ์</strong></p> <p> ขอบเขตเนื้อหาที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร ได้แก่ ด้านครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ประกอบด้วย (1) จิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว (2) การประถมศึกษา (3) การศึกษาปฐมวัย (4) การสอนคณิตศาสตร์/คณิตศาสตร์ศึกษา (5) การสอนสังคมศึกษา (6) การสอนภาษาอังกฤษ (7) การสอนภาษาไทย (8) พลศึกษา (9) ดนตรีศึกษา (10) การวิจัยทางการศึกษา (11) การสอนภาษาจีน (12) คอมพิวเตอร์ศึกษา (13) หลักสูตรและการสอน (14) บริหารการศึกษา และศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาอื่นๆ</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>ประเภทบทความที่รับตีพิมพ์</strong></p> <ul> <li>บทความวิจัย (Research Article)</li> <li>บทความวิชาการ (Academic Article)</li> </ul> <p><strong> </strong></p> <p><strong>รูปแบบภาษาที่รับตีพิมพ์ </strong><strong>: </strong>ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่วารสารประจำปี</strong></p> <p> ทางวารสารกำหนดการเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ (ราย 6 เดือน) คือ</p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน</p> <p> ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม</p> <p> </p> <p><strong>กระบวนการตีพิมพ์</strong></p> <p><strong> </strong>กระบวนการตีพิมพ์ผลงานในวารสารตั้งแต่การคัดเลือกบทความซึ่งจะต้องได้รับการกลั่นกรองจากกองบรรณาธิการวารสารเป็นเบื้องต้น การคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะในสาขาเพื่อการประเมินบทความอย่างน้อย 3 ท่าน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน และไม่เปิดเผยรายชื่อผู้ประเมินและผู้นิพนธ์ (Double-blind Peer Review) อีกทั้ง บทความที่ส่งเข้ามาเผยแพร่ในวารสารจะต้องเป็นบทความต้นฉบับ (Original Paper) ที่ไม่เคยตีพิมพ์ที่ไหนมาก่อนหรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากกองบรรณาธิการหรือผู้ทรงคุณวุฒิในวารสารอื่นๆ ทั้งนี้ ผู้นิพนธ์จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของทางวารสารอย่างเคร่งครัด และอ้างอิงรูปแบบตามที่วารสารกำหนดเท่านั้น อีกทั้งจะต้องปรับแก้ตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิอย่างครบถ้วนถูกต้อง</p> <p> หากบทความไม่เป็นไปตามที่วารสารกำหนดและ/หรือไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทางวารสารขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับตีพิมพ์บทความไม่ว่ากรณีใดๆ นอกจากนี้ ทางวารสารจะออกหนังสือรับรองการตีพิมพ์ก็ต่อเมื่อบทความได้รับการยอมรับ (Accept Paper) จากกองบรรณาธิการภายหลังที่ผู้นิพนธ์ได้ปรับแก้ตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิและผ่านการตรวจสอบของวารสารแล้วเท่านั้น</p> <p> ข้อมูล การอ้างอิง รูปภาพ ความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความถือเป็นความรับผิดชอบของผู้นิพนธ์ที่จะต้องตรวจสอบเป็นเบื้องต้นและจะต้องไม่คัดลอกผลงานจากแหล่งอื่นทั้งที่เป็นข้อมูลออนไลน์และในรูปแบบเอกสารเกิน 25 เปอร์เซ็นต์ (ตรวจสอบโดย Copy Catch) หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น เช่น การฟ้องร้องทางลิขสิทธิ์ เป็นต้น ผู้นิพนธ์จะต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวและไม่ถือเป็นความบกพร่องของกองบรรณาธิการวารสาร</p> <p> </p> <p><strong>รูปแบบการเขียนอ้างอิง (References)</strong></p> <p> สำหรับรูปแบบการเขียนอ้างอิงที่ทางวารสารกำหนดไว้ โดยยึดรูปแบบ <strong>APA 6th edition</strong> </p> <p>(เริ่มใช้รูปแบบ APA 7th edition ฉบับที่ 2 ปี 2569 เป็นต้นไป)</p> <p> </p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมสำหรับการตีพิมพ์</strong></p> <p> ปัจจุบัน ทางวารสารยังไม่ได้กำหนดค่าตีพิมพ์ (ฟรี)</p> <p> </p> <p><strong>เจ้าของวารสาร</strong></p> <p> คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร 69 หมู่ 1 ต.นครชุม อ.เมือง จ.กำแพงเพชร 62000 โทรศัพท์ 055-706-555</p> คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร th-TH วารสารครุศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร 2465-5473 <p>CC Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0</p> การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ และการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมเป็นฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/EJFE/article/view/4736 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเชื่อมโยงทาง หลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) เพื่อศึกษาความรับผิดชอบหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 วิธีดำเนินการวิจัย ประชากร ได้แก่ โรงเรียนวชิรปราการวิทยาคม จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 162 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนวชิรปราการวิทยาคม จังหวัดกำแพงเพชร มีจำนวน 39 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค STAD ร่วมกับเกมเป็นฐาน แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ แบบวัดความสามารถการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ และแบบวัดความรับผิดชอบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าที (One Sample t-test) ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังสูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมเป็นฐาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์หลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมเป็นฐานสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความรับผิดชอบหลังจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับเกมเป็นฐาน