วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JEDU-SRRU <p><strong>วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (Journal of Education Panyaphat Surindra Rajabhat University)</strong> เป็นวารสารวิชาการด้านการศึกษา จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการของคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย ครู และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา โดยมุ่งส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้และการแลกเปลี่ยนทางวิชาการที่มีคุณภาพ อันนำไปสู่การพัฒนาการจัดการศึกษา การเรียนการสอน และการพัฒนาผู้เรียนในทุกระดับ วารสารดำเนินการพิจารณาบทความตามหลักจริยธรรมการวิจัยและการตีพิมพ์ โดยใช้กระบวนการประเมินคุณภาพบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิแบบผู้ประเมินและผู้เขียนไม่ทราบชื่อซึ่งกันและกัน (Double-blind peer review) และควบคุมคุณภาพของบทความโดยผ่านการกลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่า 3 ท่านต่อบทความ ทั้งนี้ วารสารกำหนดเผยแพร่บทความไม่น้อยกว่า 4 บทความต่อฉบับ และจัดพิมพ์เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม–มิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม–ธันวาคม โดยมุ่งยกระดับคุณภาพวารสารให้เป็นไปตามมาตรฐานวารสารวิชาการระดับชาติ <br /><br /><strong>วัตถุประสงค์ของวารสาร (Objectives) </strong><br />วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพ ส่งเสริมการสร้างและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการศึกษา สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม แนวคิด และแนวปฏิบัติทางการศึกษาที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน สถานศึกษา ชุมชน และสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืนในบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี<br /><br /><strong>ขอบเขตของวารสาร (Scope) </strong><br />วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ รับพิจารณาตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการด้านการศึกษาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมประเด็นด้านนวัตกรรมการเรียนการสอน การออกแบบการเรียนรู้และการพัฒนาหลักสูตร เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลทางการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียน และการจัดการศึกษาที่สนับสนุนกระบวนการจัดการเรียนการสอน</p> <p> </p> <p> </p> <h1>ประกาศ</h1> <p>ประกาศวารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เรื่อง การปรับปรุงวัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ มีนโยบายมุ่งพัฒนาคุณภาพวารสารให้เป็นไปตามมาตรฐานวารสารวิชาการระดับชาติ และเตรียมความพร้อมในการขอรับการประเมินเพื่อเข้าฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre: TCI) สืบเนื่องจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) ได้ประกาศ เกณฑ์เพิ่มเติม (ใหม่) สำหรับการประเมินคุณภาพวารสารใหม่ที่ต้องการเข้าฐานข้อมูล TCI ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้การดำเนินงานของวารสารเป็นไปอย่างสอดคล้องกับเกณฑ์และแนวทางดังกล่าว กองบรรณาธิการวารสารจึงได้ดำเนินการปรับปรุง วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร ให้มีความชัดเจน ครอบคลุม และสอดคล้องกับมาตรฐานการประเมินคุณภาพวารสารทางวิชาการ ทั้งนี้ การปรับปรุงวัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสารดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วารสารปีที่ 3 ฉบับที่ 2 เป็นต้นไป กองบรรณาธิการจึงขอแจ้งให้ผู้นิพนธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ที่เกี่ยวข้องทราบโดยทั่วกัน และขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของวารสารด้วยดีเสมอมา ประกาศ ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2568 กองบรรณาธิการวารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์</p> คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (FACULTY OF EDUCATION, SURINDRA RAJABHAT UNIVERSITY) th-TH วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 2985-0878 <p>ข้อความลิขสิทธิ์</p> ปรัชญาการศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JEDU-SRRU/article/view/5163 <p> บทความวิชาการเรื่อง ปรัชญาการศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของปรัชญาการศึกษาที่มีต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในบริบทสังคมร่วมสมัย โดยทำความเข้าใจคุณภาพชีวิตในความหมายเชิง องค์รวมซึ่งครอบคลุมทั้งมิติภายนอก เช่น ความรู้ ทักษะ และความสามารถในการดำรงชีวิตในสังคม และมิติภายใน ได้แก่ ความสุข ความหมายของชีวิต และการรู้จักตนเอง บทความนี้ใช้การวิเคราะห์เอกสารทางปรัชญาและการศึกษา ทั้งแนวคิดกระแสหลัก กระแสทางเลือก และปรัชญาการศึกษาตะวันออก โดยเฉพาะพุทธปรัชญา เพื่อพิจารณาบทบาทของการศึกษาในการเชื่อมโยงการเรียนรู้กับคุณภาพชีวิต ผลการวิเคราะห์พบว่า การศึกษาที่เน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ การสะท้อนคิด และการพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน สามารถเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะภายนอกเข้ากับคุณค่าภายในของผู้เรียน ได้อย่างสมดุล บทความสรุปว่า การศึกษาควรมุ่งพัฒนามนุษย์ให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีความหมายและมีคุณภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตในสังคมร่วมสมัย</p> นฐนกร ธงพุทธามนท์ ประครอง งามชัยภูมิ เบญญาภา เพิ่มบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์  มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 4 1 99 126 การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาการคูณทศนิยม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลองร่วมกับ Base Ten Blocks สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JEDU-SRRU/article/view/4235 <p> งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถ ในการแก้ปัญหาการคูณทศนิยม โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลองร่วมกับ Base Ten Blocks สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 10 คน โดยเลือกแบบเจาะจง โรงเรียนขนาดกลางแห่งหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองร่วมกับ Base Ten Blocks จำนวน 7 แผน 2) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาการคูณทศนิยม สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) แบบบันทึกท้ายปฏิบัติการแบบวงจร</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาการคูณทศนิยม หลังการใช้การจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลองร่วมกับ Base Ten Blocks โดยในวงจรปฏิบัติการที่ 1 มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 80 วงจรปฏิบัติการที่ 2 มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 90 การจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลองร่วมกับ Base Ten Blocks สามารถช่วยแก้ปัญหาการคูณทศนิยมของนักเรียนให้ดีขึ้น</p> โชคชัย แสนนาใต้ วรรณธิดา ยลวิลาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์  มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 4 1 1 16 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง เมทริกซ์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้ที่เน้นแบบอย่าง และกลวิธีตามแนวคิดของเมย์เนสและจูเลียน – ชูลต์ซ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JEDU-SRRU/article/view/4800 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เมทริกซ์ โดยการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่เน้นแบบอย่างและกลวิธีตามแนวคิดของเมย์เนสและจูเลียน-ชูลต์ซ และการจัดการเรียนรู้แบบปกติ ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมตามลำดับ นอกจากนี้ยังได้ทำการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดประดู่ในทรงธรรม จำนวน 47 คน ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้นักเรียนกลุ่มทดลอง มีผลสัมฤทธิ์สูงกว่า นักเรียนกลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> อิทธิวัฒน์ โตเจริญนิรัติศัย พัชราภรณ์ แก้วคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์  มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 4 1 17 34 ผลการใช้อินโฟกราฟิกร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดเชิงวิพากษ์รายวิชาการงานอาชีพ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JEDU-SRRU/article/view/4919 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา เป็นฐานร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิก ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ และความพึงพอใจของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/2 โรงเรียนเซนต์โยเซฟทิพวัล จังหวัดสมุทรปราการ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 25 คน ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ สื่ออินโฟกราฟิก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบวัดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 25.40 และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.06 สูงกว่าคะแนนก่อนเรียนที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 14.04 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.11 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทักษะ การคิดเชิงวิพากษ์ของนักเรียนมีพัฒนาการสูงขึ้น โดยมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละหลังเรียนเท่ากับ 84.67 สูงกว่าก่อนเรียนที่ร้อยละ 46.80 คิดเป็นผลต่างเฉลี่ยร้อยละ 37.87 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.81 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.33 นักเรียนเห็นว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบนี้ช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่าย กระตุ้นความสนใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วม ในการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ณัฐวิกาญจน์ เพ็งวงษ์ บุญรัตน์ แผลงศร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์  มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 4 1 35 56 การพัฒนาแบบวัดความฉลาดรู้ทางการเงินของนักศึกษาครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JEDU-SRRU/article/view/4893 <p> วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อพัฒนาแบบวัดความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับนักศึกษาครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี วิเคราะห์คุณภาพแบบวัด ความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับนักศึกษาครุศาสตรบัณฑิต และวิเคราะห์ความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับนักศึกษาครุศาสตรบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จำนวน 245 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบวัดความฉลาดรู้ทางการเงิน จำนวน 55 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายการวิเคราะห์ค่าความเที่ยงแบบสอดคล้องภายใน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาแบบวัดความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับนักศึกษาครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี มีองค์ประกอบและตัวชี้วัด ความฉลาดรู้การเงิน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความรู้ทางการเงิน เจตคติทางการเงิน และพฤติกรรมทางการเงิน 13 ตัวชี้วัดเครื่องมือประกอบด้วย ข้อคำถามแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 16 ข้อ ข้อคำถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับจำนวน 24 ข้อ 2) คุณภาพแบบวัดความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับนักศึกษาครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏ เทพสตรี แบบวัดมีความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ 0.91 โดยมีความเที่ยงด้านความรู้ทางการเงินเท่ากับ 0.76 ความเที่ยงด้านเจตคติทางการเงินเท่ากับ 0.89 และความเที่ยงด้านพฤติกรรมทางการเงินเท่ากับ 0.95 มีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์อยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 โดยองค์ประกอบด้านความรู้ทางการเงินมีค่าความยากอยู่ที่ 0.28 ถึง 0.79 นั่นคือข้อคำถามมีความยากอยู่ในระดับยากพอใช้ได้จนถึงง่ายพอใช้ได้ ค่าอำนาจจำแนก มีค่าอยู่ที่ 0.32 ถึง 0.60 3) ความฉลาดรู้ทางการเงินสำหรับนักศึกษาครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี อยู่ระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยความฉลาดรู้การเงินด้านความรู้ทางการเงินอยู่ที่ (M = 9.06 SD = 3.14) ระดับเจตคติทางการเงินโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.00 , S.D. = 0.61) ด้านที่มีค่ามากที่สุดคือ ด้านเจตคติต่อการใช้จ่ายและเก็บออมในระยะยาว รองลงมาคือ ด้านเจตคติต่อฐานะทางการเงินในปัจจุบันและอนาคต และข้อที่มีค่าน้อยที่สุดคือ ด้านเจตคติต่อการใช้เงินเพื่อตอบสนองความต้องการ ระดับพฤติกรรมทางการเงินโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.96 , S.D. = 0.69) ด้านที่มีค่ามากที่สุดคือ ด้านการไตร่ตรองก่อนซื้อ รองลงมาคือ ด้านการศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ รองลงมาได้แก่ ด้านการออมหรือการลงทุนที่เหมาะสม ด้านการตัดสินใจทางการเงินและจัดสรรเงินก่อนใช้ ด้านการตั้งเป้าหมายทางการเงิน และข้อที่มีค่าน้อยที่สุดคือ ด้านการดูแลการเงินส่วนบุคคลอย่างรอบคอบ </p> สุริยะ หาญพิชัย อัจฉราพรรณ ยิ้มห้อย ยุพา มั่นเขตกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์  มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 4 1 57 78 การส่งเสริมภาวะผู้นำเเบบประชาธิปไตยของนักเรียนผ่านการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐานในโรงเรียนประจำที่มีความหลากหลายชาติพันธุ์ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JEDU-SRRU/article/view/5994 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตยของนักเรียนในโรงเรียนประจำที่มี ความหลากหลายชาติพันธุ์ และ 2) ประเมินภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตยของนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนรายวิชา ส23101 สังคมศึกษา โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 60 จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบประเมินสาระสำคัญของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 2) แบบประเมินแผนกิจกรรมการเรียนรู้ และ 3) แบบประเมินภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตย เครื่องมือทุกฉบับผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้ทรงคุณวุฒิด้วยค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การตั้งปัญหาที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง การอภิปรายและตั้งสมมติฐานร่วมกัน การค้นคว้าและเรียนรู้ด้วยตนเอง การแลกเปลี่ยนและสร้างองค์ความรู้ร่วม การนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาและการตัดสินใจร่วม และการสะท้อนคิดและประเมินตนเอง โดยสาระสำคัญของการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสมในระดับมาก ( = 4.42, SD = 0.24) และแผนกิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ( = 4.92, SD = 0.11) 2) นักเรียนมีภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตยโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.63, SD = 0.13) สะท้อนว่าการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานสามารถส่งเสริมการมีส่วนร่วม การใช้เหตุผล การเคารพความแตกต่าง และความรับผิดชอบต่อส่วนรวมของนักเรียน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> อารีรัตน์ บุญรอด ชรินทร์ มั่งคั่ง กฤติภัทร สระทองชุน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ปัญญพัฒน์  มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 4 1 79 98