https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JEDU-SRRU/issue/feed
วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
2025-12-31T09:33:23+07:00
นางสาวปิยพร สีสันต์
journaledu@srru.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (Journal of Education Panyaphat Surindra Rajabhat University)</strong> เป็นวารสารวิชาการด้านการศึกษา จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการของคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย ครู และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา โดยมุ่งส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้และการแลกเปลี่ยนทางวิชาการที่มีคุณภาพ อันนำไปสู่การพัฒนาการจัดการศึกษา การเรียนการสอน และการพัฒนาผู้เรียนในทุกระดับ วารสารดำเนินการพิจารณาบทความตามหลักจริยธรรมการวิจัยและการตีพิมพ์ โดยใช้กระบวนการประเมินคุณภาพบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิแบบผู้ประเมินและผู้เขียนไม่ทราบชื่อซึ่งกันและกัน (Double-blind peer review) และควบคุมคุณภาพของบทความโดยผ่านการกลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่า 3 ท่านต่อบทความ ทั้งนี้ วารสารกำหนดเผยแพร่บทความไม่น้อยกว่า 4 บทความต่อฉบับ และจัดพิมพ์เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม–มิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม–ธันวาคม โดยมุ่งยกระดับคุณภาพวารสารให้เป็นไปตามมาตรฐานวารสารวิชาการระดับชาติ <br /><br /><strong>วัตถุประสงค์ของวารสาร (Objectives) </strong><br />วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพ ส่งเสริมการสร้างและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการศึกษา สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม แนวคิด และแนวปฏิบัติทางการศึกษาที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน สถานศึกษา ชุมชน และสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืนในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี<br /><br /><strong>ขอบเขตของวารสาร (Scope) </strong><br />วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ รับพิจารณาตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการด้านการศึกษาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมประเด็นด้านนวัตกรรมการเรียนการสอน นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา การพัฒนาหลักสูตรและการออกแบบการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลทางการศึกษา การบริหารและการจัดการศึกษา จิตวิทยาและการแนะแนวทางการศึกษา รวมถึงการศึกษาตลอดชีวิตและการเรียนรู้ด้วยตนเอง<br /><br /></p> <h1>ประกาศ</h1> <p>ประกาศวารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เรื่อง การปรับปรุงวัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มีนโยบายมุ่งพัฒนาคุณภาพวารสารให้เป็นไปตามมาตรฐานวารสารวิชาการระดับชาติ และเตรียมความพร้อมในการขอรับการประเมินเพื่อเข้าฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) สืบเนื่องจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) ได้ประกาศ เกณฑ์เพิ่มเติม (ใหม่) สำหรับการประเมินคุณภาพวารสารใหม่ที่ต้องการเข้าฐานข้อมูล TCI ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้การดำเนินงานของวารสารเป็นไปอย่างสอดคล้องกับเกณฑ์และแนวทางดังกล่าว กองบรรณาธิการวารสารจึงได้ดำเนินการปรับปรุง วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร ให้มีความชัดเจน ครอบคลุม และสอดคล้องกับมาตรฐานการประเมินคุณภาพวารสารทางวิชาการ ทั้งนี้ การปรับปรุงวัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสารดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วารสารปีที่ 3 ฉบับที่ 2 เป็นต้นไป กองบรรณาธิการจึงขอแจ้งให้ผู้นิพนธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ที่เกี่ยวข้องทราบโดยทั่วกัน และขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของวารสารด้วยดีเสมอมา ประกาศ ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2568 กองบรรณาธิการวารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์</p>
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JEDU-SRRU/article/view/4549
การพัฒนาผลการเรียนรู้ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 รายวิชาภาษาไทย เรื่อง คำเป็น คำตาย จากการใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ แบบเมอร์ด็อก MIA ประกอบการใช้สื่อดิจิทัลแบบตอบโต้
2025-12-14T15:27:32+07:00
พนม กองแดน
64121880101@srru.ac.th
พรรณนา ชื่นตา
64121880101@srru.ac.th
ณัฐริกา ยิ่งเชี่ยว
64121880101@srru.ac.th
สิริมาศ สุดใส
64121880101@srru.ac.th
พัชรี เขตต์จะโป๊ะ
maysrru@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบเมอร์ด็อก MIA ประกอบการใช้สื่อ การเรียนรู้ดิจิทัลแบบตอบโต้ เรื่องคำเป็น คำตาย ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อกา รจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนบ้านสำโรง–โคกเพชร จังหวัดสุรินทร์ ปีการศึกษา 2566 จำนวน 17 คน ได้มาด้วยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สื่อการเรียนรู้ดิจิทัลแบบตอบโต้ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เกณฑ์ประสิทธิภาพ E1/E2 และสถิติ t-test แบบกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า (1) การจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.58/89.70 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด</p> <p>(2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.21)</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JEDU-SRRU/article/view/3960
ผลการใช้ชุดการสอน รายวิชาการงานอาชีพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2025-06-20T12:21:55+07:00
ชัยนะรินทร์ ทับมะเริง
chainarin42@gmail.com
สหรัฐ อยู่ดี
Chainarin42@gmail.com
สหรัฐ สุวงค์
Chainarin42@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการสอนให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) หาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอน และ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดการสอน กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่่ 1/1 โรงเรียนหนองสนิทวิทยา จำนวน 24 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ ชุดการสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า T-test dependent ค่า E1/E2 และค่า E.I. ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดการสอนมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.12/83.23 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2) ดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนมีค่าเท่ากับ 0.7412 ซึ่งหมายความว่านักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง มีพัฒนาการการเรียนรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 74.12 และ 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JEDU-SRRU/article/view/4756
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เรื่อง การบวกและการลบ โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ
2025-06-09T15:05:08+07:00
ญาณินทร โตวณิชย์
poo3super@gmail.com
มนูญพงศ์ ชัยพันธุ์
poo3super@gmail.com
นาราภัทร รัตนพิรุณ
poo3super@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การบวกและการลบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/6 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศพัชรมณฑล ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 31 คน จากการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ชุดฝึกเสริมทักษะ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของชุดฝึกเสริมทักษะ เรื่องการบวกและการลบ มีค่าเท่ากับ 86.78/86.44 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกและการลบของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุดฝึกเสริมทักษะโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JEDU-SRRU/article/view/3387
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา เรื่อง พฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น โดยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดราชสิงขร
2024-06-13T15:21:35+07:00
พรชนก ปลื้มจิตร
cakeychikado@gmail.com
วีระ วงสรรค์
cakeychikado@gmail.com
<p> การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น โดยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 80 (2) ศึกษาความก้าวหน้าทางการเรียน เรื่อง พฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น โดยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (3) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง พฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น โดยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6</p> <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดราชสิงขร ห้อง ป.6/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 32 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย (1) ชุดเนื้อหาสาระและกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง พฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (2) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นและ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น โดยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนวัดราชสิงขร มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 80 (2) ความก้าวหน้าทางการเรียน เรื่อง พฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น โดยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าความก้าวหน้า อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 77 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดมากกว่าร้อยละ 50 (3) ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่องพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น โดยการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.28 , S.D. = 0.67)</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JEDU-SRRU/article/view/5872
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง องค์ประกอบของการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้สื่อเทคโนโลยีความจริงเสริม (AR) ร่วมกับวิธีการสอนแบบเทคนิคเพื่อนคู่คิด (THINK-PAIR-SHARE)
2025-12-16T12:13:01+07:00
กันทิสา ก่อแก้ว
j_waree@yahoo.com
จักรพงษ์ วารี
j_waree@yahoo.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาสื่อเทคโนโลยีความจริงเสริม เรื่อง องค์ประกอบของการสื่อสาร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีความจริงเสริม ร่วมกับวิธีการสอนแบบเทคนิคเพื่อนคู่คิด (THINK-PAIR-SHARE) 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีความจริงเสริม เรื่อง องค์ประกอบของการสื่อสาร ร่วมกับวิธีการสอนแบบเทคนิคเพื่อนคู่คิด (THINK-PAIR-SHARE) กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโคกอารักษ์ ต.กาเกาะ อ.เมือง จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 20 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 1 แผน 2) สื่อเทคโนโลยีความจริงเสริม จำนวน 1 ชุด 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 30 ข้อ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในงานวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ Paired Sample T-Test</p> <p> ผลการวิจัย</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. สื่อเทคโนโลยีความจริงเสริม มีค่าเฉลี่ย 4.89 และประสิทธิภาพ 83.12/86.66 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. คะแนนเฉลี่ยจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีความจริงเสริม ร่วมกับวิธีการสอนแบบเทคนิคเพื่อนคู่คิด (THINK-PAIR-SHARE) ของนักเรียนก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 12.00คะแนน หลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 26.00 คะแนน จากการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อเทคโนโลยีความจริงเสริม ร่วมกับวิธีการสอนแบบเทคนิคเพื่อนคู่คิด (THINK-PAIR-SHARE) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยสื่อเทคโนโลยีความจริงเสริม ร่วมกับวิธีการสอนแบบเทคนิคเพื่อนคู่คิด (THINK-PAIR-SHARE) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.63 และ S.D. = 0.60)</span></p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JEDU-SRRU/article/view/5939
การพัฒนาความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ MIA ตามทฤษฎีพหุปัญญาของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพิมพ์รัฐประชาสรรค์
2025-12-26T12:35:07+07:00
นาถนัดดา ฉัตรชัยรัตนเวช
korakoch.sk@bru.ac.th
ทัศวิน โขรัมย์
korakoch.sk@bru.ac.th
ทรรศนันท์ ชินศิริพันธุ์
korakoch.sk@bru.ac.th
กรกช ศิลปกอบ
korakoch.sk@bru.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้การจัดการเรียนการสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ดอค (MIA) ตามทฤษฎีพหุปัญญา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 2) เพื่อศึกษา ความพึงพอใจของนักเรียนในการเรียนการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ โดยใช้ การจัดการเรียนการสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ดอค (MIA) ตามทฤษฎีพหุปัญญา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 จำนวน 24 คน โรงเรียนพิมพ์รัฐประชาสรรค์ จังหวัดบุรีรัมย์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 แผน 2) แบบทดสอบสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 8 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้การพัฒนาการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเมอร์ดอค (MIA) ตามทฤษฎีพหุปัญญา มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรม การเรียนรู้การพัฒนาความสามารถการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเมอร์ดอค (MIA) ตามทฤษฎีพหุปัญญา โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.30, S.D. = 0.72)</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JEDU-SRRU/article/view/4426
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ รายวิชาการงานอาชีพ โดยใช้ชุดการสอนที่สอนโดยการสาธิต สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
2025-12-14T14:58:49+07:00
ชัยนะรินทร์ ทับมะเริง
chainarin42@gmail.com
ทัศนีย์ มชิโกวา
chainarin42@gmail.com
พิชญธิดา แก้วมาต
chainarin42@gmail.com
ปนัดดา สาระสุข
chainarin42@gmail.com
<p> การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดการสอนที่สอนโดยการสาธิต ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดการสอนที่สอนโดยการสาธิตและ 3) หาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนที่สอนโดยการสาธิต ประชากร ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนขยายโอกาส ในตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 1/2567 จำนวน 4 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านตะตึงไถง จำนวนนักเรียน 17 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ ชุดการสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบ ค่า t-test ค่า E1/E2 และ E.I.</p> <p> ผลวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. ชุดการสอนมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.76/85.10 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน (</span><img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /><span style="font-size: 0.875rem;"> =9.82/S.D.=2.43) และหลังเรียน (</span><img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /><span style="font-size: 0.875rem;"> = 25.53/S.D.=1.07) พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> <p> 3. ดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอนมีค่าเท่ากับ 0.7784 ซึ่งหมายความว่านักเรียนในกลุ่มตัวอย่างมีพัฒนาการการเรียนรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 77.84</p>
2025-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์