โดยรวมอยู่ในระดับมาก</p> ณัฏฐา ใจหมั้น อุไรวรรณ ปานทโชติ ทิพย์รัตน์ ผลบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-28 2026-06-28 10 1 1 13 การพัฒนาทักษะการท่องจำบทอาขยานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด https://so08.tci-thaijo.org/index.php/EJFE/article/view/5523 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะด้านการท่องจำบทอาขยาน โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิด (Think-Pair-Share) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนวังน้ำเย็นวิทยาคม จังหวัดสระแก้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สระแก้ว เขต 7 จำนวน 15 คน เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด จำนวน 4 แผน เวลาในการทดลอง 4 ชั่วโมง 2) แบบประเมินทักษะการท่องจำบทอาขยาน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบทีที่ไม่อิสระต่อกัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการท่องจำบทอาขยานหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคเพื่อนคู่คิดเฉลี่ยเท่ากับ 18.40 สูงกว่าก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 10.00 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่า เทคนิคเพื่อนคู่คิดมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมทักษะการท่องจำของนักเรียน และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนอย่างเป็นระบบ มีส่วนช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง</p> ชัยวัฒน์ ไพรัตน์ สิริพร เชษฐสุราษฎ์ อาริญา เผ่าโพธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-28 2026-06-28 10 1 14 22 ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐานที่มีต่อความสามารถในการอ่าน และความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/EJFE/article/view/5998 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐาน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสมองเป็นฐานกับเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม และ 3) ศึกษาความคงทนในการเรียนรู้หลังเรียนผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนทับกฤชพัฒนาซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ และ 2) แบบวัดความสามารถในการอ่าน การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้มีความสามารถในการอ่านหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2) นักเรียนได้รับการจัดการเรียนรู้มีความสามารถในการอ่านหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็ม และ 3) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้มีความคงทนในการเรียนรู้หลังเรียนและหลังเรียนจบไปแล้ว 2 สัปดาห์ ไม่แตกต่างกัน</p> ก้องเกียรติ พัฒนวิชชากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-28 2026-06-28 10 1 23 36 ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/EJFE/article/view/6074 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานของครู 2) ศึกษาระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของครู และ 4) สร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครู จำนวน 306 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนกลุ่มอำเภอในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient) และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบปกติ (Enter Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัย พบว่า</p> <p>1. <span style="font-size: 0.875rem;">ระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 พบว่า โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( = 4.06, S.D. = 0.39)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 พบว่า โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( = 3.98, S.D. = 0.38)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. ความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของครู สังกัดสำนักงาน</span><span style="font-size: 0.875rem;">เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 พบว่า ทุกปัจจัยมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคุณภาพชีวิตในการทำงานของครูในระดับปานกลางถึงระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมี</span><span style="font-size: 0.875rem;">ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ระหว่าง 0.532–0.662 </span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">4. สมการพยากรณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของครู สังกัดสำนักงาน</span><span style="font-size: 0.875rem;">เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 โดยวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ถดถอยพหุคูณแบบปกติ พบว่า ปัจจัยจำนวน 6 ปัจจัย ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของครู สังกัดสำนักงาน</span><span style="font-size: 0.875rem;">เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ปัจจัยด้านภาวะผู้นำของผู้บริหาร (X</span><sub>1</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) ปัจจัยด้านลักษณะส่วนบุคคล (X</span><sub>2</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) ปัจจัยด้านลักษณะของงาน (X</span><sub>3</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร (X</span><sub>4</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมของที่ทำงาน (X</span><sub>5</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) และปัจจัยด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการปฏิบัติงาน (X</span><sub>6</sub><span style="font-size: 0.875rem;">) มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ 0.813 มีอำนาจพยากรณ์ (R</span><sup>2</sup><span style="font-size: 0.875rem;">) ร้อยละ 66.20 และมีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน SEest เท่ากับ 0.230 เขียนสมการได้ดังนี้</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ</span></p> <p><img src="blob:https://so08.tci-thaijo.org/eb23ce89-0448-42d3-9aac-535d7d82f59c" /></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน</span></p> <p><img src="blob:https://so08.tci-thaijo.org/917ce905-14ff-47d6-9790-f6f3d8cf823f" /></p> ภานุเดช ดิงรัมย์ อ้อมธจิต แป้นศรี สถิรพร เชาวน์ชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-28 2026-06-28 10 1 37 52 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับ การวาดรูปบาร์โมเดลที่ส่งเสริมความสามารถและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก และการลบจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/EJFE/article/view/4341 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์เรื่อง การบวก และการลบจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับการวาดรูปบาร์โมเดล กับเกณฑ์ร้อยละ 70 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่อง การบวกและการลบจำนวนนับที่มากกว่า 100,000 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับการวาดรูปบาร์โมเดล กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับการวาดรูปบาร์โมเดล โดยกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหนองผ้าอ้อม อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งผลวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยมีค่าเฉลี่ยคือ 43.31 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 86.62 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยมีค่าเฉลี่ยคือ 23.31 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 77.69 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 และ3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาร่วมกับการวาดรูปบาร์โมเดลหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> จิราภรณ์ ทุมวงศ์ ประภาพร หนองหารพิทักษ์ ปวีณา ขันธ์ศิลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-28 2026-06-28 10 1 53 64 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT https://so08.tci-thaijo.org/index.php/EJFE/article/view/4197 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องเศษส่วน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT กับเกณฑ์ร้อยละ 70 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT และ3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT โดยกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสมเด็จพิทยาคม จำนวน 40 คน ซึ่งสุ่มเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> สุมาลี โหรา ประภาพร หนองหารพิทักษ์ ปวีณา ขันธ์ศิลา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-28 2026-06-28 10 1 65 77 ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเล่านิทานตามแนวคิดภาษาธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมทักษะทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย https://so08.tci-thaijo.org/index.php/EJFE/article/view/4940 <div>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานการจัดกิจกรรมการเล่านิทานตามแนวคิดภาษาธรรมชาติและทักษะทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย 2.เพื่อสร้างรูปแบบการจัดกิจกรรมการเล่านิทานตามแนวคิดภาษาธรรมชาติเพื่อส่งเสริมทักษะทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย 3.เพื่อทดลองใช้กิจกรรมการเล่านิทานตามแนวคิดภาษาธรรมชาติเพื่อส่งเสริมทักษะทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย 4.เพื่อประเมินผลรูปแบบการจัดกิจกรรมการเล่านิทานตามแนวคิดภาษาธรรมชาติและทักษะทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างและที่ได้มาใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้คือเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุ 4-5 ปี ชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 29 คน โรงเรียนอนุบาลเพชรบูรณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองวิจัย คือ แผนการจัดกิจกรรม 20 แผน คู่มือการจัดกิจกรรม 20 กิจกรรม แบบทดสอบวัดทักษะทางภาษา 2 ชุด และแบบประเมินการใช้รูปแบบการจัดกิจกรรม 1 ชุด วิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาคะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การศึกษาค้นคว้าใช้แบบแผนการวิจัยแบบมีกลุ่มเฉพาะ 1 กลุ่ม One - group Pretest - Posttest Design</div> <div>ผลการวิจัยพบว่า 1.ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานทำให้ผู้วิจัยได้แนวทางการทำวิจัย โดยผู้วิจัยมีขั้นตอน (PPAK: Model) เพื่อส่งเสริมทักษะทางภาษา ด้านการฟัง และด้านการพูด โดยใช้การจัดกิจกรรมการเล่านิทานตามแนวคิดภาษาธรรมชาติ 2.ผลการสร้างรูปแบบการจัดกิจกรรมการเล่านิทานตามแนวคิดภาษาธรรมชาติ โดยมีขั้นตอนการจัดกิจกรรม (PPAK: Model) ไว้ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นเตรียมความพร้อม (P: Preparatory Stage) ขั้นที่ 2 ขั้นให้สาระการเรียนรู้ (P: Provide Knowledge) ขั้นที่ 3 ขั้นดำเนินกิจกรรม (A: Activities) ขั้นที่ 4 ขั้นทบทวนองค์ความรู้ (K: Knowledge Review Stage) โดยตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 ท่าน อยู่ในเกณฑ์ระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย = 4.67 (S.D. = 0.01) 3.ผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเล่านิทานตามแนวคิดภาษาธรรมชาติ พบว่า โดยภาพรวมก่อนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานตามแนวคิดภาษาธรรมชาติ โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ย = 9.34 (S.D. = 1.77) และหลังการจัดกิจกรรม โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ย = 15.96 (S.D. = 1.70) ส่งผลให้มีคะแนนพัฒนา โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ย = 6.62 (S.D. = 1.44) ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 4.ผลการประเมินการจัดกิจกรรมการเล่านิทานตามแนวคิดภาษาธรรมชาติ พบว่า ด้านปัจจัยนำเข้าโดยมีภาพรวมมีค่าเฉลี่ย = 4.5 (S.D. = 0.18) อยู่ในเกณฑ์ระดับมากที่สุด ด้านกระบวนการ โดยมีภาพรวมมีค่าเฉลี่ย = 4.5 (S.D. = 0.17) อยู่ในเกณฑ์ระดับมากที่สุด และสุดท้ายด้านผลผลิต โดยมีภาพรวมมีค่าเฉลี่ย = 4.44 (S.D. = 0.27) อยู่ในเกณฑ์ระดับมากที่สุด ซึ่งผลการประเมินวัดทักษะทางภาษาวิเคราะห์สูงขึ้นค่าเฉลี่ย 13.45 แสดงว่าการจัดกิจกรรมการเล่านิทานตามแนวคิดภาษาธรรมชาติ ส่งเสริมทักษะทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัยสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ </div> <p> </p> <ol start="4"> <li> </li> </ol> ทิพย์พวรรณ โพธิ์ทอน วิชญาพร อ่อนปุย สรวงพร กุศลส่ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-28 2026-06-28 10 1 78 91 รูปแบบบริหารการจัดการเรียนรู้ตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษาในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพและการมีรายได้ระหว่างเรียนของนักเรียน https://so08.tci-thaijo.org/index.php/EJFE/article/view/7092 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพที่เป็นจริง สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็น และแนวทาง 2) สร้างและตรวจสอบรูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินรูปแบบ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามสภาพที่เป็นจริงและสภาพที่พึงประสงค์ แบบสอบถามแนวทางการบริหารการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย <br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพที่เป็นจริงในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 3.90, σ = 0.05) และสภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.33, σ = 0.07) 2) รูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต และเงื่อนไขความสำเร็จ มีความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.63, σ = 0.19) (μ = 4.70, σ= 0.16) (μ = 4.69, σ = 0.13) ตามลำดับ 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการทำงาน ทำงานอย่างมีความสุข และมีความกระตือรือร้นในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 91.19 และ 4) ผลการประเมินความเป็นประโยชน์ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.51, σ = 0.23) และความพึงพอใจของผู้เกี่ยวข้องในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (μ = 4.70, σ = 0.20)</p> วีระ บัวผัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-07-02 2026-07-02 10 1 103 117 AI ปัญญาประดิษฐ์กับมนุษย์ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/EJFE/article/view/5572 <p>บทความนี้วิเคราะห์บทบาทของ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในฐานะนวัตกรรมในยุคปัจจุบัน โดยเริ่มจากการให้คำจำกัดความปัญญาประดิษฐ์ ว่าเป็นโปรแกรมที่เลียนแบบการทำงานของระบบประสาทมนุษย์ในการ เรียนรู้ คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ และตัดสินใจ โดยอาศัยฐานข้อมูลที่มีอยู่ในระบบ และได้เข้ามามีบทบาทอย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวันและการทำงาน</p> <p> การทำงาน ผลกระทบ และข้อจำกัดของปัญญาประดิษฐ์ สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลต่อการใช้ชีวิตและตลาดแรงงานทั่วโลก โดยมีการจำแนกประเภทตาม ความสามารถ (ANI, AGI, ASI) และ ฟังก์ชันการทำงาน (Reactive Machines, Limited Theory, Theory of Mind, Self-awareness) แม้ว่าปัญญาประดิษฐ์ จะมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพและกำลังการผลิตแต่ก็สร้างความกังวลเรื่องความเหลื่อมล้ำทางรายได้และการเข้ามาทดแทนตำแหน่งงาน อย่างไรก็ตาม บทความชี้ชัดว่า ปัญญาประดิษฐ์ ยังมี ข้อจำกัด ที่ไม่อาจทดแทนมนุษย์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านประสาทสัมผัส ความคิดสร้างสรรค์ สัญชาตญาณ และการตัดสินใจที่อาศัย วิจารณญาณ และสามัญสำนึก ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้มนุษย์แตกต่างและเหนือกว่า ปัญญาประดิษฐ์</p> <p> บทสรุปชี้ให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์ เป็นเพียงโปรแกรมที่มนุษย์สร้างขึ้น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือการใช้ร่วมกับมนุษย์ในรูปแบบของ Augmented Intelligence ซึ่งช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนและทำให้มนุษย์มีเวลาไปเน้นงานที่ต้องใช้ความคิดเชิงกลยุทธ์และความคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์ยังคงมีบทบาทสำคัญ ในการควบคุม กำกับดูแล และใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นเพียง เครื่องมือ เพื่อความอยู่รอดและการพัฒนาต่อไป</p> วุฒิศักดิ์ ธีระวิทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-28 2026-06-28 10 1 92 102