https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/issue/feed
วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
2025-12-29T11:40:11+07:00
Assoc. Prof. Sanyasorn Swasthaisong, Ph.D.
jmssnru@snru.ac.th
Open Journal Systems
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5177
ความคาดหวังต่อคุณภาพการให้บริการของงานคลัง คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
2025-05-20T16:25:17+07:00
เพ็ญศรี ชื่นชม
pensri.c@sci.kmutnb.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความคาดหวังต่อคุณภาพการให้บริการของงานคลัง คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และ 2) เปรียบเทียบระดับความคาดหวังต่อคุณภาพการให้บริการของงานคลัง คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรในคณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จำนวน 159 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูป Krejcie & Morgan และใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามมีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง .67-1.00 มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับความคาดหวังต่อคุณภาพการให้บริการของงานคลัง คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) บุคลากรคณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และสถานะการทำงานแตกต่างกัน มีความคาดหวังต่อคุณภาพการให้บริการของงานคลัง โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5254
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของผู้โดยสารชาวไทยในการใช้บริการเรือโดยสาร กรณีศึกษา: เรือโดยสารพลังงานไฟฟ้าในแม่น้ำเจ้าพระยา
2025-06-11T15:45:22+07:00
ศุภรัตน์ ดิษบรรจง
sathera.ch@mail.rmutk.ac.th
สถิระ ชัยชนะกลาง
sathera.ch@mail.rmutk.ac.th
พิทักษ์ วงแหวน
sathera.ch@mail.rmutk.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของผู้โดยสารชาวไทยที่ใช้บริการเรือพลังงานไฟฟ้าในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ และปัจจัยด้านพฤติกรรมการเดินทาง ได้แก่ ความถี่ในการใช้บริการ และเส้นทางที่ใช้ในการเดินทางกับความพึงพอใจ ที่ใช้บริการของผู้โดยสารในปี 2567 ประชากร คือ ผู้โดยสารที่เป็นชาวไทยที่ใช้บริการเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้าในแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 1,234 คนต่อวัน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้โดยสารชาวไทยที่แสดงความคิดเห็นผ่านแบบสอบถามออนไลน์ด้วยความสมัครใจ จำนวน 330 คน การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่เข้าถึงด้วยรหัสคิวอาร์ มีค่าความเที่ยงตรง .93 และค่าความเชื่อมั่น .82 การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ความพึงพอใจภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก โดยความพึงพอใจมากที่สุด คือ ความสะดวกสบายภายในเรือ ผลการศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในการใช้บริการ จำแนกตามปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และพฤติกรรมการเดินทางแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นปัจจัยด้านอายุและระดับการศึกษาที่ไม่แตกต่างกันทุกประเด็น ข้อเสนอแนะจากการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ควรเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและการคุณภาพบริการให้ดีขึ้น ควรศึกษาในกลุ่มผู้โดยสารชาวต่างชาติเพิ่มเติม และศึกษาปัจจัยด้านพฤติกรรมการเดินทางในเชิงลึก</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/4854
การประยุกต์ใช้ google sheets ในการจัดการข้อมูลเอกสารขาออกทางเรือ
2025-04-17T20:59:28+07:00
วันวิสา ด่วนตระกูลศิลป์
wanwisa.du@spu.ac.th
ธิดาทิพย์ เหลาแตว
Thidatip.Laotaew@gmail.com
อุทุมพร อยู่สุข
utyoos@rpu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้ google sheets ในการจัดการข้อมูลเอกสารขาออกทางเรือ และเพื่อลดระยะเวลาในการพิมพ์ข้อมูลและการคำนวณน้ำหนักของสินค้าขาออกทางเรือ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคือ พนักงานบริษัท กรณีศึกษา แผนกเอกสารขาออกทางเรือ จำนวน 5 คน ที่เป็นผู้ดูแลจัดการด้านข้อมูลและเอกสารให้แก่ลูกค้าบริษัท ซึ่งผู้วิจัยได้นำ google sheets ทดลองใช้กับกลุ่มนี้ เป็นการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลการเขียนโครงสร้างผังงานการทำงานแบบทำซ้ำ และผังแนวคิดทฤษฎีก้างปลา เพื่อหาปัญหาจากนั้นประยุกต์ใช้ google sheets ซึ่งวัดผลการดำเนินงานทดลองก่อนและหลังดำเนินงาน โดยใช้ชุดงานการส่งออกจำนวน 40 ชุดงาน ผลการวิจัยพบว่า 1) การประยุกต์ใช้ google sheets ในการจัดการข้อมูลเอกสารขาออกทางเรือทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น และก่อให้เกิดผลเชิงบวกต่อองค์กร อีกทั้งเข้ามาช่วยในการคำนวณข้อมูลตัวเลขที่มีจำนวนข้อมูลมาก และการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) การนำ google sheets มาประยุกต์ใช้สามารถลดเวลาได้ โดยก่อนการใช้ให้ผลรวมเวลาเฉลี่ย คือ 15.79 นาที และหลังจากใช้งานพบว่าผลรวมเวลาเฉลี่ย คือ 5.74 นาที ซึ่งมีส่วนช่วยให้การปฏิบัติงานมีความผิดพลาดและลดระยะเวลาลดลงได้ถึง 10.05 นาที</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5017
ผลกระทบของความสามารถของระบบสารสนเทศทางการบัญชีและการสนับสนุนจากองค์กรที่ส่งผลต่อประโยชน์จากการใช้ระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ (e-LAAS) ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนบน
2025-05-02T15:29:43+07:00
ปิยธิดา นาคประดิษฐ์
piyathida2259@gmail.com
ดารณี เอื้อชนะจิต
daranee.ua@spu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของความสามารถของระบบสารสนเทศทางการบัญชี และการสนับสนุนจากองค์กรที่ส่งผลต่อประโยชน์จากการใช้ระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ (e-LAAS) ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนบน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรในฝ่ายงานการเงินและบัญชีที่ปฏิบัติงานด้วยระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ (e-LAAS) ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนบน จำนวน 234 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณเพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถของระบบสารสนเทศทางการบัญชี ประกอบด้วย ความเสถียรของระบบสารสนเทศทางการบัญชีความยืดหยุ่นของระบบสารสนเทศทางการบัญชี และการบูรณาการของระบบสารสนเทศทางการบัญชี ส่งผลเชิงบวกต่อประโยชน์จากการใช้ระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ (e-LAAS) ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนบนด้านบรรลุเป้าหมายของงาน ด้านความถูกต้องของข้อมูล ด้านความทันเวลาของข้อมูล และด้านความพึงพอใจของทุกฝ่าย 2) การสนับสนุนจากองค์กร ประกอบด้วย การให้ความช่วยเหลือจากผู้บริหารองค์กร การให้การฝึกอบรมและพัฒนาการใช้ระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ (e-LAAS) และความพร้อมของทรัพยากรและการบริการทางเทคโนโลยี ส่งผลเชิงบวกต่อประโยชน์จากการใช้ระบบบัญชีคอมพิวเตอร์ (e-LAAS) ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ด้านบรรลุเป้าหมายของงาน ด้านความถูกต้องของข้อมูล ด้านความทันเวลาของข้อมูล และด้านความพึงพอใจของทุกฝ่าย</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5172
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลและการพัฒนานวัตกรรมในการจัดการเรียนรู้ของครู เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาสิชล 2
2025-05-17T16:15:12+07:00
กันทิมา ใจห้าว
kantima.jaihow@gmail.com
พิชามญชุ์ สุรียพรรณ
kjoojoop@gmail.com
ญาณิศา บุญจิตร์
yanisa.boo@sru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลและการพัฒนานวัตกรรมในการจัดการเรียนรู้ของครู 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลและการพัฒนานวัตกรรมในการจัดการเรียนรู้ของครู 3) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลและการพัฒนานวัตกรรมในการจัดการเรียนรู้ของครู เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาสิชล 2 โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบวิธีเชิงสำรวจ ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ประกอบด้วยระยะที่ 1 ศึกษาความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาสิชล 2 จำนวน 127 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม ระยะที่ 2 พัฒนาแนวทาง โดยการสนทนากลุ่ม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 8 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ระยะที่ 3 ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลและการพัฒนานวัตกรรมในการจัดการเรียนรู้ของครู เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาสิชล 2 ได้แก่ ด้านการสื่อสารดิจิทัล ด้านการพัฒนาองค์กรด้วยดิจิทัล ด้านการสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล และด้านการสื่อสารดิจิทัล ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลและการพัฒนานวัตกรรมในการจัดการเรียนรู้ของครู เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาสิชล 2 ควรมีการจัดอบรมและศึกษาดูงาน เพื่อเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการประชุมและสื่อสาร เพื่อสนับสนุนครูในการ พัฒนาและทดลองใช้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ 3) ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำดิจิทัลและการพัฒนานวัตกรรมในการจัดการเรียนรู้ของครู เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาสิชล 2 ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> </p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5200
แนวทางการบริหารสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนที่มีอากาศร้อนสูง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2
2025-05-23T23:33:14+07:00
วีระพงษ์ จิโนปง
weerapong55141643@gmail.com
กษิฎิฏฏ์ มีพรหม
Krueins@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารสภาพแวดล้อมภายใน ของโรงเรียนที่มีอากาศร้อนสูง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 และ 2) นำเสนอแนวทางการบริหารสภาพแวดล้อมภายในของโรงเรียนที่มีอากาศร้อนสูง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา จากโรงเรียนในตำบลล้อมแรด อำเภอเถิน จำนวน 5 โรงเรียน รวม 89 คน ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางแอ่ง ภูมิประเทศที่มีอุณหภูมิสูง โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐานและการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการบริหารอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดคือการคุ้มครองแหล่งน้ำ ส่วนที่มีคะแนนเฉลี่ยต่ำสุด คือ การตรวจสอบผลกระทบการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและการฝึกอบรมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้านสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยลำดับคะแนนเฉลี่ยเหมือนกับสภาพปัจจุบัน สำหรับความต้องการจำเป็น พบว่าด้านที่มีความต้องการสูงสุดคือการตรวจสอบผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความต้องการต่ำสุดคือการคุ้มครองแหล่งน้ำ สุดท้ายแนวทางการบริหารที่เสนอประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาขีดความสามารถด้านการปรับตัวต่อภูมิอากาศ การจัดการพื้นที่ภายนอกอาคาร และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลสิ่งแวดล้อมโรงเรียน</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5216
อิทธิพลของการรับรู้ความน่าเชื่อถือของอินฟลูเอนเซอร์บนติ๊กต็อกที่ส่งผลต่อ การซื้อเวย์โปรตีนแบบฉับพลันออนไลน์ของผู้บริโภค
2025-05-27T21:02:12+07:00
ขวัญฤดี ปานอินทร์
67109610012@rpu.ac.th
ฉัตยาพร เสมอใจ
chsame@rpu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้คุณลักษณะของอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก 2) ศึกษาระดับพฤติกรรมการซื้อเวย์โปรตีนแบบฉับพลันออนไลน์ของผู้บริโภค จำแนกตามประเภทของพฤติกรรม 3) วิเคราะห์อิทธิพลของการรับรู้คุณลักษณะของอินฟลูเอนเซอร์บนติ๊กต็อกที่มีต่อพฤติกรรมการซื้อเวย์โปรตีนแบบฉับพลันออนไลน์ ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร โดยจำแนกพฤติกรรมการซื้อแบบฉับพลันออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ แบบสมบูรณ์ แบบถูกเตือนความจำ แบบมีการเสนอแนะ และแบบวางแผนไว้ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภค อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 384 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามออนไลน์ผ่าน Google Form ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม .97 การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ความเชี่ยวชาญของอินฟลูเอนเซอร์เป็นปัจจัยที่ส่งผลในเชิงบวกและมีนัยสำคัญต่อพฤติกรรมการซื้อทั้ง 4 ประเภท ขณะที่ความน่าดึงดูดใจและความน่าเชื่อถือมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อแบบสมบูรณ์ ถูกเตือนความจำ และแบบมีการเสนอแนะ ส่วนความสอดคล้องของคอนเทนต์มีผลเฉพาะต่อการซื้อแบบมีการเสนอแนะ และการให้ข้อมูลการส่งเสริมการตลาดกลับมีอิทธิพลทางลบต่อการซื้อแบบวางแผนไว้ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญขององค์ประกอบด้านความเชี่ยวชาญและความน่าเชื่อถือของอินฟลูเอนเซอร์ในการกำหนดพฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบฉับพลัน และเสนอแนะแนวทางในการออกแบบกลยุทธ์การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5237
ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21: 8Cs ที่ส่งผลต่อการพัฒนาในวิชาชีพบัญชีของผู้ปฏิบัติงานด้านบัญชีในหน่วยงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
2025-06-23T22:14:44+07:00
ศุภัชฌา นิราราช
supatchaniraracha@gmail.com
ดารณี เอื้อชนะจิต
dara.uacha@gmail.com
ถิรวุฒิ ยังสุข
Tirawut.yo@spu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อศึกษาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21: 8Cs ที่ส่งผลต่อการพัฒนาในวิชาชีพบัญชีของผู้ปฏิบัติงานด้านบัญชีในหน่วยงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้ปฏิบัติงานด้านบัญชีในหน่วยงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขนาดกลุ่มตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 108 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในงานวิจัยนี้คือ แบบสอบถาม ซึ่งมีการนำไปใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่าผู้ปฏิบัติงานด้านบัญชีในหน่วยงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21: 8Cs โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ทักษะด้านคุณธรรม รองลงมา คือ ทักษะด้านการทำงานเป็นทีม ทักษะด้านการสื่อสาร ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะทางอาชีพ ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม และทักษะด้านการสร้างสรรค์ ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่าทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21: 8Cs ในทักษะด้านคุณธรรมและทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อการพัฒนาในวิชาชีพบัญชี ด้านการเป็นที่ปรึกษาที่เชื่อถือได้ ด้านบุคลิกภาพเชิงบวกที่ดีและด้านความยั่งยืนในวิชาชีพบัญชี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .10</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5289
ผลกระทบของสภาพแวดล้อมขององค์กรที่ส่งผลต่อการดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับทางภาษีอากรของผู้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในเขตสำนักงานสรรพากรพื้นที่นนทบุรี 1
2025-06-11T11:20:14+07:00
ธุวานนท์ ทนดี
tuwanontondee@gmail.com
ดารณี เอื้อชนะจิต
daranee.ua@spu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพแวดล้อมภายในขององค์กรที่ส่งผลต่อการดำเนินการ ตามระเบียบข้อบังคับทางภาษีอากร 2) ศึกษาสภาพแวดล้อมภายนอกขององค์กรที่ส่งผลต่อการดำเนินการตามระเบียบ ข้อบังคังภาษีอากร กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้เสียภาษีนิติบุคคลในเขตสำนักงานสรรพากรพื้นที่นนทบุรี 1 จำนวน 396 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบสมมติฐานการวิจัยด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ผู้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในเขตสำนักงานสรรพากรพื้นที่นนทบุรี 1 มีความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมขององค์กรโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านระดับมากที่สุด คือ ด้านประสบการณ์ทางภาษี รองลงมาคือ การใช้เทคโนโลยีทางบัญชีและการบริหารจัดการด้านภาษี ผลการศึกษาสภาพแวดล้อม พบว่าสภาพแวดล้อมภายในและสภาพแวดล้อมภายนอกขององค์กร มีผลเชิงบวกต่อความสามารถในการปฏิบัติตามระเบียบภาษีอากรอย่างถูกต้อง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/4635
แนวทางการพัฒนาโลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจังหวัดเลย
2025-06-25T20:16:36+07:00
รดาศา เนตรแสงสี
radasa.net@lru.ac.th
ภัชธีญา บุญฤทธิ์
patchateeya.boon@lru.ac.th
กาญจนา ศรีบุรินทร์
kanjana.sri@lru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยว 2) ศึกษาคุณภาพการบริการโลจิสติกส์การท่องเที่ยวที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพจัดการโลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาโลจิสติกส์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในจังหวัดเลย เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดเลย จำนวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้ให้บริการด้านสุขภาพ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง จำนวน 30 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การถดถอยเชิงพหุคูณ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์โดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวร่วมกับครอบครัวและเพื่อนในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ มีความชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่ภูเขาและดอย เลือกที่พักประเภทโรงแรมหรือรีสอร์ตและมีงบประมาณในการท่องเที่ยวประมาณ 3,000-5,000 บาท 2) ปัจจัยด้านโลจิสติกส์และศักยภาพด้านโลจิสติกส์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยด้านโลจิสติกส์การท่องเที่ยวด้านสถานที่และด้านการให้บริการมีอิทธิพลต่อศักยภาพด้านโลจิสติกส์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจังหวัดเลย ร้อยละ 32.6 3) แนวทางการพัฒนาโลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพควรพัฒนาทักษะและศักยภาพบุคลากร พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการขนส่งการส่งเสริมการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างมาตรฐานการบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการบริหารจัดการโลจิสติกส์ในพื้นที่อย่างบูรณาการเพื่อให้เกิดความอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5048
แนวทางการบริหารการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1
2025-05-02T10:30:32+07:00
ธิติวุฒิ หลิ่มเทศ
wipawee180646@gmail.com
ดวงพร อุ่นจิตต์
wipawee180646@gmail.com
<p class="s8">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการบริหารจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 1 และ 2) ศึกษาแนวทางการบริหารการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต<strong> 1 </strong>การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูจำนวน 197 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับแนวทางการบริหารการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และแบบบันทึกการสนทนากลุ่ม สำหรับรวบรวมข้อคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ และแบบตรวจสอบความเหมาะสมของแนวทางการบริหารการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ ที่ใช้เพื่อประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางที่เสนอวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการจำเป็นสูงสุดคือด้านการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ รองลงมาคือการพัฒนา การวางแผน การบริหารหลักสูตร การรับฟังเสียงสะท้อน การประเมินผล และการพัฒนาครูตามลำดับส่วนแนวทางการบริหารจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ประกอบด้วย 7 ด้าน 34 แนวทาง ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ในการวางแผนและยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาสได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5253
ความพร้อมของสำนักงานบัญชีและความเป็นมืออาชีพทางบัญชีที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านบัญชีของสำนักงานบัญชีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
2025-06-11T11:25:14+07:00
ณัฐพร ดวงแก้ว
doungkaew29nut@gmail.com
ดารณี เอื้อชนะจิต
dara.uacha@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความพร้อมของสำนักงานบัญชีในด้านการบริหารจัดการองค์กร ด้านกระบวนการทำงาน ด้านบุคลากรและด้านเทคโนโลยี ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานด้านบัญชี ซึ่งประกอบด้วย ความถูกต้องของข้อมูลบัญชี ความตรงเวลาของการรายงาน การจัดการข้อมูลอย่างรวดเร็ว และความพึงพอใจของลูกค้า และศึกษาความเป็นมืออาชีพทางบัญชี ได้แก่ การมีทักษะที่เหมาะสม การปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐาน ความรับผิดชอบและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในด้านเดียวกัน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างโดย จำนวน 349 แห่ง ซึ่งเป็นสำนักงานบัญชีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ความพร้อมของสำนักงานบัญชีและความเป็นมืออาชีพทางบัญชี ส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานทั้งในด้านความถูกต้องของข้อมูลบัญชี ความตรงเวลาของการรายงาน การจัดการข้อมูลอย่างรวดเร็ว และความพึงพอใจของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยในครั้งนี้สำนักงานบัญชีสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาความพร้อมและความเป็นมืออาชีพทางบัญชี โดยเน้นการปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร กระบวนการทำงาน ทักษะและความรู้ของบุคลากร รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้านบัญชีให้ถูกต้อง รวดเร็ว ทันเวลา และสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/3507
คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูสังกัดอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช
2024-05-27T21:00:29+07:00
อรษา บุญวงค์
orasa.bunwong@gmail.com
พระครูวินัยธรวุฒิชัย ชยวุฑฺโฒ
wattchai.pet@mbu.th
สุภัทรา ภูษิตรัตนาวสี
Orasa.bunwong@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู 2) ประสิทธิผลสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู 3) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู และ 4) ตัวแปรที่ใช้ในการพยากรณ์คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 182 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยอย่างง่าย ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูสังกัดอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูสังกัดอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยความสามารถในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาสถานศึกษา ความสามารถแก้ปัญหาภายในสถานศึกษา มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ส่วนความสามารถในการผลิตนักเรียน ให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธิผลของสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูสังกัดอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกทุกด้านและมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันระหว่างคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษา กับประสิทธิผลของสถานศึกษา มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง เท่ากับ .720 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .001 4) ตัวแปรพยากรณ์ที่ใช้ในการพยากรณ์คุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูสังกัดอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยการใช้การวิเคราะห์ถดถอยอย่างง่าย พบว่า ด้านวิสัยทัศน์ ด้านวิชาการ และ ด้านคุณธรรม จริยธรรม สามารถร่วมกันทำนายประสิทธิผลของสถานศึกษา</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5204
การพยากรณ์อุปสงค์ในการสั่งซื้อวัตถุดิบ และการปรับปรุงการจัดการสินค้าคงคลัง กรณีศึกษา โรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในอำเภอศรีราชา
2025-05-27T21:06:20+07:00
กุลนิดา กูลระวัง
Kunnida_ku@rmutto.ac.th
อุษา สถิตย์มั่น
Usa_sa@rmutto.ac.th
สุภาภรณ์ บุญเจริญ
supaporn_bo@rmutto.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์การจัดกลุ่มสินค้าโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการจัดกลุ่มสินค้าโดยวิเคราะห์สินค้าที่มีการหมุนเวียนเร็ว หมุนเวียนช้า และหมุนเวียนน้อยหรือไม่มีการหมุนเวียนเลย (FSN analysis) 2) นำเทคนิคการพยากรณ์แบบวิธีแยกส่วนประกอบ มาใช้ในการกำหนดจุดสั่งซื้อใหม่ (Re-Order Point: ROP) ปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด (Economic Order Quantity: EOQ) และระดับการจัดเก็บสินค้าที่ปลอดภัย ประชากร คือ สินค้าของโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งในอำเภอศรีราชา ทั้งหมด 257 รายการ กลุ่มตัวอย่าง คือ สินค้าที่ได้จากการจัดกลุ่มของสินค้าตามทฤษฎี FSN analysis โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้จะเป็นสินค้าในหมวด Raw Material Popcorn และรายการสินค้าในหมวด Packaging ซึ่งจะนำสินค้ามาแบ่งกลุ่มตามทฤษฎี FSN analysis สถิติที่ใช้ในการพยากรณ์ใช้เทคนิคการพยากรณ์ โดยวิธีแยกส่วนประกอบ การหาปริมาณการสั่งซื้อที่ประหยัด การกำหนดจุดสั่งซื้อใหม่ และระดับสินค้าคงคลังที่ปลอดภัย (Safety Stock: SS) เพื่อใช้ในการศึกษาและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่การจัดเก็บที่มีมากกว่าปริมาณความต้องการสินค้า พบว่า สินค้าที่มีความคลาดเคลื่อนมากที่สุด คือ Cup 32 oz สินค้าที่มีความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด คือ Material Popcorn Oli และความคลาดเคลื่อนโดยรวมของสินค้าทั้ง 14 ชนิดอยู่ที่ร้อยละ 42.76 ปริมาณในการจัดเก็บสินค้าพักคอยเฉลี่ยอยู่ที่ 245 ชิ้นต่อวัน จาก 475 ชิ้นต่อวัน ซึ่งลดลงร้อยละ 42 จากปริมาณสินค้าทั้งหมดในหมวด Packaging และ Raw Material Popcorn ซึ่งส่งผลให้มีการจัดเก็บสินค้าที่ลดลงและลดโอกาสในการเกิดสินค้าเน่าเสียก่อนวันหมดอายุได้</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5173
แนวทางในการสร้างภาพยนตร์ไทยแนวสยองขวัญให้ประสบความสำเร็จ
2025-06-09T16:08:58+07:00
ธนกฤต กุมภวัลย์
thanakit.kumpawan2537@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบและภาษาภาพยนตร์ของภาพยนตร์ไทยแนวสยองขวัญที่ส่งผลให้ภาพยนตร์สยองขวัญประสบความสำเร็จ โดยใช้วิธีการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ จากการวิเคราะห์แนวคิดองค์ประกอบภาพยนตร์ และแนวคิดภาษาของภาพยนตร์ นำมาประกอบกับการวิเคราะห์ภาพยนตร์ไทยแนวสยองขวัญที่ทำรายได้มากที่สุดทั้งหมด 10 เรื่อง และนำข้อมูลมาสังเคราะห์เพื่อนำเสนอผลการวิจัย จากการศึกษานี้ผู้วิจัยสามารถแบ่งออกได้ 2 ด้าน และมีข้อสรุปพบว่า ด้านที่ 1 แนวคิดองค์ประกอบภาพยนตร์ โดยวิเคราะห์จาก โครงเรื่อง พบว่า ภาพยนตร์ไทยแนวสยองขวัญส่วนใหญ่เริ่มเรื่องไปตามลำดับเหตุการณ์ โดยมีการพัฒนาเหตุการณ์ด้วยกัน 5 ขั้นตอน นอกจากนี้แก่นเรื่องจะพบว่า ภาพยนตร์ส่วนมากจะมีการสอดแทรกแก่นความคิดของแต่ละเรื่องไว้ในบริบทของทั้งเรื่อง โดยส่วนมากจะปรากฏแก่นเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรม ซึ่งจะเป็นการชักจูง แนะนำให้สนใจในเรื่องศีลธรรม รวมไปถึงตัวละคร ทุกตัวมีความสำคัญอย่างมากในการดำเนินเรื่องราว มีการกล่าวถึงตัวละครแต่ละประเภทประกอบไปด้วย ด้านที่ 2 แนวคิดภาษาของภาพยนตร์ จะประกอบด้วย องค์ประกอบด้านสี พบว่ามีการใช้องค์ประกอบด้านสีหลัก 3 ประเภท ได้แก่ สีที่เกิดจากฉาก สีที่เกิดจากการจัดแสง สีของแหล่งกำเนิดแสงในฉาก และสีที่เกิดจากการใช้เทคนิคพิเศษทางภาพ และองค์ประกอบด้านการถ่ายภาพยนตร์ พบว่าใช้องค์ประกอบภาพ ทั้งหมดเพื่อให้คนดูมีความรู้สึกถึงอารมณ์ ติดตามความเคลื่อนไหวของตัวละคร ตลอดจนบทสนทนาของนักแสดง</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5277
การยอมรับเทคโนโลยีและส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อ การตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน
2025-06-25T20:06:51+07:00
จ้วง เทียนเป่ย
ztpokc@gmail.com
ศิริกานดา แหยมคง
Sirikarnda_yea@uru.ac.th
อิราวัฒน์ ชมระกา
chomraka@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสำคัญของการยอมรับเทคโนโลยี ส่วนประสมทางการตลาด และการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน และ 2) ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยี และส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่อาศัยในนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 385 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) การยอมรับเทคโนโลยี ส่วนประสมทางการตลาดและการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การยอมรับเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าในนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ด้านทัศนคติที่มีต่อการใช้ ความง่ายในการใช้งาน ความตั้งใจที่จะใช้ และการรับรู้ถึงประโยชน์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับการยอมรับเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าในนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ร้อยละ 47.40 และ ส่วนประสมทางการตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านการส่งเสริมการตลาด และด้านราคามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ร้อยละ 58.70</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5294
Management of AI chatbots in education: A systematic literature review
2025-07-03T09:15:29+07:00
Saratchan Ploybut
saratchan.plo@dpu.ac.th
<p>This systematic literature review (SLR) examines the current applications of AI chatbots in education by analyzing 30 peer-reviewed articles indexed in Scopus and published between 2020 and 2025. Following the PRISMA 2020 framework, this study addressed four key objectives: 1) to explore the current patterns of AI chatbot usage, 2) to identify and analyze the perceived benefits of AI chatbots in education, 3) to examine the key challenges of AI chatbots in education, and 4) to propose evidence-based management strategies that can support the responsible and effective implementation of AI chatbots in education. The study revealed that AI chatbots were predominantly employed to personalize learning, enhance student engagement, facilitate self-regulated learning, and streamline administrative tasks. Benefits included improved access to educational resources, enhanced writing and research skills, and more efficient classroom, management. On the other hand, concerns persist regarding data privacy, ethical implications, and academic integrity, particularly as students may leverage these tools for educational misconduct, alongside the potential negative impact on critical thinking skills. To mitigate this concern, the study suggested that institutions formulated clear policies, facilitate faculty training, align chatbot integration with pedagogical goals, and implement continuous evaluation mechanisms. The study aimed to provide evidence based – insight for educators, and policymakers involved in the integration of AI chatbots within educational settings.</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5020
การออกเเบบสื่อประชาสัมพันธ์โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมวัดอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
2025-04-30T00:03:11+07:00
ณัฐพล เกตุอุบล
ketubonball01@gmail.com
วิเชษฐ์ แสงดวงดี
vichet.sae@siam.edu
ปัญจเวช บุญรอด
panjawetch.boo@siam.edu
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างสื่อประชาสัมพันธ์วัดอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยการมีชุมชนส่วนร่วม และ 2) ศึกษาความพึงพอใจในการใช้สื่อประชาสัมพันธ์แบบมีส่วนร่วมของชุมชนและการปลูกจิตสำนึกกระตุ้นให้คนในชุมชน นักท่องเที่ยวให้เกิดการอนุรักษ์โบราณสถาน วัดอ้อมใหญ่ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ พระสงฆ์ ผู้นำชุมชน ครู นักเรียน ประชาชน และนักท่องเที่ยวในตำบลอ้อมใหญ่ จำนวน 120 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม 3 ชุด ประกอบด้วย 1) ความต้องการใช้สื่อในชุมชน 2) ความเหมาะสมของสื่อประชาสัมพันธ์ และ 3) ความพึงพอใจต่อการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ที่พัฒนา การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจต่อสื่อประชาสัมพันธ์อยู่ในระดับมากที่สุด ความพึงพอใจด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนอยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงพอใจด้านการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์โบราณสถานอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5238
The relationship between Ho-Ren-So communication, workplace happiness and job performance of employees at a Japanese electric wire manufacturing company in Thailand
2025-07-01T20:47:52+07:00
Pichet Udomsamak
udomsamak.p@gmail.com
Chotiwit Neimkeaw
udomsamak.p@gmail.com
Chantanee Kongsuk
udomsamak.p@gmail.com
Chomphunut Khueankaew
udomsamak.p@gmail.com
Sarocha Somsri
udomsamak.p@gmail.com
<p>This research aimed to 1) study the levels of Ho-Ren-So communication, workplace happiness, and job performance among employees of a Japanese electric wire manufacturing company in Thailand; 2) compare the job performance of employees based on personal factors including gender, age, and length of service within the organization, and 3) examine the relationship between job performance, Ho-Ren-So communication, and workplace happiness among the company’s employees. This quantitative study was conducted among 210 employees using an online questionnaire comprising four sections: general information, a Ho-Ren-So communication scale, workplace happiness, and job performance. Statistical analyses used in this study comprised percentage, mean, standard deviation. Independent sample t-test, one-way ANOVA, and Pearson’s product-moment correlation coefficient were utilized to examine the relationships between variables. The research findings revealed that: 1) There were no significant differences in job performance among employees across different gender, age, and length of employment. 2) Ho-Ren-So communication was found to have a moderately positive correlation with job performance, statistically significant at the .01 level (r = .752). Similarly, workplace happiness exhibited a strong positive correlation with job performance, statistically significant at the .01 level (r = .839).</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5242
ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการให้บริการด้านโลจิสติกส์ กรณีศึกษา บริษัทผู้ให้บริการ โลจิสติกส์ขนาดกลางแห่งหนึ่ง
2025-06-11T11:15:20+07:00
มธุรดา หีตชนะ
maturada1996@gmail.com
ประภาศรี พงศ์ธนาพาณิช
rapasri.phongthanapanich@gmail.com
กุลนิดา กูลระวัง
kunnida_979@hotmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการให้บริการด้านโลจิสติกส์ และ2) ศึกษาปัจจัยองค์การที่มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จในการให้บริการด้านโลจิสติกส์ของบริษัทผู้ให้บริการโลจิสติกส์ขนาดกลางแห่งหนึ่ง เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยผู้วิจัยไม่สามารถระบุจำนวนประชากรที่แน่ชัดได้อย่างชัดเจน จึงใช้วิธีการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Cochran โดยกำหนดระดับความเชื่อมั่นที่ 95% ซึ่งเบื้องต้นจะได้กลุ่มตัวอย่างขั้นต่ำ 385 คนและมีการสำรองความคลาดเคลื่อนของกลุ่มตัวอย่าง 5% เท่ากับ 15 คน ดังนั้นจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มีทั้งหมด 400 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ (Google Form) โดยเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อสารออนไลน์ เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก และอีเมล รวมถึงการเผยแพร่คิวอาร์โค้ด เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงแบบสอบถามได้อย่างสะดวก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้ใช้บริการด้านโลจิสติกส์ที่มีอายุ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน มีความพึงพอใจในบริการต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ปัจจัยด้านภาระงานมีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการให้บริการด้านโลจิสติกส์สูงที่สุด รองลงมาคือด้านโครงสร้าง ด้านคน และด้านเทคโนโลยีตามลำดับ ซึ่งสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความสำเร็จในการให้บริการได้ร้อยละ 60.30</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5313
ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา: ศึกษากรณีการหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งความยินยอม
2025-07-01T10:27:30+07:00
ปุณยาภรณ์ แก้วมาลา
punyaporn.kae@dome.tu.ac.th
<p>กฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานข่มขืนในปัจจุบันมีการกำหนดรูปแบบการกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราไว้เพียง 4 กรณี คือ 1) ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ 2) ใช้กำลังประทุษร้าย 3) อยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และ 4) ทำให้เข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น แต่การกระทำผิดอันเกิดจากการหลอกลวงไม่ว่าจะเป็นการออกกลอุบายให้ผู้อื่นเชื่อใจคล้อยตาม หรือหลอกเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในสาระสำคัญของการกระทำจนผู้นั้นตกลงยินยอมนั้น ไม่ได้มีการบัญญัติไว้ในรูปแบบของการกระทำของมาตราดังกล่าวแต่อย่างใด บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความชัดเจนและความเหมาะสมของการตีความบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 เกี่ยวกับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา โดยมีการทบทวนตัวบทกฎหมาย ข้อคิดเห็นในวงวิชาการ และคำพิพากษาของศาลฎีกา ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักที่ว่ากฎหมายอาญาต้องตีความอย่างเคร่งครัด จากการศึกษาพบว่ารูปแบบของการหลอกลวงเพื่อให้มาซึ่งความยินยอมนั้นมีอยู่ 2 รูปแบบ กล่าวคือ การหลอกลวงในสาระสำคัญของการกระทำและการหลอกลวงในมูลเหตุ โดยผู้เขียนได้เสนอแนะให้ปรับปรุงบทบัญญัติมาตรา 276 ให้ครอบคลุมรูปแบบการหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งความยินยอม โดยไม่ต้องจำกัดรูปแบบของการกระทำไว้เพียงทั้งสี่กรณี หรืออาจปรับเปลี่ยนให้รูปแบบดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการกระทำอย่างใดเป็นการข่มขืนใจหรือปราศจากความยินยอมเท่านั้น หรือกำหนดบทบัญญัติใหม่ที่ระบุถึงการกระทำลักษณะดังกล่าวโดยเฉพาะเจาะจง โดยกำหนดให้ชัดเจนว่าการหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งความยินยอมในลักษณะใดจะเป็นความผิดและลักษณะใดจะไม่เป็นความผิด ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่า ลักษณะการหลอกลวงในสาระสำคัญของการกระทำควรเป็นความผิด เนื่องจากเป็นการหลอกเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจผิดในสาระสำคัญของการกระทำ แต่ลักษณะการหลอกลวงในมูลเหตุไม่ควรเป็นความผิด เนื่องจากไม่ได้ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าการกระทำนั้นคือการมีเพศสัมพันธ์ หากแต่เป็นเพียงการชักจูงใจเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าร่วมกิจกรรมทางเพศด้วยเท่านั้น</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5279
คุณสมบัติของซอฟต์แวร์ความเข้าถึงได้ของระบบและต้นทุนซอฟต์แวร์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล
2025-07-05T17:18:33+07:00
นิรดา มาสดใส
hi.da.acc@gmail.com
ฐิตาภรณ์ สินจรูญศักดิ์
titaporn.si@spu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณสมบัติของซอฟต์แวร์บัญชี ที่มีผลต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 2) เพื่อศึกษาความเข้าถึงได้ของระบบซอฟต์แวร์บัญชี ที่มีผลต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 3) เพื่อศึกษาราคาของซอฟต์แวร์บัญชี ที่มีผลต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้จัดการผู้ปฏิบัติงานแผนกบัญชี ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 400 คน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบใช้การทดสอบการวิเคราะห์สถิติเชิงอนุมาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณสมบัติของซอฟต์แวร์บัญชีส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชี ด้านความถูกต้องของข้อมูลบัญชี ด้านความน่าเชื่อถือ ด้านความเข้าใจได้ ด้านความทันเวลา และด้านการตัดสินใจการใช้ข้อมูล 2) ความเข้าถึงได้ของระบบซอฟต์แวร์บัญชีส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชี ด้านความถูกต้องของข้อมูลบัญชี ด้านความน่าเชื่อถือ ด้านความเข้าใจได้ ด้านความทันเวลา และด้านการตัดสินใจการใช้ข้อมูล 3) ราคาของซอฟต์แวร์บัญชี ส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชี ด้านความถูกต้องของข้อมูลบัญชี ด้านความน่าเชื่อถือ ด้านความเข้าใจได้ ด้านความทันเวลา และด้านการตัดสินใจการใช้ข้อมูล</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5368
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ (กพร.) ของคณะ/ หน่วยงานในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
2025-06-28T22:08:32+07:00
เพ็ญพิชญา บรรหาร
phenpitchaya.b@msu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงาน และวิเคราะห์ผลการดำเนินงานตามคำรับรองการปฏิบัติราชการของคณะ/หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงาน กพร. จำนวน 86 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานตามคำรับรองฯ ของคณะ/หน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานตามคำรับรองฯ ในระดับมากทุกด้าน โดยปัจจัยด้านการบริหารจัดการและด้านนโยบายมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านบุคลากร และด้านวัฒนธรรมองค์กรกับทรัพยากร/สิ่งสนับสนุน จากการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ พบว่าปัจจัยด้านบุคลากรและทรัพยากร/สิ่งสนับสนุนมีความสัมพันธ์ในทางบวกกับการดำเนินงานตามคำรับรองฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .381) และปัจจัยด้านบุคลากรยังมีความสัมพันธ์ในระดับสูงมากกับปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร (r = .570) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาศักยภาพบุคลากรมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง และสนับสนุนการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากผลการวิจัย ได้แก่ 1) ส่งเสริมบทบาทของผู้นำในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร 2) พัฒนาศักยภาพบุคลากรควบคู่กับการปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรผ่านการอบรมด้าน soft skills 3) บูรณาการค่านิยมหลักขององค์กรเข้าสู่การดำเนินงานประจำวันอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินงานตามคำรับรองฯ</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5395
การวิเคราะห์ต้นทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อยกระดับรายได้กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ข้าวฮางงอก บ้านโคกสว่าง ตำบลเชียงเครือ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
2025-06-28T22:13:14+07:00
จินตนา จันทนนท์
jintana.jan2469@gmail.com
นิรมล เนื่องสิทธะ
nnueangsittha@gmail.com
ศักดาเดช กุลากุล
sak.kulakul@gmail.com
นวรัตน์ สุรัติวรพัทธ์
Nawarat2626994@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การวิเคราะห์ต้นทุนผลิตภัณฑ์ข้าวฮางงอก และ 2) การพัฒนาและแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อยกระดับรายได้ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านโคกสว่าง จังหวัดสกลนคร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจำนวน 30 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ และการเก็บข้อมูลต้นทุนจริง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา เช่น อัตราผลตอบแทน มูลค่าปัจจุบันสุทธิ ระยะเวลาคืนทุน และจุดคุ้มทุน ผลการวิจัย พบว่า การลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์มีมูลค่ารวม 3,012,900 บาท ต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ย 19 บาทต่อกิโลกรัม ปริมาณการผลิตรวม 24,000 กิโลกรัม ราคาขายปลีกเฉลี่ย 60.15 บาทต่อถุง ราคาขายส่งเฉลี่ย 53.59 บาทต่อกิโลกรัม ต้นทุนการผลิตรวม 1,443,540 บาท ยอดขายปลีก 1,920,000 บาท มีกำไรสุทธิ 476,460 บาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 19.85 จุดคุ้มทุน 21,113 ถุง คิดเป็นมูลค่า 1,689,041.60 บาท ใช้ระยะเวลาคืนทุน 3 ปี ในส่วนของการพัฒนาและแปรรูปผลิตภัณฑ์ พบว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามารถพัฒนา “สบู่แสนสุข” จากผงข้าวฮางงอก โดยเน้นจุดขายด้านธรรมชาติและสุขภาพ ส่งผลให้มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 25,000 – 30,000 บาทต่อปี หรือร้อยละ 10 ของรายได้รวม มียอดเงินทุนหมุนเวียนต่อปี 665,040 บาท โดยต้นทุนการผลิตราคาส่ง 507,600 บาท ค่าใช้จ่ายบริหาร 157,440 บาท มูลค่าปัจจุบันสุทธิราคาขายปลีก 2,580,420 บาท คืนทุนใน 3 ปี 6 เดือน และราคาขายส่ง 2,348,100 บาท คืนทุนใน 3 ปี ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกับการจัดการต้นทุนอย่างมีระบบ เพื่อสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจระดับฐานราก สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบในการบริหารจัดการและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่อื่น ๆ รวมถึงการกำหนดนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนโดยอิงจากศักยภาพเชิงพื้นที่และวัตถุดิบในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5326
ปัจจัยของการยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศทางการบัญชีและการเลือกใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางการบัญชี ERP ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชีของกลุ่มบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเขตภาคกลาง
2025-06-28T22:14:07+07:00
สุดารัตน์ คงชัยยะ
Sudarat.koc@spumail.net
ฐิตาภรณ์ สินจรูญศักดิ์
Titaporn.si@spu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาปัจจัยของการยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศทางการบัญชีที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชีของกลุ่มบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเขตภาคกลาง 2) เพื่อศึกษาการเลือกใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางการบัญชี ERP ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชีของกลุ่มบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเขตภาคกลาง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้ทำบัญชีของกลุ่มบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเขตภาคกลางจำนวน 305 ราย วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรรณาเพื่ออธิบายลักษณะทั่วไปของข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม และการวิเคราะห์โดยใช้สถิติการถดถอยเชิงพหุคูณเพื่อทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยพบว่า การยอมรับเทคโนโลยีสารสนเทศทางการบัญชีด้านความถูกต้อง ด้านความน่าเชื่อถือ ด้านความทันต่อเวลา และด้านความเข้าใจได้ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชีของกลุ่มบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเขตภาคกลาง อย่างมีนัยสำคัญอยู่ในระดับที่ .01 และ .05 การเลือกใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางการบัญชี ERP ด้านความถูกต้อง ด้านความน่าเชื่อถือ ด้านความทันต่อเวลา และด้านความเข้าใจได้ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดทำบัญชีของกลุ่มบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเขตภาคกลาง อย่างมีนัยสำคัญอยู่ในระดับที่ .01 และ .05</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5434
ปัจจัยความชำนาญด้านภาษีอากรและสภาพแวดล้อมภายในที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีและความพึงพอใจต่อระบบภาษีของนักตรวจสอบภาษี สำนักงานสรรพากรภาค 1
2025-07-02T21:11:04+07:00
ธนพร นฤภัย
thanaporn.nar@spumail.net
พรทิวา แสงเขียว
porntiwa.sa@chonburi.spu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยความชำนาญด้านภาษีอากรของนักตรวจสอบภาษีที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีของนักตรวจสอบภาษี สำนักงานสรรพากรภาค 1 2) ศึกษาปัจจัยความชำนาญด้านภาษีอากรที่ส่งผลต่อความพึงพอใจต่อระบบภาษีของนักตรวจสอบภาษี สำนักงานสรรพากรภาค 1 3) ศึกษาปัจจัยสภาพแวดล้อมภายในที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีของนักตรวจสอบภาษี สำนักงานสรรพากรภาค 1 4) ศึกษาสภาพแวดล้อมภายในที่ส่งผลต่อความพึงพอใจต่อระบบภาษีของนักตรวจสอบภาษี สำนักงานสรรพากรภาค 1 กลุ่มตัวอย่าง คือ คือ นักตรวจสอบภาษี สำนักงานสรรพากรภาค 1 จำนวน 330 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุ ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ปัจจัยความชำนาญด้านภาษีอากร ประกอบด้วย การสื่อสารกับผู้เสียภาษี และความรู้เกี่ยวกับภาษีอากรส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ด้านรายได้ที่จัดเก็บสูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ ด้านการให้ความร่วมมือในการเสียภาษี และด้านผู้เสียภาษียื่นแบบผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นของนักตรวจสอบภาษี สำนักงานสรรพากรภาค 1 และปัจจัยความชำนาญด้านภาษีอากร ประกอบด้วย การสื่อสารกับผู้เสียภาษี และความรู้เกี่ยวกับภาษีอากรส่งผลเชิงบวกต่อความพึงพอใจต่อระบบภาษีด้านความเชื่อถือได้ และด้านความไว้วางใจของนักตรวจสอบภาษี สำนักงานสรรพากรภาค 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และปัจจัยสภาพแวดล้อมภายใน ประกอบด้วย นโยบายการจัดเก็บภาษีอากร สิ่งอำนวยความสะดวก และการประชาสัมพันธ์ส่งผลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ด้านรายได้ที่จัดเก็บสูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ ด้านการให้ความร่วมมือในการเสียภาษี และด้านผู้เสียภาษียื่นแบบผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นของนักตรวจสอบภาษี สำนักงานสรรพากรภาค 1 และปัจจัยสภาพแวดล้อมภายในประกอบด้วย นโยบายการจัดเก็บภาษีอากร สิ่งอำนวยความสะดวก และการประชาสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจต่อระบบภาษีด้านความเชื่อถือได้ และด้านความไว้วางใจของนักตรวจสอบภาษี สำนักงานสรรพากรภาค 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5460
อิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศทางบัญชีและความเป็นมืออาชีพยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อคุณภาพงบการเงินของผู้ทำบัญชี ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ภาคธุรกิจบริการ ในเขตกรุงเทพมหานคร
2025-07-02T21:13:29+07:00
ภูมิพัฒน์ ช้างสิงห์
pornacub@gmail.com
ฐิตาภรณ์ สินจรูญศักดิ์
Titaporn.si@spu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาอิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศทางบัญชีและความเป็นมืออาชีพยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อคุณภาพงบการเงินของผู้ทำบัญชี ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ภาคธุรกิจบริการ ในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ทำบัญชีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ภาคธุรกิจบริการ ในเขตกรุงเทพมหานคร ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 400 ชุด ทำการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาเพื่ออธิบายลักษณะทั่วไปของข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพื่อทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม และการวิเคราะห์โดยใช้สถิติการถดถอยเชิงพหุคูณเพื่อทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยพบว่า เทคโนโลยีสารสนเทศทางบัญชี มีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพงบการเงิน ด้านความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ ด้านความเป็นตัวแทนอันเที่ยงธรรม ด้านความสามารถเปรียบเทียบได้ ด้านความสามารถพิสูจน์ยืนยันได้ ด้านความทันเวลา และด้านความสามารถเข้าใจได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ .05 ความเป็นมืออาชีพยุคดิจิทัล มีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพงบการเงิน ด้านความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ ด้านความเป็นตัวแทนอันเที่ยงธรรม ด้านความสามารถเปรียบเทียบได้ ด้านความสามารถพิสูจน์ยืนยันได้ ด้านความทันเวลา และด้านความสามารถเข้าใจได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ .05</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5166
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคในประเทศไทย
2025-07-05T16:42:00+07:00
อาทิตยา ลาวงศ์
atitaya.la@bru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคในประเทศไทย โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย จำนวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่ผ่านการพิจารณาความสอดคล้องของเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบพหุคูณ และการวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านบุคลากรหรือพนักงาน และด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพ มีความสัมพันธ์และผลกระทบเชิงบวกกับพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านกระบวนการบริการ ไม่มีความสัมพันธ์และผลกระทบกับพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม</p> <p> </p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5474
อิทธิพลของทักษะนักบัญชียุคดิจิทัลและการใช้งานระบบ ERP ที่ส่งผลต่อคุณภาพรายงานทางการเงินของกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตในเขตกรุงเทพมหานคร
2025-07-23T09:25:05+07:00
ชญาชุศา พันธุ์ถนอม
chayachusa.pun@spumail.net
กัลยาภรณ์ ปานมะเริง
kalyaporn.pa@spu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อทดสอบอิทธิพลของทักษะนักบัญชียุคดิจิทัล ที่ส่งผลต่อคุณภาพรายงานทางการเงินของกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตในเขตกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อทดสอบอิทธิพลของการใช้งานระบบ ERP ที่ส่งผลต่อคุณภาพรายงานทางการเงินของกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ นักบัญชี เจ้าหน้าที่บัญชี ที่ปฏิบัติงานในโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 322 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติการถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะนักบัญชียุคดิจิทัล ประกอบด้วย ทักษะด้านเทคโนโลยี ทักษะด้านความสามารถในการวิเคราะห์และแก้ไขข้อมูล และทักษะด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน มีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพรายงานทางการเงิน กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตในเขตกรุงเทพมหานคร ด้านคุณภาพและความถูกต้อง ด้านความสามารถเข้าใจได้ ด้านความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ และด้านความรวดเร็ว ทันต่อเวลา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) การใช้งานระบบ ERP ประกอบด้วย การใช้งานระบบในการบริหารจัดการข้อมูลทางการเงิน การใช้งานในการจัดการการควบคุมภายใน การสนับสนุนของผู้บริหารระดับสูง มีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพรายงานทางการเงิน กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตในเขตกรุงเทพมหานคร ด้านคุณภาพและความถูกต้อง ด้านความสามารถเข้าใจได้ ด้านความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ และด้านความรวดเร็ว ทันต่อเวลา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5407
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของหน่วยงานระดับคณะ ในเขตพื้นที่มรุกขนคร มหาวิทยาลัยนครพนม
2025-07-02T20:46:57+07:00
มีนา บุญระมี
meena@npu.ac.th
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของหน่วยงานระดับคณะ ในเขตพื้นที่มรุกขนคร มหาวิทยาลัยนครพนม 2) เพื่อศึกษาระดับการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของหน่วยงานระดับคณะ และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยกับการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของหน่วยงานระดับคณะ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานระดับคณะ ในเขตพื้นที่มรุกขนคร มหาวิทยาลัยนครพนม จำนวน 149 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับปัจจัยการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของหน่วยงานระดับคณะ ในเขตพื้นที่มรุกขนคร มหาวิทยาลัยนครพนม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของหน่วยงานระดับคณะ ในเขตพื้นที่มรุกขนคร มหาวิทยาลัยนครพนม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในของหน่วยงานระดับคณะ ในเขตพื้นที่มรุกขนคร มหาวิทยาลัยนครพนม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ปัจจัยด้านบริหารจัดการ ปัจจัยด้านทรัพยากรและสิ่งสนับสนุน ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร และปัจจัยด้านบุคลากร โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 92</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5329
การศึกษาพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในจังหวัดปทุมธานี
2025-06-15T22:32:48+07:00
ทักษิณา วิไลลักษณ์
taksina@vru.ac.th
อัจฉราวรรณ สุขเกิด
ajcharawan@vru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของผู้สูงอายุในจังหวัดปทุมธานี โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง สมาชิกชมรมผู้สูงอายุใน 7 อำเภอ จำนวนทั้งสิ้น 28 คน ดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเฉลี่ยมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน โดยใช้ในช่วงเช้า (05.00–10.00 น.) แอปพลิเคชันที่ใช้มากที่สุดคือ ไลน์ เพื่อสื่อสารกับครอบครัว เพื่อน และเครือข่ายผู้สูงอายุในชุมชน การใช้งานเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ และสร้างความสุขในชีวิตประจำวัน ด้านสุขภาพ ผู้สูงอายุใช้ เฟซบุ๊ก และยูทูบ เพื่อค้นหาความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ การปฏิบัติธรรมะ และการออกกำลังกาย ซึ่งช่วยเสริมสุขภาวะทางกายและใจ อีกทั้งยังมีการใช้จ่ายทางเทคโนโลยีโดยเฉลี่ยเดือนละ 500–700 บาท ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากบุตรหลาน อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุจำนวนมากยังคงประสบปัญหาในการปรับตัวและเรียนรู้การใช้งานเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะการใช้แอปพลิเคชันเพื่อเชื่อมต่อทางสังคม มีความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว และไม่คุ้นเคยกับอุปกรณ์ดิจิทัล ทั้งนี้ยังพบว่าช่องว่างทางดิจิทัลภายในกลุ่มผู้สูงอายุยังคงมีอยู่ชัดเจน ซึ่งอาจเกิดจากข้อจำกัดทางร่างกาย จิตใจ และพื้นฐานการศึกษา ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับวัยและบริบทของผู้สูงอายุ โดยอาศัยความร่วมมือจากครอบครัว ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5467
ปัจจัยจูงใจและบริการทางภาษีที่ส่งผลต่อพฤติกรรมและประสิทธิภาพ การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้มีเงินได้ในเขตพื้นที่สำนักงานสรรพากรภาค 2
2025-07-23T14:51:58+07:00
จารุวรรณ นาดี
jaruwan.and@spumail.net
พรทิวา แสงเขียว
porntiwa.sa@chonburi.spu.ac.th
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยจูงใจและบริการทางภาษีที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้มีเงินได้ในเขตพื้นที่สำนักงานสรรพากรภาค 2 และ2) เพื่อศึกษาปัจจัยจูงใจและบริการทางภาษีที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้มีเงินได้ในเขตพื้นที่สำนักงานสรรพากรภาค 2 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ ผู้มีเงินได้ในเขตพื้นที่สำนักงานสรรพากรภาค 2 จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ 1) การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สัน 2) การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาวิจัย พบว่า 1) ผู้มีเงินได้มีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยจูงใจและบริการทางภาษีโดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มากที่สุดคือ ด้านบุคลากรความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการใช้ระบบ E-Filing และความคิดเห็นเกี่ยวกับประสิทธิภาพการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มากที่สุดคือด้านความสมัครใจ 2) ปัจจัยจูงใจและบริการทางภาษีด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษี ด้านการประชาสัมพันธ์ และด้านจำนวนภาษีที่ชำระ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมและประสิทธิภาพการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปัจจัยจูงใจและบริการทางภาษี ด้านการรับรู้การนำไปใช้ มีอิทธิพลเชิงลบต่อพฤติกรรมและประสิทธิภาพการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5298
การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการบริหารงานในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5
2025-07-03T10:34:50+07:00
นงลาวัณย์ สายทอง
nonglawan.sg65@ubru.ac.th
อุดมเดช ทาระหอม
udomdet.t@ubru.ac.th
นเรศ ขันธะรี
narechkhan585@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการบริหารงานในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 2) เปรียบเทียบการมีส่วนร่วมฯ จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมฯ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสังกัดฯ จำนวน 3,258 คน กลุ่มตัวอย่าง 371 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิอย่างเป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test, F-test และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการบริหารงานในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อยคือ ด้านการบริหารงานทั่วไปด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านการบริหารงานบุคคล และด้านการบริหารงานงบประมาณ การเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมจำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์การทำงาน และขนาดสถานศึกษา พบว่าโดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ ผลการวิจัยได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในการบริหารงานในยุคดิจิทัลในแต่ละด้าน ซึ่งเน้นการสื่อสาร การให้ข้อมูล การเปิดโอกาสให้ร่วมวางแผน/ตัดสินใจ/ติดตาม การสนับสนุน และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือ</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5408
การศึกษาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณที่มีผลต่อความสามารถทางภาษาอังกฤษของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
2025-07-02T20:48:45+07:00
มนัสวี ดวงลอย
manusvee.d@mail.rmutk.ac.th
ลัคนา ชัยศักดิ์เลิศ
lakkana.c@mail.rmutk.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและความสามารถทางภาษาอังกฤษของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาเกี่ยวกับการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และวิธีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ก่อให้เกิดกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรีจาก 7 คณะในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ จำนวน 100 คน โดยใช้หลักการสุ่มแบบแบ่งขั้น (stratified random sampling) และการสุ่มแบบโควต้า (quota sampling) เครื่องมือที่ใช้คือ แบบทดสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษ แบบทดสอบความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และแบบสอบถามความรู้ความเข้าใจและแบบสำรวจ ผลการศึกษาพบว่า 1) นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ สามารถทำแบบทดสอบความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณได้ค่าเฉลี่ยคะแนนรวมทั้งหมดเท่ากับ 15.57 จากคะแนนเต็ม 39 คิดเป็นร้อยละ 39.90 2) ความสามารถทางภาษาอังกฤษและความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพในภาพรวม มีความสัมพันธ์กันในทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 3) นักศึกษาโดยส่วนมากเห็นว่าการคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นสิ่งจำเป็น วิธีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในชั้นเรียนช่วยพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของผู้เรียนได้ และผู้สอนภาษาอังกฤษได้ใช้วิธีการสอนดังกล่าวในระดับปานกลาง</p> <p> </p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5174
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและการส่งออกในอำเภอฉวางจังหวัดนครศรีธรรมราช
2025-05-20T16:11:12+07:00
พนิดา รัตนสุภา
Panida.r@rmutsv.ac.th
่เจษฎา ร่มเย็น
Jasada.r@rmutsv.ac.th
เย็นจิต นาคพุ่ม
Yenjit.n@rmutsv.ac.th
ผกามาส ปุรินทราภิบาล
purinpaka@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและศักยภาพของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและการส่งออก 2) ศึกษาองค์ประกอบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวและลูกค้าในต่างประเทศ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่ารองรับนักท่องเที่ยวและการส่งออก โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้แบบสัมภาษณ์กับกลุ่มตัวอย่าง 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มวิสาหกิจชุมชน บุคลากรสำนักงานเกษตรอำเภอ บุคลากรสำนักงานพัฒนาชุมชน ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน และแบบสอบถามกับกลุ่มนักท่องเที่ยว จำนวน 340 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักท่องเที่ยวที่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง สัญชาติไทย มีอายุอยู่ในช่วง 31 – 40 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี <br />มีรายได้เฉลี่ย 20,001 – 40,000 บาท สถานภาพสมรส 2) ปัจจัยด้านองค์ประกอบผลิตภัณฑ์ชุมชนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสำคัญในระดับมากที่สุด คือ ด้านผลิตภัณฑ์ที่คาดหวัง รองลงมาคือ ด้านศักยภาพผลิตภัณฑ์ โดยที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทอาหาร ซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนเป็นประจำทุกเดือน เพื่อใช้ในครอบครัว ใช้เงินซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนเฉลี่ย 501 - 1,000 บาท อิทธิพลในการตัดสินใจซื้อจากตัวเอง เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนจากร้านขายของฝาก ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชุมชนจากสื่อออนไลน์ 3) แนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ควรออกแบบตราสินค้าและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัย ใช้งานสะดวก มีความโดดเด่น สะดุดตา และจดจำได้ง่าย รวมถึงการสร้างเรื่องราวให้กับผลิตภัณฑ์</p> <p> </p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร