https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/issue/feed
วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
2026-06-30T19:11:07+07:00
Assoc. Prof. Sanyasorn Swasthaisong, Ph.D.
jmssnru@snru.ac.th
Open Journal Systems
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6319
โมเดลสมการโครงสร้างของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความสามารถทางเทคโนโลยี และการจัดการความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงาน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย
2026-04-08T16:36:08+07:00
พนิดา สัตโยภาส
sattayopatpanida@gmail.com
อัจฉรา เมฆสุวรรณ
atchara@g.lpru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ทดสอบความสอดคล้องของโมเดลสมการโครงสร้างที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความสามารถทางเทคโนโลยี และการจัดการความเสี่ยงที่มีผลต่อผลการดำเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลทางตรงและอิทธิพลทางอ้อมของตัวแปรดังกล่าวต่อผลการดำเนินงานของ SMEs งานวิจัยนี้เป็นการวิจัย เชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ SMEs จำนวน 400 คน ด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและโมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า โมเดลที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ โดยมีค่า Chi-square = 228.472, p = .056, Relative Chi-square = 1.166, GFI = .939, CFI = .996, NFI = .975, TLI = .995 และ RMSEA = .024 และมีอำนาจในการอธิบายผลการดำเนินงานของ SMEs ในระดับสูง ผลการทดสอบสมมติฐานแสดงให้เห็นว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อความสามารถทางเทคโนโลยีและการจัดการความเสี่ยง ขณะที่ความสามารถทางเทคโนโลยีและการจัดการความเสี่ยงมีอิทธิพลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานขององค์กร โดยความสามารถทางเทคโนโลยีเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อผลการดำเนินงาน นอกจากนี้ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงยังส่งผลต่อผลการดำเนินงานในลักษณะอิทธิพลทางอ้อมผ่านความสามารถทางเทคโนโลยีและการจัดการความเสี่ยง ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผลการดำเนินงานของ SMEs เป็นผลลัพธ์ของกลไกเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงบทบาทของผู้นำ ศักยภาพทางเทคโนโลยี และการบริหารความเสี่ยงเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายและการบริหารจัดการ SMEs ในระดับภูมิภาคได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6444
อัตราผลตอบแทนของกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ตามฐานภาษีของบุคคล บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
2026-03-09T16:20:59+07:00
ธนดล ขำละม้าย
thanadon.kham@ku.th
ศิริขวัญ เจริญวิริยะกุล
sirikwan.ja@ku.th
<p style="font-weight: 400;">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาอัตราผลตอบแทนของกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ กรณีที่ได้รับยกเว้นภาษีตามฐานภาษีและกรณีที่เสียอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาร้อยละ 5 – 35 โดยการเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนจากการทำประกันชีวิต แบบประกันทริปเปิ้ล เซเว่น (77/7) เป็นระยะเวลาเอาประกัน ถึงอายุ 77 ปี ระยะเวลาชำระเบี้ยประกัน 7 ปี และแบบประกันคุ้มค่า (85/8) เป็นระยะเวลาเอาประกัน ถึงอายุ 85 ปี ระยะเวลาชำระเบี้ยประกัน 8 ปี ของบริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) วิธีการศึกษาโดยใช้อัตราผลตอบแทนภายในของการลงทุน เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา ผลการศึกษาพบว่า อัตราผลตอบแทนของการทำประกันชีวิตประเภทสะสมทรัพย์ มีอัตราผลตอบแทนภายในของการลงทุนจะเพิ่มสูงขึ้นตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และจากผลการเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนภายในของการทำประกันชีวิตระหว่างแบบประกันประกันทริปเปิ้ล เซเว่น (77/7) และแบบประกันคุ้มค่า (85/8) พบว่า ผู้ลงทุนทั้งเพศชายและเพศหญิง มีความเหมาะสมในการเลือกลงทุนที่แตกต่างกันตามช่วงอายุ กรณีได้รับการยกเว้นภาษีและผู้เสียภาษีในอัตราต่ำ ในช่วงอายุ 22 – 47 ปี เหมาะสมกับการลงทุนในแบบประกันคุ้มค่า (85/8) ขณะที่ช่วงอายุ 47 ปี ขึ้นไป เหมาะสมกับแบบประกันทริปเปิ้ล เซเว่น (77/7) สำหรับผู้เสียภาษีในอัตราปานกลางถึงสูง แนวโน้มการลงทุนจะเปลี่ยนไป โดยแบบประกันทริปเปิ้ล เซเว่น (77/7) มีความเหมาะสมมากขึ้นในหลากหลายช่วงอายุ และในกรณีผู้เสียภาษีอัตราร้อยละ 35 ขึ้นไป แบบประกันทริปเปิ้ล เซเว่น (77/7) ให้ความคุ้มค่ามากกว่า เนื่องจากมีอัตราผลตอบแทนภายในสูงกว่าแบบประกันคุ้มค่า (85/8)</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6472
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกธนาคารออมสินเพื่อใช้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในจังหวัดสระบุรี
2026-03-03T23:52:41+07:00
วชิราพรรณ ปั้นภู
2411131604007@live4.utcc.ac.th
วรรณรพี บานชื่นวิจิตร
wanrapee_ban@utcc.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกธนาคารออมสินเพื่อใช้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในจังหวัดสระบุรี โดยพิจารณาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ความรู้ทางการเงินด้านหนี้ และส่วนประสมทางการตลาด (7Ps) กลุ่มตัวอย่างคือผู้ที่เคยใช้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารออมสินในจังหวัดสระบุรี จำนวน 412 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การทดสอบรายคู่ด้วยวิธี Fisher’s LSD การถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย และการถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ความรู้ทางการเงินด้านหนี้มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจได้ร้อยละ 36.0 ขณะที่ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านบุคลากร/พนักงาน และด้านกระบวนการ โดยแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจได้ร้อยละ 63.3 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาความรู้ทางการเงินด้านหนี้ของลูกค้า ควบคู่กับการยกระดับผลิตภัณฑ์ ราคา บุคลากร และกระบวนการบริการ มีความสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกใช้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารออมสินในจังหวัดสระบุรี</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6219
คุณค่าตราผลิตภัณฑ์ในมุมมองลูกค้าที่มีผลต่อการใช้บริการซุปเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น กรณีศึกษา ริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ตจังหวัดเชียงใหม่
2026-01-29T15:41:57+07:00
พีรยา สมศักดิ์
peerayacm@yahoo.com
อรไท เขียวชอุ่ม
orathai.kh24@gmail.com
ไพรพันธ์ ธนเลิศโศภิต
paipan@rmutl.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้ต่อองค์ประกอบของคุณค่าตราผลิตภัณฑ์ในมุมมองลูกค้าของร้านค้าริมปิงซุปเปอร์มาร์เก็ตจังหวัดเชียงใหม่ 2) ศึกษาระดับความตั้งใจใช้บริการของผู้บริโภค และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลขององค์ประกอบคุณค่าตราผลิตภัณฑ์ที่มีต่อความตั้งใจใช้บริการของผู้บริโภคในจังหวัดเชียงใหม่ โดยการศึกษานี้มุ่งเน้นคุณค่าตราผลิตภัณฑ์ในระดับแบรนด์ของร้านค้าซุปเปอร์มาร์เก็ต มิใช่ตราผลิตภัณฑ์ของสินค้าแต่ละรายการที่จำหน่ายภายในร้าน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้บริการซุปเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมีการรับรู้ต่อองค์ประกอบคุณค่าตราผลิตภัณฑ์ของซุปเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และมีความตั้งใจใช้บริการอยู่ในระดับมาก ผลการวิเคราะห์อิทธิพลพบว่า การรับรู้ตราสินค้า การรับรู้คุณภาพตราสินค้า และความเชื่อมโยงตราสินค้า มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ความภักดีในตราสินค้าไม่พบว่ามีอิทธิพลต่อความตั้งใจใช้บริการ โมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจใช้บริการได้ร้อยละ 52.2 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารคุณค่าตราผลิตภัณฑ์ของซุปเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นควรมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้แบรนด์ การสื่อสารคุณภาพ และการออกแบบความหมายของแบรนด์ มากกว่าการพึ่งพาความภักดีในเชิงทัศนคติเพียงอย่างเดียว</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6277
พฤติกรรมการเดินทางและความพึงพอใจต่อโลจิสติกส์การท่องเที่ยวในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา
2026-02-11T10:11:20+07:00
ปฐมพงษ์ ธิโน
pathompong.tino@gmail.com
ประกอบศิริ ภักดีพินิจ
prakobsiri.pa@up.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะทางประชากรศาสตร์และพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยว และ 2) ประเมินความพึงพอใจต่อคุณภาพการให้บริการและระบบโลจิสติกส์การท่องเที่ยวในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 409 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง วัยทำงาน และมีการศึกษาระดับปริญญาตรี พฤติกรรมการเดินทางในยุควิถีปกติใหม่ ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 ได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างถาวรโดยหันมาใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นหลักเพื่อตอบสนองความต้องการด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยทางสุขอนามัย(ร้อยละ 64.06) โดยมีความพึงพอใจต่อระบบโลจิสติกส์การท่องเที่ยวในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบตามรูปแบบการเดินทาง พบว่ากลุ่มผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวมีความพึงพอใจสูงสุดในด้านการขนส่ง ขณะที่กลุ่มผู้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะมีความพึงพอใจสูงสุดในด้านความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ด้านข้อมูลข่าวสารและด้านการเงินเป็นปัจจัยที่ได้รับคะแนนความพึงพอใจน้อยที่สุดในทั้งสองกลุ่ม ดังนั้นควรเร่งพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลการท่องเที่ยวอัจฉริยะและมาตรการบริหารจัดการต้นทุนการเดินทางเพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6415
อิทธิพลที่มีต่อการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี
2026-03-17T22:38:55+07:00
ฐิติพัฒน์ หิรัญนิธิธำรง
thitiphat.muek@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลที่มีต่อการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี กลุ่มตัวอย่างได้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสิงห์บุรี จำนวน 360 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ .98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล การบริหารสถานศึกษาในเชิงกลยุทธ์ ทักษะการบริหารในยุคดิจิทัล และอำนาจของผู้บริหาร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผลการวิเคราะห์ค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งหมด 78 คู่ มีความสัมพันธ์ทางบวก อยู่ระหว่าง .407 ถึง .935 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และโมเดลสมการโครงสร้างอิทธิพลการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลมีความสอดคล้องกับอิทธิพลของข้อมูลเชิงประจักษ์มีค่า Chi-square = 45.842, df = 38, p-value = .18791, GFI = .984, AGFI = .962, RMR= .018, RMSEA = .022, CFI = .999 และ CN = 584.047 สรุปได้ว่า โมเดลแบบจำลองสมการเชิงโครงสร้างมีความเหมาะสม กลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยอิทธิพลของภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ มีอิทธิพลส่งผลโดยภาพรวมต่อการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลสูงที่สุด (TE = .891) รองลงมาคืออำนาจของผู้บริหาร (TE =.769) และทักษะการบริหารในยุคดิจิทัล (TE =.771) ทักษะการบริหารในยุคดิจิทัล (ASTC) ยังส่งผลโดยภาพรวมต่ออำนาจของผู้บริหาร (TE = -.086) และการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล (TE = -.060)</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6445
การบริหารการนิเทศภายในสถานศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มเครือข่าย พันดอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2
2026-02-21T23:26:14+07:00
เนติ พงศ์ศรี
nepyuat@gmail.com
อมรทิพย์ เจริญผล
amornthipc@gmail.com
ชารี มณีศรี
Chalee@rtu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาการจัดการนิเทศภายในและแนวทางพัฒนาการจัดการนิเทศภายในสถานศึกษาของผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายพันดอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ ครูในโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายพันดอน จำนวน 70 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง .67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .81 การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการนิเทศภายในสถานศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การสร้างสื่อและเครื่องมือนิเทศ รองลงมา คือ การศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและ ความต้องการนิเทศ และการวางแผนการนิเทศ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ การปฏิบัติการนิเทศ 2) แนวทางพัฒนา การจัดการนิเทศภายในของผู้บริหารสถานศึกษา คือ ผู้บริหารควรพัฒนาระบบสารสนเทศพื้นฐานให้ทันสมัยและเข้าถึงง่ายด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล การออกแบบกระบวนการนิเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีจากสถานศึกษาที่ประสบความสำเร็จ การส่งเสริมการพัฒนาสื่อนวัตกรรมการนิเทศที่ทันสมัยและหลากหลายด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชันและระบบออนไลน์ การสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Communities: PLC) ที่เข้มแข็ง พร้อมกระบวนการวิเคราะห์และกำหนดแนวทางปรับปรุงอย่างเป็นระบบ และการปรับปรุงระบบสื่อสารผลการดำเนินงานนิเทศให้มีประสิทธิภาพ โดยใช้ช่องทางที่หลากหลายและนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจง่ายสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6406
การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนบึงกาฬวิศิษฐ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ
2026-03-17T23:35:18+07:00
ชมพูนุช ชมภูทัศน์
mumujung1989@gmail.com
อมรทิพย์ เจริญผล
amornthipc@gmail.com
ชารี มณีศรี
Chalee@rtu.ac.th
<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาระดับและแนวทางพัฒนาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนบึงกาฬวิศิษฐ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูกลุ่มโรงเรียนบึงกาฬวิศิษฐ์ จำนวน 118 คน ได้มาจาก การสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ และวิธีสุ่มอย่างง่าย ด้วยการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ google form ผ่านทางอีเมล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนบึงกาฬวิศิษฐ์ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การวางแผนอัตรากำลังและกำหนดตำแหน่ง รองลงมา คือ การสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง และการสร้างเสริมประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการรักษาวินัยและการออกจากราชการ 2) แนวทางพัฒนาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา คือ ควรตั้งคณะกรรมการประเมินผลการปฏิบัติงานเชิงคุณภาพโดยวิเคราะห์จากผลลัพธ์และประสิทธิผลของงาน มิใช่เพียงการนับจำนวนคาบสอนหรือชั่วโมงทำงาน เพื่อให้การจัดสรรอัตรากำลังตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของสถานศึกษา ควรยกระดับมาตรฐานการสรรหาบุคลากรด้วยการประยุกต์ใช้เครื่องมือประเมินที่มีความหลากหลายและทันสมัย ควรก่อตั้งเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครูผู้สอน เพื่อร่วมกันพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และควรจัดตั้งศูนย์ให้คำแนะนำปรึกษา ด้านระเบียบราชการและวินัยข้าราชการครู เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลและช่วยเหลือบุคลากรในการปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามกฎหมาย แนวทางควรได้รับการพัฒนาเร่งด่วน คือ การจัดระเบียบและปรับปรุงทะเบียนประวัติบุคลากรให้ทันสมัย การพัฒนาศักยภาพครูตั้งแต่ระดับนักศึกษาฝึกสอน พัฒนาวิชาชีพเฉพาะบุคคล และดำเนินการจัดกิจกรรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบราชการ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6478
การพัฒนารูปแบบการสื่อสารการตลาดดิจิทัลของวิสาหกิจชุมชนจังหวัดสกลนคร เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ
2026-03-03T23:51:24+07:00
ดาวเรือง งอยจันทร์ศรี
daoruang1986@gmail.com
จิรภัทร เริ่มศรี
jiraphat.r@snru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการสื่อสารการตลาดดิจิทัลของวิสาหกิจชุมชนจังหวัดสกลนคร และ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการสื่อสารการตลาดดิจิทัลของวิสาหกิจชุมชนจังหวัดสกลนคร เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากสมาชิกกลุ่มวิสากิจชุมชนที่ได้รับรางวัลวิสาหกิจชุมชนในระดับดี จำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำข้อมูลมาวิเคราะห์สภาพแวดล้อม ด้วย SWOT Analysis แล้วนำข้อมูลมาพัฒนารูปแบบการสื่อสารการตลาดดิจิทัลของวิสาหกิจชุมชนจังหวัดสกลนคร ด้วย TOWS MATRIX Analysis และระดมความคิดเห็น โดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับรองรูปแบบการสื่อสารการตลาดดิจิทัลของวิสาหกิจชุมชนจังหวัดสกลนคร ผลการวิจัย พบว่า สภาพการสื่อสารการตลาดดิจิทัลของวิสาหกิจชุมชนจังหวัดสกลนคร ด้านปัจจัยภายในประสบปัญหาบุคลากรขาดทักษะเชิงกลยุทธ์ ขาดการวางแผนงบประมาณ และขาดระบบการวัดผลที่ชัดเจน ด้านปัจจัยภายนอก ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมมีบทบาทสำคัญที่สุด โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการรีวิวและเรื่องราวอัตลักษณ์ชุมชน รองลงมาคือปัจจัยด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจที่ช่วยลดต้นทุนและขยายช่องทางจำหน่าย อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องปรับตัวต่อความซับซ้อนของอัลกอริทึมและกฎระเบียบแพลตฟอร์ม จากข้อค้นพบดังกล่าว ผู้วิจัยได้พัฒนารูปแบบการสื่อสารการตลาดดิจิทัล 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1) การสื่อสารตราสินค้าผ่านอัตลักษณ์ 2) การสื่อสารที่เน้นประสิทธิภาพและข้อมูล 3) การสื่อสารการตลาดเชิงประสบการณ์ และ 4) การพัฒนาองค์กรจากภายใน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6605
การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าชุมชนด้วยวิธีการพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อโอกาสทางการแข่งขัน กรณีศึกษา: กลุ่มแม่บ้านไส้อั่วสมุนไพรเห็ดนางฟ้า ตำบลศาลา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง
2026-03-21T22:19:12+07:00
อนุรักษ์ อาทิตย์กวิน
teelek305@lpru.ac.th
ไพฑูรย์ อินต๊ะขัน
drphaithun@lpru.ac.th
สรัชนุช บุญวุฒิ
saratchnut@lpru.ac.th
กาญจนา คุมา
khukanchana@gmail.com
วีรพร สุพจน์ธรรมจารี
weethammajaree@gmail.com
ศิรญา จนาศักดิ์
Siriya_jana@gmail.com
ศิวัช ลาวัลย์วดีกุล
b_siwat@g.lpru.ac.th
กรรณิการ์ สายเทพ
psaithep@gmail.com
ธิติมา คุณยศยิ่ง
thitima@g.lpru.ac.th
สรวิศ มูลอินต๊ะ
soravich@lpru.ac.th
<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ต้นแบบ 2) ศึกษาความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อบรรจุภัณฑ์ต้นแบบ และ 3) พัฒนาแนวทางสร้างโอกาสทางการแข่งขันให้กับผลิตภัณฑ์ กลุ่มแม่บ้านไส้อั่วสมุนไพรเห็ดนางฟ้า ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 20 คน และแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคจำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ได้บรรจุภัณฑ์ต้นแบบใหม่จำนวน 1 รูปแบบ ที่เน้นความเรียบง่าย ร่วมสมัย ใช้โทนสีส้มและน้ำตาลเพื่อดึงดูดความสนใจ พร้อมระบุข้อมูลผลิตภัณฑ์และตราสินค้าอย่างชัดเจน 2) ผู้บริโภคมีความพึงพอใจต่อบรรจุภัณฑ์ต้นแบบในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยพึงพอใจด้านการส่งเสริมการจัดจำหน่ายสูงสุด 3) แนวทางสร้างโอกาสทางการแข่งขันประกอบด้วย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีหลายขนาด และใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การขยายช่องทางจำหน่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และการขอรับรองมาตรฐานการผลิต ทั้งนี้ ผลการวิจัยสะท้อนนัยสำคัญว่าการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ แต่ยังเป็นการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับที่กว้างขึ้น</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6625
การยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนบนฐานอัตลักษณ์ท้องถิ่นด้วยการบูรณาการความร่วมมือภาคีเครือข่ายกลุ่มมหาวิทยาลัยพัฒนาเชิงพื้นที่ ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี
2026-04-02T21:48:46+07:00
มัทนียา พิทักษ์ชูโชค
jummy.kru@gmail.com
วิยะดา พลชัย
pastorpollachai@kru.ac.th
บรรจบพร อินดี
young_taa@hotmail.com
ณัฐณิชา ทวีแสง
natnicha@kru.ac.th
อัจฉรียา โชติกลาง
atchareeyafai@gmail.com
ศุภฤกษ์ สายแก้ว
maisay24@hotmail.com
ณัฐนันทน์ อินดี
nattananb5822294@gmail.com
วรันฐิยา ไชยลา
teew_17@hotmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อยกระดับและส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเพื่อสังคม โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมร่วมกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยครั้งนี้ เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของงานวิจัย ตามวิธีการดำเนินการวิจัยในแต่ละขั้นตอน 1) การเปิดเวทีร่วมกับ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 28 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจงจากผู้ปฏิบัติงานแต่ละหน่วยงาน ที่รับผิดชอบพื้นที่ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค ประกอบด้วย 1) หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาญจนบุรี องค์การบริหารส่วนตำบลท่าเสา สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอไทรโยค สำนักงานเกษตรอำเภอไทรโยค และทีมนักวิจัย รวมจำนวน 10 คน 2) หน่วยงานภาคเอกชน จำนวน 2 คน ได้แก่ ผู้ประกอบการและเครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จังหวัดกาญจนบุรี สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี 3) ภาคประชาชน จำนวน 16 คน ได้แก่ ผู้ให้ข้อมูลทั่วไปของชุมชน คือ ผู้นำชุมชน (ผู้ใหญ่บ้าน) ใช้การสุ่มแบบเจาะจงเฉพาะผู้ใหญ่บ้านผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 บ้านพุองกะ เนื่องจากเป็นพื้นที่วิจัยสมาชิก กลุ่มวิสาหกิจ/กลุ่มอาชีพ จำนวน 10 คน และประชาชนในชุมชน จำนวน 5 คน ใช้การสุ่มตามสะดวกโดยการประสานงานผ่านผู้ใหญ่บ้าน 2) การสัมภาษณ์ ได้แก่ ภาคประชาชน จำนวน 16 คน ประกอบด้วย ผู้ให้ข้อมูลทั่วไปของชุมชน คือ ผู้นำชุมชน (ผู้ใหญ่บ้าน) ใช้การสุ่มแบบเจาะจงเฉพาะผู้ใหญ่บ้านผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 บ้านพุองกะ เนื่องจากเป็นพื้นที่วิจัยสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจ/กลุ่มอาชีพ จำนวน 10 คน และประชาชนในชุมชน จำนวน 5 คน ใช้การสุ่มตามสะดวกโดยการประสานงานผ่านผู้ใหญ่บ้าน และ 3) การอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้กับชุมชน ได้แก่ ภาคประชาชน จำนวน 15 คน ประกอบด้วย สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจ/กลุ่มอาชีพ จำนวน 10 คน และประชาชนในชุมชน จำนวน 5 คน ใช้การสุ่มตามสะดวกโดยการประสานงานผ่านผู้ใหญ่บ้าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ประเด็นคำถามในการเปิดเวทีร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการอบรมเชิงปฏิบัติการ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเชิงพรรณาเพื่อการสรุปประเด็น เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงเนื้อหาและข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า 1) การเตรียมผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐานทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์ชุมชนและโปรแกรมการท่องเที่ยวของพื้นที่ สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ได้ 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ น้ำมะขามเปียก และมะขามจี๊ดจ๊าด และโปรแกรมการท่องเที่ยว 2 โปรแกรม ได้แก่ 1 วันในไทรโยค เรียนรู้วิถีชุมชน เที่ยวชม พุต้นน้ำ ลิ้มรสอาหารพื้นถิ่น ชิมอาหารมอญ ตามรอยเส้นทางรถไฟ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และตามรอยเส้นทางรถไฟ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่องเที่ยววิถีชุมชน ชิมรสอาหารมอญ 2) ผลการยกระดับและส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนเพื่อสังคม (CBT-SE) ผ่านกลุ่มเครือข่ายกลุ่มราชภัฏที่ได้รับการขึ้นทะเบียน CBT-SE จากกระบวนการการเปิดเวทีร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจเพื่อสังคมให้กับพื้นที่โดยการสนับสนุนจากชุมชนกุฎีจีน เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ทำให้ได้กลุ่มกิจการเพื่อสังคมเพื่อการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น SE ในนามกล่มกิจการเพื่อสังคมบ้านพุองกะ ได้ระบบและกลไกกลุ่มกิจการเพื่อสังคมเพื่อการยกระดับการพัฒนาเป็นผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ และการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ น้ำมะขามเปียก และมะขามจี๊ดจ๊าด ให้กับชุมชน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6521
การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าคงคลังภายในคลังสินค้า กรณีศึกษา วิสาหกิจชุมชนแปรรูปน้ำผลไม้โนนหัวช้าง
2026-03-07T21:38:01+07:00
ชฎาพร แนบชิด
chadarporn@snru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง และ 2) ศึกษาแนวทางการจัดผังคลังสินค้าใหม่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยและลดระยะเวลาในการปฏิบัติงาน กลุ่มเป้าหมายคือสมาชิกวิสาหกิจชุมชนบ้านโนนหัวช้างจำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย การสัมภาษณ์เชิงลึก แบบบันทึกข้อมูลการขนถ่ายสินค้า และการวิเคราะห์จัดกลุ่มสินค้าตามความสำคัญด้วยระบบ ABC Analysis ผลการวิจัยพบว่า การประยุกต์ใช้ระบบ 5ส ช่วยส่งเสริมความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในคลังสินค้า ส่งผลให้ระยะเวลาในการหยิบและขนถ่ายสินค้าลดลง พร้อมทั้งเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้เกิดประโยชน์ แนวคิด ECRS ช่วยในการปรับปรุงผังคลังสินค้าผ่าน การกำจัดขั้นตอนการดำเนินงานที่ซ้ำซ้อน รวมกระบวนการ และการจัดลำดับการทำงานใหม่ ทำให้กระบวนการไหลของสินค้ามีความคล่องตัวและรวดเร็วยิ่งขึ้น ระบบ ABC Analysis ช่วยในการจัดหมวดหมู่สินค้าตามอัตราการหมุนเวียนและระดับความสำคัญ ทำให้การจัดสรรพื้นที่และการเข้าถึงสินค้าทำได้อย่างเป็นระบบ ผลการดำเนินงานภายหลัง การปรับปรุงประสิทธิภาพสามารถลดระยะทางการขนถ่ายสินค้าจากเดิม 56,377 เมตรต่อสัปดาห์ เหลือเพียง 53,764 เมตรต่อสัปดาห์ โดยระยะทางลดลงรวม 2,612 เมตรต่อสัปดาห์ หรือคิดเป็นร้อยละ 4.63 ของระยะทางเดิม</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6225
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการค้นเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐานในคดีอาญาของประเทศไทย
2026-01-29T15:45:33+07:00
ธนัทเทพ เธียรประสิทธิ์
tanattheptianprasit@gmail.com
<p>ในปัจจุบัน เทคโนโลยีและนวัตกรรมมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์สมาร์ตโฟน และอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน ทั้งในด้านการติดต่อสื่อสารและการทำธุรกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายสินค้าและบริการ การชำระเงิน หรือธุรกรรมทางการเงินรูปแบบอื่น ความสะดวกและรวดเร็วของเทคโนโลยีดังกล่าวส่งผลให้มีการนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดทางอาญา หรือใช้เป็นแหล่งจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเพิ่มมากขึ้น อำนาจของรัฐในการค้นและเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของบุคคลในประเทศไทยได้ถูกกำหนดไว้ ในกฎหมายหลายฉบับ โดยกฎหมายที่มีบทบาทสำคัญคือพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายดังกล่าวจะมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการค้นเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐานในคดีอาญาแล้ว แต่ยังปรากฏปัญหาทางกฎหมายบางประการ ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับสิทธิที่จะไม่ให้การปรักปรำตนเองกรณีการบังคับให้ผู้ต้องหาถอดรหัสลับ และปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพยานหลักฐานในความผิดอื่นที่ได้มาโดยไม่มีคำสั่งอนุญาตจากศาล บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายดังกล่าว โดยเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ เพื่อเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายไทยให้สามารถคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลควบคู่กับการควบคุมอาชญากรรมได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยบทความนี้เสนอให้มีการเพิ่มบัญญัติให้ชัดเจนในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในการได้มาซึ่งพยานหลักฐานจากการค้นเครื่องคอมพิวเตอร์ของประเทศไทย</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6305
การต่อยอดองค์ความรู้ผ้าทอชาติพันธุ์สู่ผลิตภัณฑ์ใหม่บนฐานแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่าธุรกิจของวิสาหกิจชุมชน
2026-02-03T22:44:18+07:00
นิรุตต์ จรเจริญ
jorncharoen@kru.ac.th
พัชรินทร์ บุญสมธป
patcharin.b@kru.ac.th
วิยะดา พลชัย
pastorpollachai@kru.ac.th
คมสัน ศรีบุญเรือง
puylpn053@kru.ac.th
ศุภลักษณ์ ฉินตระกาล
suphalakchinchin@kru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศักยภาพและความต้องการต่อยอดองค์ความรู้ผ้าทอชาติพันธุ์สู่ผลิตภัณฑ์ใหม่บนฐานแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 2) พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากผ้าทอชาติพันธุ์บนฐานแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่าธุรกิจ และ 3) ประเมินศักยภาพผลิตภัณฑ์ใหม่จากผ้าทอชาติพันธุ์บนฐานแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่าธุรกิจ เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากสมาชิกวิสาหกิจชุมชนจากช้างป่าห้วยเขย่ง จำนวน 30 คน สุ่มแบบเฉพาะเจาะจง และกลุ่มผู้บริโภคที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนในจังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 385 ราย สุ่มแบบบังเอิญ การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนด้วยแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 30 คน ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ศักยภาพอยู่ในระดับมากและความต้องการอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ต้นแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ จำนวน 8 ต้นแบบ ได้แก่ ปลอกยาดม ผ้าเช็ดมือ ชุดตุ๊กตา เข็มกลัดติดอก ถุงผ้าใส่แก้วน้ำ เน็คไท แผ่นรองแก้ว และสายหิ้วแก้วน้ำ และ 3) ผลการประเมินศักยภาพผลิตภัณฑ์ใหม่โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงทุนวัฒนธรรมกับศักยภาพทางการตลาดสมัยใหม่จนเกิดเป็นมูลค่าธุรกิจ การมีส่วนร่วมของชุมชนยังเป็นกำลังสำคัญในการช่วยพัฒนาต่อยอดผ้าทอชาติพันธุ์ไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ให้เกิดความสอดคล้องกับบริบทพื้นที่และตลาดเป้าหมายของวิสาหกิจชุมชน</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6428
การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลทางการเรียนระหว่างการจัดการเรียนรู้เชิงรุกและการจัดการเรียนรู้โดยการโค้ช วิชาความมั่นคงของนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 4 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า
2026-02-21T23:38:24+07:00
กิตติ กลิ่นหอม
kitti-927@hotmail.com
<p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างนักเรียนนายร้อยที่ได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และนักเรียนนายร้อยที่จัดการเรียนรู้โดยการโค้ช และ 2) ศึกษาระดับความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และการจัดการเรียนรู้โดย การโค้ช การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงทดลองกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ นักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 4 ที่ศึกษารายวิชาความมั่นคง MS 4008 ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 60 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการโค้ช 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบประเมินความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนนายร้อยที่ได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า นักเรียนนายร้อยที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยการโค้ช อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ระดับความพึงพอใจที่มีผลต่อการเรียน รายวิชาความมั่นคง ของนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และการจัดการเรียนรู้โดยการโค้ชมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6404
แรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกลุ่มเจเนอเรชันวาย องค์การบริหารส่วนตำบล เขตพื้นที่จังหวัดเลย
2026-02-21T23:31:20+07:00
จุฑารัตน์ สุวันนัง
jutharat.s0511@gmail.com
ศศิธร กกฝ้าย
sasithorn.kok@lru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาแรงจูงใจและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรกลุ่มเจเนอเรชันวาย องค์การบริหารส่วนตำบล เขตพื้นที่จังหวัดเลย รวมถึงการศึกษาผลกระทบของแรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกลุ่มเจเนอเรชันวาย องค์การบริหารส่วนตำบล เขตพื้นที่จังหวัดเลย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ บุคลากรกลุ่มเจเนอเรชันวาย องค์การบริหารส่วนตำบล เขตพื้นที่จังหวัดเลย จำนวน 342 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานด้านปัจจัยจูงใจ ปัจจัยค้าจุน และประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกลุ่มเจเนอเรชันวาย องค์การบริหารส่วนตำบล เขตพื้นที่จังหวัดเลย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการศึกษาปัจจัยจูงใจ พบว่า ด้านความรับผิดชอบ ด้านลักษะณะงาน ด้านความสำเร็จของงาน และด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งงานส่งผลกระทบเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกลุ่มเจเนอเรชันวาย องค์การบริหารส่วนตำบล เขตพื้นที่จังหวัดเลย ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .01 และปัจจัยค้ำจุน พบว่า ด้านความมั่นคง ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรกลุ่มเจเนอเรชันวาย องค์การบริหารส่วนตำบล เขตพื้นที่จังหวัดเลย ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .01</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6388
ความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงทางการยศาสตร์ บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบกับความเหนื่อยล้าจากการทำงานของบุคลากรสำนักงานมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแห่งหนึ่ง
2026-02-21T23:31:52+07:00
พัชรีพร มานพ
patchareeporn.m@rumail.ru.ac.th
ปรัชญา ปิยะมโนธรรม
prachaya@hotmail.com
รังสิมา หอมเศรษฐี
rungsima@rumail.ru.ac.th
<p>การวิจัยเชิงครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความเสี่ยงทางการยศาสตร์ บุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ และความเหนื่อยล้าจากการทำงาน 2) เปรียบเทียบความเหนื่อยล้าจากการทำงานจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา และอายุการทำงาน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงทางการยศาสตร์และบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบกับความเหนื่อยล้าจากการทำงาน และ4) ทำนายความเหนื่อยล้าจากการทำงานโดยใช้ความเสี่ยงทางการยศาสตร์และบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบเป็นตัวทำนาย กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรสำนักงานจำนวน 155 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามความเหนื่อยล้าจากการทำงาน แบบสอบถามบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ และการประเมินความเสี่ยงทางการยศาสตร์ด้วยแบบประเมิน ROSA วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติอ้างอิง ได้แก่ การทดสอบทีสําหรับกลุ่มตัวอย่างอิสระ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยกําหนดระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ความเหนื่อยล้าจากการทำงานแตกต่างกันตามเพศอย่างมีนัยสำคัญ โดยเพศหญิงมีระดับความเหนื่อยล้าสูงกว่าเพศชาย 2) ความเสี่ยงทางการยศาสตร์และบุคลิกภาพแบบหวั่นไหวมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ขณะที่บุคลิกภาพแบบประนีประนอม แบบมีจิตสำนึก และแบบแสดงตัวมีความสัมพันธ์ทางลบอย่างมีนัยสำคัญ และ3) ความเสี่ยงทางการยศาสตร์ บุคลิกภาพแบบหวั่นไหว และบุคลิกภาพแบบประนีประนอมร่วมกันทำนายความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ได้ร้อยละ 36.1 โดยบุคลิกภาพแบบหวั่นไหวมีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือ ความเสี่ยงทางการยศาสตร์ และบุคลิกภาพแบบประนีประนอม</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6347
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการปรับตัวและประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลของผู้ประกอบการภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ในอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
2026-04-02T21:59:49+07:00
ปิยพงษ์ นฤมิตสุวิมล
piyapong_nar@vu.ac.th
พิทยา ผ่อนกลาง
Pittaya_pon@vu.ac.th
พัชราภรณ์ ชนะพันธ์
Phatcharaporn_cha@vu.ac.th
อังควิภา แนวจำปา
Angkavipa_nae@vu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจที่ส่งผลต่อการปรับตัวและการประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลของผู้ประกอบการภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ในอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา และ 2) ศึกษาปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการปรับตัวและการประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลของผู้ประกอบการภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ในอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการในเขตอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 35-44 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบธุรกิจประเภทอาหารและเครื่องดื่ม และมีการดำเนินธุรกิจมาแล้ว 1-3 ปี โดยแพลตฟอร์มดิจิทัลที่นิยมใช้มากที่สุดคือ เฟซบุ๊ก ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ได้แก่ ด้านเทคโนโลยี และด้านเศรษฐกิจและสังคม และปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยี ได้แก่ ด้านการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน และด้านการรับรู้ประโยชน์จากการใช้งาน มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลของผู้ประกอบการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า แนวทางการพัฒนาควรเน้นการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีและการสร้างความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6482
การวิเคราะห์และเปรียบเทียบอัตราค่าขนส่งทางอากาศ กรณีศึกษา: บริษัท ABC (ประเทศไทย) จำกัด
2026-03-03T23:53:36+07:00
รดาศา ศรีวิชัย
radasa.net@lru.ac.th
กรกนก นนทสาร
sb6540708101@lru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์และเปรียบเทียบอัตราค่าขนส่งทางอากาศจากผู้ให้บริการแต่ละรายและเลือกใช้ผู้ให้บริการขนส่งที่เหมาะสม และ 2) สร้างแดชบอร์ด ด้วย Looker Studio สำหรับวิเคราะห์และเปรียบเทียบอัตราค่าขนส่งจากผู้ให้บริการแต่ละรายของบริษัท ABC (ประเทศไทย) จำกัด งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงพัฒนา โดยใช้แผนผังก้างปลา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ พนักงานแผนกโลจิสติกส์ จำนวน 9 คน ประกอบด้วย ผู้จัดการ หัวหน้าแผนกและพนักงานปฏิบัติการ การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงโครงสร้างเพื่อวิเคราะห์ปัญหาในการจัดการข้อมูลอัตราค่าขนส่ง และการรวบรวมข้อมูลอัตราค่าขนส่งทางอากาศจากผู้ให้บริการจำนวน 7 คน จากนั้น นำข้อมูลมาจัดเก็บและจัดการด้วย Google Sheets และสร้างเป็นแดชบอร์ดด้วย Looker Studio เพื่อใช้ในการตัดสินใจ ผลการดำเนินงานพบว่า ประสิทธิภาพการดำเนินงานดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเวลาเฉลี่ยในการค้นหาลดลงจาก 3.41 นาทีต่อครั้ง เหลือ 2.70 นาที ต่อครั้ง หรือลดลง 0.71 นาที ขณะที่จำนวนขั้นตอนในการทำงานลดลงจาก 12 ขั้นตอนต่อครั้ง เหลือเพียง 7 ขั้นตอนต่อครั้ง ลดลงถึง 5 ขั้นตอน นอกจากนี้ ความรวดเร็วในการตัดสินใจก็ปรับตัวดีขึ้น โดยใช้เวลาลดลงจาก 4.14 นาทีต่อครั้ง เหลือ 3.02 นาทีต่อครั้ง หรือลดลง 1.12 นาที สะท้อนให้เห็นว่าการปรับปรุงกระบวนการทำงาน ช่วยให้ค้นหาได้เร็วขึ้น ลดขั้นตอน และตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6500
การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องวางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ด้วยแนวทางการบำรุงรักษาทวีผล (TPM)
2026-03-20T13:48:04+07:00
คีรีรัตน์ รอดทอง
petch_kr1995@hotmail.com
ฉัตรชัย เหล่าเขตการณ์
Chatchai_lm@thonburi-u.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการบำรุงรักษาทวีผล (TPM) โดยมุ่งเน้นเสาหลักในการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องวางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เสาหลักการบำรุงรักษาด้วยตัวเอง เสาหลักการปรับปรุงเฉพาะเรื่อง และเสาหลักการบำรุงรักษาตามแผน และ 2) เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องวางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยการเพิ่มค่าประสิทธิผลโดยรวม (OEE) เพิ่มค่าระยะเวลาเฉลี่ยระหว่างการเสียหาย (MTBF) และลดค่าระยะเวลาเฉลี่ยในการซ่อมแซม (MTTR) เครื่องจักร เป็นการวิจัยแบบผสมผสานในรูปแบบกรณีศึกษาเชิงปฏิบัติการในบริษัทผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่ง ผ่านการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์เชิงลึกร่วมกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน ประกอบด้วย หัวหน้าแผนกซ่อมบำรุง วิศวกรซ่อมบำรุง วิศวกรผู้ดูแลเครื่องจักร และพนักงานประจำเครื่อง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างแบบบันทึกการทำงานของเครื่องจักร แผนภูมิพาเรโต และแผนผังก้างปลา เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุรากเหง้าของปัญหา โดยเปรียบเทียบดัชนีชี้วัดก่อนและหลังการปรับปรุง ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการปรับปรุงเครื่องวางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีเวลาหยุดทำงานรวม 143 ชั่วโมง ผู้วิจัยจึงได้นำ 3 เสาหลัก TPM มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาหลังทำการปรับปรุง ส่งผลให้ค่า OEE เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 82 เป็นร้อยละ 89 (เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.40) ค่า MTBF เพิ่มขึ้นจาก 53 ชั่วโมง เป็น 67 ชั่วโมง (เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.78) และค่า MTTR ลดลงจาก 151 นาที เป็น 140 นาที (ลดลงร้อยละ 7.49) ซึ่งแสดงถึงการทำงานของเครื่องวางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นและสะท้อนให้เห็นว่าการนำเสาหลัก TPM มาใช้ช่วยลดความสูญเสียและเสริมสร้างความสามารถในการผลิตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6510
ความท้าทายของทีวีโปรดิวเซอร์ที่มีต่อการผลิตเนื้อหาในยุคการเปลี่ยนผ่านสื่อดิจิทัล
2026-03-04T19:58:50+07:00
วรพงษ์ ปลอดมูสิก
worapong.plo@dpu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความสำคัญของบทบาททีวีโปรดิวเซอร์ในกระบวนการผลิตเนื้อหา พร้อมทั้งวิเคราะห์วิธีการทำงาน รูปแบบและปัจจัยความสำเร็จของตำแหน่งทีวีโปรดิวเซอร์อันส่งผลต่อประสิทธิภาพและคุณภาพของการผลิตเนื้อหาในบริบทอุตสาหกรรมสื่อยุคดิจิทัล เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับโปรดิวเซอร์ที่มีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 3 ปี จากสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล 19 ช่อง ผลการวิจัยพบว่า บทบาทของทีวีโปรดิวเซอร์ในการผลิตเนื้อหาจะมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อให้สอดคล้องกับการเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ขณะเดียวกันกระบวนการหลังการผลิตได้ทวีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากจำเป็นต้องปรับรูปแบบเนื้อหาให้เหมาะสมและสอดรับกับลักษณะเฉพาะของแต่ละแพลตฟอร์ม ในส่วนของวิธีการทำงานของทีวีโปรดิวเซอร์เปลี่ยนผ่านจากการทำหน้าที่กำกับและควบคุมกระบวนการผลิตไปสู่การมีส่วนร่วมเชิงปฏิบัติการในฐานะผู้สร้างสรรค์และผลิตเนื้อหาโดยตรงมากยิ่งขึ้น รูปแบบการปฏิบัติหน้าที่ของโปรดิวเซอร์อยู่ภายใต้นโยบายและทิศทางของแต่ละสถานี โดยจำเป็นต้องตระหนักรู้ต่อสถานการณ์และกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ควบคู่กับการดำเนินงานภายใต้กลไกความต้องการของผู้ชมทางโทรทัศน์และออนไลน์ซึ่งมีอิทธิพลต่อการผลิตและการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสื่อ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยความสำเร็จของตำแหน่งทีวีโปรดิวเซอร์จะประกอบด้วยทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์ การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต ความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคสื่ออย่างรอบด้าน ตลอดจนการรู้เท่าทันสถานการณ์และกระแสสังคม ทักษะเหล่านี้ล้วนสอดรับกับบริบทของอุตสาหกรรมสื่อที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6587
ความผูกพันต่อองค์การและแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อ พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร
2026-03-21T22:16:09+07:00
วรมน พรหมสาขา ณ สกลนคร
worramon.pr67@snru.ac.th
ชาติชัย อุดมกิจมงคล
worramon.pr67@snru.ac.th
สามารถ อัยกร
worramon.pr67@snru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความผูกพันต่อองค์การ ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และระดับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร 2) อิทธิพลของความผูกพันต่อองค์การ ที่มีต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร 3) อิทธิพลของแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ที่มีต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร จำนวน 309 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยได้ค่า IOC ระหว่าง .80-1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .845 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ความผูกพันต่อองค์การ แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความผูกพันต่อองค์การ ด้านความผูกพันด้านจิตใจ ด้านความผูกพันด้านบรรทัดฐาน มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และด้านความผูกพันด้านการคงอยู่ มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถทำนายระดับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ได้ร้อยละ 26.20 3) แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ด้านนโยบายและการบริหารงาน ด้านความรับผิดชอบ ด้านความสำเร็จของงานด้านการได้รับการพัฒนา ด้านสถานะของอาชีพ มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และด้านการนิเทศงาน มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถทำนายระดับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของบุคลากรในองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ได้ร้อยละ 60.70</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6635
การพัฒนาร้านกาแฟขนาดเล็กเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดกาญจนบุรี ด้วยแนวคิดการสร้างความน่าหลงใหลให้กับจุดหมายปลายทาง
2026-03-21T22:25:33+07:00
ศรเพชร ยิ่งมี
sornpech@kru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากลยุทธ์ทางการตลาดบริการของร้านกาแฟขนาดเล็กในการท่องเที่ยวโดยชุมชน จังหวัดกาญจนบุรี 2) ศึกษาการสร้างความน่าหลงใหลของจุดหมายปลายทางของร้านกาแฟขนาดเล็กในการท่องเที่ยวโดยชุมชน จังหวัดกาญจนบุรี 3) เสนอแนวทางการพัฒนาร้านกาแฟขนาดเล็กเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยการประยุกต์ใช้ผลการวิเคราะห์อิทธิพลของส่วนประสมการตลาดบริการเพื่อสร้างความน่าหลงใหลให้กับจุดหมายปลายทาง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนในจังหวัดกาญจนบุรี ที่ใช้บริการร้านกาแฟขนาดเล็กในชุมชน จำนวน 400 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงและแบบบังเอิญ เครื่องมือทีในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ค่าสหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคิดเห็นต่อส่วนประสมการตลาดบริการอยู่ในระดับปานกลาง 2) ความคิดเห็นต่อการสร้างความน่าหลงใหลอยู่ในระดับมาก และ 3) แนวทางการพัฒนาพบว่า ด้านทำเลที่ตั้ง บุคลากร ลักษณะทางกายภาพ ผลิตภัณฑ์ ราคา และกระบวนการ มีอิทธิพลทางบวกต่อความน่าหลงใหลอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ด้านการส่งเสริมการตลาดมีอิทธิพลทางลบ สะท้อนว่าการสื่อสารการตลาดที่มากเกินไปอาจลดทอนมนต์ขลังและความลึกลับของร้านกาแฟชุมชนลง</p> <p> </p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6581
การศึกษาการสะกิดพฤติกรรมทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการออมของคนรุ่นเจนวายและเจนซี ในประเทศไทย: กรณีศึกษาแอปพลิเคชันการเงิน
2026-03-15T22:35:09+07:00
ปุณญิสา แต้ศิริ
poonyisa.bonus@gmail.com
<p>ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตการออม โดยประชาชนส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อการออมแต่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง "ช่องว่างระหว่างความตั้งใจและการกระทำ" หรือ intention-action gap โดยเฉพาะในกลุ่มเจนวาย และเจนซี ที่เติบโตมาพร้อมกับแอปพลิเคชันทางการเงิน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการออม 2) วิเคราะห์การตอบสนองต่อการสะกิดพฤติกรรมทางการเงิน ทั้ง 9 รูปแบบ และ 3) ศึกษาปัจจัยด้านทัศนคติและการยอมรับเทคโนโลยีที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการออม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 406 คน โดยแบ่งเป็นเจนวาย 204 คน และเจนซี 202 คน โดยใช้แบบสอบถามจำลองสถานการณ์ออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติเชิงบวกต่อการออมในระดับสูงแต่ยังมีพฤติกรรมการตอบสนองความต้องการทันที บ่งชี้ถึงช่องว่างระหว่างความตั้งใจกับการลงมือทำจริง อย่างชัดเจน ในด้านการสะกิดพฤติกรรมทางการเงิน กลไกการให้รางวัลและแรงจูงใจมีประสิทธิภาพสูงสุด ในขณะที่การเปรียบเทียบทางสังคมได้รับการตอบสนองต่ำสุด นอกจากนี้ การยอมรับเทคโนโลยีเป็นปัจจัยทำนายพฤติกรรมการออมที่มีอิทธิพลสูงสุด โดยเบต้าเท่ากับ .345 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเจเนอเรชัน พบว่าเจนวาย มีความสม่ำเสมอในการออมมากกว่า ขณะที่เจนซี โดดเด่นด้านการตั้งเป้าหมายและการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อการออม ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าสถาบันการเงินควรออกแบบสถาปัตยกรรมทางเลือกที่ใช้งานง่าย นำระบบอัตโนมัติมาลดภาระการตัดสินใจ และใช้กลไกรางวัลเพื่อสร้างวินัยทางการเงินที่ยั่งยืน</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6675
การศึกษาแนวทางการลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ของธนาคารออมสิน
2026-04-01T23:23:01+07:00
ชาลินี หนูทอง
charlinee.nan@hotmail.com
วรรณรพี บานชื่นวิจิตร
wanrapee_ban@utcc.ac.th
<p>การศึกษาแนวทางการลดหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ของธนาคารออมสิน เกิดจากความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ใช้บริการสินเชื่อธนาคารออมสินลดลง ซึ่งส่งผลให้ธนาคารมีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น วัตถุประสงค์ในการศึกษา 1) เพื่อศึกษาสาเหตุของปัญหาต่อการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ของธนาคารออมสิน 2) เพื่อศึกษาแนวทางการลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ของธนาคารออมสิน ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ทำให้ชำระหนี้ไม่ได้เกิดจาก 1) ปัจจัยภายนอก คือ ราคาสินค้าและค่าครองชีพสูงขึ้น และภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ 2) ปัจจัยภายใน คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงเกินไป 3) ปัจจัยด้านตัวผู้กู้ คือ ภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนสูงขึ้น รายได้จากการประกอบอาชีพลดลง และมีภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น/ภาระหนี้นอกระบบ ผู้ศึกษาได้กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหา 3 แนวทาง และได้เลือกแนวทางการแก้ไขปัญหา คือ แนวทางที่ 3 กลยุทธ์เชิงรับ (WT) ทบทวนและปรับปรุงกระบวนการวิเคราะห์สินเชื่อเพื่อป้องกันหนี้เสียใหม่ กำหนดเกณฑ์การวิเคราะห์สินเชื่อและการปล่อยกู้ ให้มีความรัดกุมและสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้มากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและ การแข่งขันที่กระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมสูง เหมาะสมสำหรับการป้องกันหนี้เสียใหม่เน้นการปรับปรุงกระบวนการภายในองค์กรเพื่อเสริมความรัดกุมและลดความเสี่ยงของสินเชื่อ</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6217
Customer satisfaction after the milestone revolutions: Why a mature field requires a new theoretical breakthrough
2026-02-10T14:16:09+07:00
Taisith Kruasom
taisith.k@ubu.ac.th
Saipeth Akkho
saipeth.a@ubu.ac.th
Rattanaporn Saelee
rattanaporn.s@ubru.ac.th
<p>Customer satisfaction has long been regarded as a cornerstone construct in marketing and service research. Over several decades, the field has evolved through multiple milestone revolutions, moving from cognitive evaluation models to multidimensional and experiential frameworks, relational perspectives, and increasingly advanced analytical techniques. Despite these developments, satisfaction research now faces a paradox of maturity, where methodological sophistication continues to expand, while theoretical innovation has become increasingly limited. Adopting a conceptual and problematization-oriented approach, this article reinterprets customer satisfaction research through the lens of milestone revolution. It argues that the cumulative success of past theoretical breakthroughs has unintentionally produced a condition of paradigm closure, in which satisfaction is treated as a stabilized managerial metric rather than an evolving theoretical problem. By critically examining dominant frameworks alongside emerging digital and post-crisis service contexts, this study identifies structural limitations that constrain the explanatory power of contemporary satisfaction theory. In response, the article outlines directions for a new theoretical breakthrough grounded in five core principles: 1) satisfaction as socio-institutional judgment; 2) configurational causality; 3) dynamic evaluative trajectories; 4) contextual intelligence; and 5) a tripartite conceptualization of satisfaction, dissatisfaction, and delight. Rather than proposing a single dominant model, the study advances a renewed research program that emphasizes conceptual governance, contextual sensitivity, and theoretical renewal. This repositioning restores customer satisfaction as a theoretically consequential lens for understanding customer experience, organizational legitimacy, and market governance in increasingly complex service systems.</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6321
Guidelines for improving Chinese reading comprehension for primary students: A case study of Tangyuan Primary Schools
2026-03-09T16:22:52+07:00
Ma Qian
2648527355@qq.com
Natchanun Sermsri
natchanun.s@dru.ac.th
<p>The objectives of this research were: 1) to study the problems, needs, and influencing factors related to Chinese reading comprehension for primary students at Tangyuan Primary Schools, and 2) to develop guidelines for improving Chinese reading comprehension for primary students at Tangyuan Primary Schools. The sample were divided into 2 groups: 1) 310 primaries schools’ students, selected via simple random sampling with thesample size determined by the Krejcie & Morgan formula; and 2) a census of 42 Chinese language teachers. A mixed-methods approach was employed, utilizing focus group discussion and a questionnaire, which demonstrated reliability coefficients ranging from 0.86 to 0.87. The qualitative data were examined through both inductive and deductive content analysis, while the quantitative data were analyzed using descriptive statistics, including frequencies, means, and standard deviations. The results revealed that: 1) both primary school students and teachers at Tangyuan Primary School reported high levels of problems and needs related to the improvement of Chinese reading comprehension; and 2) the developed guidelines for enhancing students’ Chinese reading proficiency encompass six dimensions: 1) supplying graded reading materials, 2) applying thinking visualization tools, 3) training in deep reading strategies, 4) establishing home-school collaboration support mechanisms, 5) optimizing classroom reading interactions, and 6) cultivating good reading habits. These guidelines effectively address key challenges and specific needs to support improvements in students’ Chinese reading comprehension.</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6449
การบริหารงานทั่วไปในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มหนองหาน 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3
2026-03-09T16:16:21+07:00
ธนาชัย เพียรไทสงค์
moesc.1041680555@gmail.com
อมรทิพย์ เจริญผล
amornthipc@gmail.com
ชารี มณีศรี
Chalee@rtu.ac.th
<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาระดับและแนวทางการบริหารงานทั่วไปในยุคดิจิทัลในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มหนองหาน 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูกลุ่มหนองหาน 2 จำนวน 127 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเที่ยงตรง ระหว่าง .67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลนผาน Google Forms ได้รับตอบกลับ 127 คน คิดเป็นร้อยละ 100 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารงานทั่วไปในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มหนองหาน 2 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ งานกิจกรรมศาสนาและชุมชนในยุคดิจิทัล รองลงมา คือ งานระบบเครือข่ายสารสนเทศในยุคดิจิทัล และ งานโสต/ประชาสัมพันธ์ในยุคดิจิทัล ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ งานสิ่งแวดล้อมและภูมิทัศน์ในยุคดิจิทัล 2) แนวทางพัฒนาการบริหารงานทั่วไปในยุคดิจิทัล ด้านงานสิ่งแวดล้อมและภูมิทัศน์ในยุคดิจิทัล คือ ผู้บริหารสถานศึกษาควรพัฒนาระบบติดตามและจัดการสิ่งแวดล้อมแบบดิจิทัล ควรพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ น้ำ และดิน ในบริเวณโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ควรใช้เทคโนโลยีสมาร์ตในการดูแลรักษาต้นไม้และภูมิทัศน์ เช่น ระบบรดน้ำอัตโนมัติ ควรใช้แอปพลิเคชันติดตามการเจริญเติบโตของพืชในโรงเรียน ควรสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียน ครู และชุมชนในกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และควรพัฒนาระบบออนไลน์เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะแบบยั่งยืนในโรงเรียน</p>
2026-07-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6572
การบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานด้านการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติด ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในเขตอำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร
2026-03-18T00:09:03+07:00
จักรพันธ์ ปานประเสริฐ
jakapun2522@gmail.com
ชาติชัย อุดมกิจมงคล
chardchai_u@hotmail.com
สามารถ อัยกร
saamm_5@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับบริหารแบบมีส่วนร่วม และระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในเขตอำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร 2) อิทธิพลของการบริหารแบบมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในเขตอำเภอวาริชภูมิ 3) แนวทางในการพัฒนาประสิทธิผลการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในเขตอำเภอวาริชภูมิ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในเขตอำเภอวาริชภูมิ จำนวน 282 คน และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็น แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยได้ค่า IOC ระหว่าง .80-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .883 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารแบบมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในเขตอำเภอวาริชภูมิ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ประสิทธิผลการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในเขตอำเภอวาริชภูมิ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การบริหารแบบมีส่วนร่วม ด้านการมีส่วนร่วมในขั้นเข้ามามีบทบาท และด้านการมีส่วนร่วมในขั้นสร้างความร่วมมือ มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในเขตอำเภอวาริชภูมิ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสามารถร่วมกันทำนายระดับประสิทธิผลการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในเขตอำเภอวาริชภูมิ ได้ร้อยละ 40.60 3) แนวทางในการพัฒนาประสิทธิผลการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในเขตอำเภอวาริชภูมิ ได้แก่ ควรเน้นทั้งด้านความรู้ ทักษะ การมีส่วนร่วม และการสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย เพื่อให้ อสม. สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-07-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6664
ความสัมพันธ์ระหว่างความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง ความผูกพันต่อองค์การ กรอบความคิดแบบเติบโต กับพฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์นวัตกรรมใน การทำงาน: กรณีศึกษาบุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
2026-04-01T23:19:53+07:00
สรสิช พิศุทธิ์กฤดาการ
shuirane@gmail.com
รังสิมา หอมเศรษฐี
rungsima@rumail.ru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของพฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์นวัตกรรมในการทำงานความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง ความผูกพันต่อองค์การ และกรอบความคิดแบบเติบโต 2) ศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์นวัตกรรมในการทำงาน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลได้แก่ เพศ เจเนอเรชัน ระดับการศึกษา และอายุงาน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง ความผูกพันต่อองค์การ และกรอบความคิดแบบเติบโต กับพฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์นวัตกรรมในการทำงาน และ 4) ศึกษาการทำนายพฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์นวัตกรรมในการทำงาน โดยมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง ความผูกพันต่อองค์การ และกรอบความคิดแบบเติบโต เป็นตัวทำนาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นบุคลากรที่ปฏิบัติงานในส่วนกลางของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร จำนวน 214 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม 5 ตอน การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยครั้งนี้ พบว่า 1) พฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์นวัตกรรมในการทำงาน มีความแตกต่างกันตามเจเนอเรชั่น และตามอายุงาน ส่วนเพศ และระดับการศึกษา ที่แตกต่างกัน มีพฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์นวัตกรรมในการทำงานไม่แตกต่างกัน 2) ความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และกรอบความคิดแบบเติบโต มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์นวัตกรรมในการทำงาน ในระดับสูง ขณะที่ความผูกพันต่อองค์การ มีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์นวัตกรรมในการทำงาน ในระดับต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง ความผูกพันต่อองค์การ และกรอบความคิดแบบเติบโต สามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์นวัตกรรมในการทำงานของบุคลากรสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร้อยละ 74.3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยกรอบความคิดแบบเติบโตสามารถทำนายพฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์นวัตกรรมในการทำงาน ได้มากที่สุด รองลงมาคือ ความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และความผูกพันต่อองค์การ ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยมาตรฐาน เท่ากับ .520, .360 และ .188 ตามลำดับ</p>
2026-07-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6833
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษกับลูกค้าชาวต่างชาติของพนักงานนวดแผนไทยในเขตกรุงเทพมหานคร
2026-05-06T13:28:26+07:00
ธีรเดช ชื่นประภานุสรณ์
teera_det@hotmail.ac.th
องค์อร สงวนญาติ
ongorns@hotmail.com
ประกฤติ พูลพัฒน์
prakit.pew@gmail.com
<p>การวิจัยนี้เป็นแบบผสานวิธีโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้ ทัศนคติ ความวิตกกังวลและพฤติกรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษกับลูกค้าชาวต่างชาติของพนักงานนวดแผนไทยในเขตกรุงเทพมหานคร 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้ AI จำแนกตามเพศ อายุและระดับความรู้ภาษาอังกฤษ 3) ศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ ทัศนคติและความวิตกกังวลที่มีต่อพฤติกรรมการใช้ AI และ 4) ศึกษาความต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษและความรู้ด้านการใช้ AI กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ คือ พนักงานนวดแผนไทย จำนวน 424 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือเป็นแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .96 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ส่วนเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 10 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) การรับรู้ ทัศนคติ ความวิตกกังวล และพฤติกรรมการใช้ AI อยู่ในระดับมาก 2) พนักงานนวดแผนไทยที่มีเพศ อายุและระดับความรู้ภาษาอังกฤษแตกต่างกันมีพฤติกรรมการใช้ AI แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) การรับรู้ ทัศนคติและความวิตกกังวลร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมการใช้ AI ได้ร้อยละ 40.8 โดยการรับรู้และทัศนคติเป็นตัวพยากรณ์ที่มีอิทธิพลเชิงบวก ขณะที่ความวิตกกังวลมีอิทธิพลเชิงลบและ 4) ผู้ตอบแบบสอบถามทุกคนต้องการพัฒนาทักษะการฟังพูดและคำศัพท์เฉพาะทางการนวด รวมทั้งต้องการให้สถานประกอบการจัดอบรมการใช้ AI โดยผลการวิจัยเชิงคุณภาพยืนยันว่า AI ควรทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเพื่อเสริมศักยภาพมากกว่าทดแทนมนุษย์ในบริบทการให้บริการนวดบำบัด ทั้งนี้ผู้วิจัยเสนอแนะให้พัฒนาโปรแกรมภาษาอังกฤษเฉพาะทางในรูปแบบการเรียนรู้ผสมผสานและพัฒนา AI ที่มีคลังคำศัพท์การนวดแผนไทยโดยเฉพาะ เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทย</p>
2026-07-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร