วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
th-TH
วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
2774-0390
<p>บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เป็นทัศนะ ลิขสิทธิ์ และความรับผิดชอบของผู้เขียนเจ้าของผลงาน</p>
-
สมรรถนะของนักบัญชีในยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน ของพนักงานบัญชีในบริษัทเอกชน จังหวัดนครราชสีมา
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5988
<p>การศึกษาเรื่อง สมรรถนะของนักบัญชีในยุคดิจิทัลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานบัญชีในบริษัทเอกชน จังหวัดนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะของนักบัญชีในยุคดิจิทัลและประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานบัญชีในบริษัทเอกชน จังหวัดนครราชสีมา และ 2) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลสมรรถนะของนักบัญชีในยุคดิจิทัล ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานบัญชีในบริษัทเอกชนในจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานบัญชีในบริษัทเอกชน จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 400 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า สมรรถนะของนักบัญชีในยุคดิจิทัล ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชี ความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือด้านการใช้เทคโนโลยีทางการบัญชี ด้านทักษะทางวิชาชีพบัญชี และด้านความรู้ความสามารถวิชาชีพบัญชี และประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานบัญชีในบริษัทเอกชน จังหวัดนครราชสีมา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีด้านความถูกต้อง สูงเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ ด้านคุณภาพของงาน ด้านปริมาณงาน และด้านความทันต่อเวลา อีกทั้งยังพบว่าสมรรถนะของนักบัญชีในยุคดิจิทัล ด้านทักษะทางวิชาชีพบัญชี ด้านความรู้ความสามารถวิชาชีพบัญชี ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชี และด้านการใช้เทคโนโลยีทางการบัญชี ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานบัญชีในบริษัทเอกชน จังหวัดนครราชสีมา ที่ระดับนับสำคัญ .01 ผลที่ได้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพของนักบัญชีให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคต</p>
ธมนวรรณ ป้อมสนาม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
1
13
-
ปัจจัยด้านทรัพยากรองค์กรและความต้องการของพนักงานที่ส่งผลต่อความผูกพันและประสิทธิผลการดำเนินงานของบริษัท 3B กรุ๊ป จำกัด ในนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5909
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านทรัพยากรองค์กรและความต้องการของพนักงานในบริษัท 3B กรุ๊ป จำกัด ในนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์และอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมของปัจจัยด้านทรัพยากรองค์กรและความต้องการของพนักงาน ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการดำเนินงานขององค์กร 3) เพื่อประเมินความสอดคล้องของโมเดลสมมติฐานเชิงโครงสร้าง (structural model) ของปัจจัย ด้านทรัพยากรองค์กรและความต้องการของพนักงาน ความผูกพันของพนักงาน และประสิทธิผลการดำเนินงานขององค์กร การวิจัยนี้เป็นแบบการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากพนักงานที่ส่งผลต่อความผูกพันและประสิทธิผลการดำเนินงานของบริษัท 3B กรุ๊ป จำกัด ในนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน 113 คน ผ่านแบบสอบถามการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง (PLS-SEM) ผลการศึกษา พบว่าปัจจัยด้านทรัพยากรองค์กรและความต้องการของพนักงานที่ส่งผลต่อความผูกพันและประสิทธิผลการดำเนินงานของบริษัท 3B กรุ๊ป จำกัด ในนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร มีปัจจัยด้านทรัพยากรองค์กรและความต้องการมากที่สุด และด้านประสิทธิผลการดำเนินงาน ด้านปัจจัยด้านทรัพยากรองค์กร และด้านความต้องการของพนักงาน มีปัจจัยด้านทรัพยากรองค์กรและความต้องการอยู่ในระดับมาก ตามลำดับ</p>
คำหลวง อินทะวง
สืบชาติ อันทะไชย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
14
27
-
ทักษะวิชาชีพทางการเงินในยุคดิจิทัลของนักการเงินในธุรกิจโรงแรมที่พัก จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการแข่งขัน
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5942
<p>การศึกษาเรื่อง ทักษะวิชาชีพทางการเงินในยุคดิจิทัลของนักการเงินในธุรกิจโรงแรมที่พัก จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการแข่งขัน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของทักษะวิชาชีพทางการเงินในยุคดิจิทัลของนักการเงินในธุรกิจโรงแรมที่พัก จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการแข่งขัน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ที่มีประสบการณ์หรือบทบาทโดยตรงในการบริหารจัดการด้านการเงินของโรงแรม และที่พักในจังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ โดยใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 169 คน ผลการวิจัย พบว่า ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามแสดงให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นหญิงวัยทำงานที่มีระดับการศึกษาปริญญาตรี มีตำแหน่งในระดับปฏิบัติการ และมีประสบการณ์ด้านการเงินในระดับกลาง โดยทำงานในโรงแรมระดับกลางหรือรีสอร์ตเป็นหลัก <br />การวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นของนักการเงินพบว่า ทักษะวิชาชีพทางการเงินในยุคดิจิทัล ทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับมาก และพบว่าทักษะการบริหารการเงินแบบดิจิทัล ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน และทักษะการจัดการงบประมาณด้วยเทคโนโลยี มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
รัชนีกร จัตุกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
28
39
-
กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของ Pet Parents ของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง ในประเทศไทย
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5650
<p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสื่อสารการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของ pet parents และเพื่อนำเสนอแนวทางการสื่อสารที่เหมาะสมกับแต่ละประเภทธุรกิจ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสนทนากลุ่ม (focus group discussion) กับกลุ่มตัวอย่าง 14 ครอบครัว ใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง (purposive sampling) เพื่อสะท้อนมุมมองที่หลากหลายและลึกซึ้งของกลุ่มเป้าหมายกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ซึ่งแบ่งออกเป็น 1) pet parents ทั่วไป 2) pet parents ที่เป็นสัตวแพทย์ และ 3) pet parents ที่มีอิทธิพลในการแนะนำสินค้าและบริการ การวิจัยใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงธีม (thematic analysis) โดยมีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า ผลการศึกษาซึ่งจัดเรียงตามรูปแบบ SMC (Sender-Message-Channel) พบว่าการสื่อสารมีความแตกต่างกันใน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก สำหรับ ธุรกิจอาหารสัตว์และบริการด้านสุขภาพ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความน่าเชื่อถือและความเชี่ยวชาญ จากสัตวแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ ส่วน ธุรกิจอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง จะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อใช้ การตลาดเชิงอารมณ์ ที่เน้นความน่ารักและความผูกพัน และสำหรับ ธุรกิจบริการดูแลสัตว์เลี้ยง ความโปร่งใสและความปลอดภัย เป็นสิ่งสำคัญที่สุด งานวิจัยสรุปว่าผู้ประกอบการควรใช้แนวทาง การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ (IMC) และปรับแต่งข้อความและช่องทางการสื่อสารให้สอดคล้องกับคุณค่าหลักของธุรกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความผูกพัน และความโปร่งใสในมุมมองของผู้บริโภคกลุ่มนี้</p>
ป้อมเพชร นพคุณวิจัย
อัญชลี พิเชษฐพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
40
51
-
การประเมินผลกระทบทางสังคมและนำเสนอแนวทางการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนของแหล่งเรียนรู้เชิงศิลปะและการออกแบบ: กรณีศึกษา ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ กรุงเทพมหานคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6017
<p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์คือเพื่อระบุห่วงโซ่ผลกระทบทางสังคม ประเมินผลกระทบทางสังคม (Social Impact Assessment: SIA) ที่เกิดขึ้นจากแหล่งเรียนรู้เชิงศิลปะและการออกแบบ: กรณีศึกษาศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ กรุงเทพมหานคร อีกทั้งนำเสนอแนวทางการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return On Investment: SROI) โดยใช้กรณีศึกษาจากศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ กระบวนการวิจัยดำเนินผ่านการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในย่านเจริญกรุง อันเป็นพื้นที่ต้นแบบของการพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์บนฐานทุนวัฒนธรรมและความเป็นย่านดั้งเดิม เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 22 คน ซึ่งคัดเลือกจากการเป็นผู้พักอาศัย ในย่านเจริญกรุง ใช้วิเคราะห์การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยเริ่มจากการจัดระเบียบข้อมูล จากนั้นให้รหัสข้อมูล จัดกลุ่มข้อมูล แล้วจึงหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มข้อมูลที่ได้ เพื่อสร้างบทสรุป ผลการวิจัยพบว่า ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบมีบทบาทในการยกระดับศักยภาพของชุมชนในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เช่น การเพิ่มรายได้จากกิจกรรมสร้างสรรค์ การกระตุ้นความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของย่าน การสร้างเครือข่ายระหว่างนักสร้างสรรค์และผู้ประกอบการในพื้นที่ อย่างไรก็ตามการใช้กรอบวิเคราะห์ SROI ยังชี้ให้เห็นถึงความคุ้มค่าในการลงทุนของภาครัฐในผลลัพธ์เชิงคุณภาพ เช่น การเข้าถึงโอกาสการเรียนรู้ใหม่ ๆ การมีส่วนร่วมของชุมชน และการเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต</p>
อติญา วงษ์วาท
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
52
67
-
การพัฒนาทักษะการพูดและการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาจีนของเด็กอนุบาล 3 โดยใช้วิธีการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5968
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการพูดคำศัพท์ภาษาจีนของเด็กปฐมวัย ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้วิธีการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาจีนของเด็กปฐมวัยก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้วิธีการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร ประชากร คือ เด็กอนุบาล 3 จำนวน 180 คน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3/4 จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ แบบประเมินทักษะการพูดภาษาจีน แบบวัดการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาจีน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการหาค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการพูดคำศัพท์ภาษาจีนของเด็กอนุบาลปีที่ 3 โดยใช้การสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) การเรียนรู้คำศัพท์ภาษาจีนของเด็กอนุบาล 3 โดยใช้การสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
หลู่ ลี่ฉี
กุลิสรา จิตรชญาวณิช
นารีรัตน์ หงษ์สามสิบเก้า
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
68
77
-
ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มหนองหาน 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/4055
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับและแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มหนองหาน 2 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียน จำนวน 19 แห่ง กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 117 คน โดยทำการสุ่มแบบชั้นภูมิและทำการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเที่ยงตรงระหว่าง .67-1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .94 และแบบสัมภาษณ์ การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แพลตฟอร์ม google form ผ่านทางอีเมล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มหนองหาน 2 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มี 1 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด และ 7 ด้าน อยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ วิสัยทัศน์ผู้นำแบบดิจิทัล รองลงมา คือ ด้านการเป็นพลเมืองยุคดิจิทัล จริยธรรมองค์กรและสังคมดิจิทัล ความเป็นมืออาชีพด้านดิจิทัล การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล การจัดการดิจิทัล ความรู้และทักษะดิจิทัล ด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ การเป็นผู้ใช้งานดิจิทัลได้อย่างคล่องแคล่ว 2) แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำยุคดิจิทัล ดังนี้ ควรกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายด้านดิจิทัลที่สอดคล้องกับพันธกิจของสถานศึกษา เพื่อเป็นเป้าหมายและทิศทางในการพัฒนา ควรสนับสนุนและส่งเสริมครูและบุคลากรเข้ารับการอบรมหรือหาความรู้เพิ่มเติมด้านดิจิทัล ควรสนับสนุนให้ครูทำการเรียนการสอนโดยการบูรณาการการสอน การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลในรายวิชาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ควรสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นความสนใจสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรที่จำเป็นและพัฒนาความรู้ด้านการสร้างนวัตกรรมการสอน เทคนิคการสอนแบบใหม่ ๆ อย่างชาญฉลาด สนับสนุนให้ครูเข้าร่วมการประชุม สัมมนา หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีนวัตกรรมการศึกษา และจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ดิจิทัลให้เพียงพอและทั่วถึง</p>
อรอุมา วรรณรส
สุรางคณา มัณยานนท์
กิจพิณิฐ อุสาโห
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
78
91
-
การวิเคราะห์บรรณมิติการใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการคัดกรองภาวะสุขภาพจิต การป้องกันการทำร้ายตนเอง และความคิดฆ่าตัวตาย ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาการศึกษาจากฐานข้อมูล Dimensions
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6188
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลวัตสถานภาพองค์ความรู้และโครงสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระดับโลก ในหัวข้อการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning: ML) เพื่อการคัดกรองภาวะสุขภาพจิต การป้องกันการทำร้ายตนเอง และความคิดฆ่าตัวตาย ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาโดยใช้วิธีการวิเคราะห์บรรณมิติ (bibliometric analysis) จากฐานข้อมูล Dimensions ครอบคลุมช่วงเวลาระหว่างปี ค.ศ. 2016 ถึง 2025 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามมาตรฐาน PRISMA (Preferred Reporting Items for Systematic Reviews and Meta-Analyses) ได้บทความวิจัยที่มีคุณภาพจำนวน 1,354 เรื่อง ผลการศึกษาพบว่า แนวโน้มการตีพิมพ์ผลงานวิชาการในสาขานี้มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยสถิติสูงสุดในช่วงปี ค.ศ. 2024 ถึง 2025 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเป็นประเด็นแนวโน้มสำคัญในระดับโลก โดยโครงสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ถูกขับเคลื่อนโดยสองมหาอำนาจหลัก คือ สหรัฐอเมริกาและประเทศจีน ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการสร้างองค์ความรู้ โดยมี Jo Robinson จากประเทศออสเตรเลียเป็นนักวิจัยที่มีผลงานตีพิมพ์สูงสุด และ Matthew K. Nock จากสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ที่มีผลการอ้างอิงสูงสุด นอกจากนี้ยังพบการก่อตัวของเครือข่ายวิจัยในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทย ที่เริ่มมีบทบาทเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นโอกาสสำคัญสำหรับนักวิจัยไทยในการสร้างความร่วมมือและพัฒนานวัตกรรมเพื่อดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้สอดคล้องกับทิศทางของโลก</p>
พิบูล หงษ์ทอง
ภพธร วุฒิหาร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
92
107
-
การเปรียบเทียบระดับการรับรู้และการยอมรับเทคนิคการทำนาแบบเปียกสลับแห้งของเกษตรกรในพื้นที่ชลประทานมูลบน จังหวัดนครราชสีมา
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5274
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบระดับการรับรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของเทคนิค ความคาดหวังในความพยายาม อิทธิพลจากผู้อื่น ปัจจัยสนับสนุนการใช้งาน ทัศนคติ และการควบคุมพฤติกรรมที่รับรู้ของเกษตรกร จำแนกตามประเภทแหล่งน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูก 2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการยอมรับเทคนิคการทำนาแบบเปียกสลับแห้งของเกษตรกร จำแนกตามประเภทแหล่งน้ำ 3) เพื่อเปรียบเทียบระดับการรับรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของเทคนิค ความคาดหวังในความพยายาม อิทธิพลจากผู้อื่น ปัจจัยสนับสนุนการใช้งาน ทัศนคติ และการควบคุมพฤติกรรมที่รับรู้ของเกษตรกร จำแนกตามประเภทกลุ่มเกษตรกรที่สังกัด 4) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการยอมรับเทคนิคการทำนาแบบเปียกสลับแห้งของเกษตรกร จำแนกตามประเภทกลุ่มเกษตรกรที่สังกัด กลุ่มตัวอย่างคือเกษตรกรในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามูลบน จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 357 ราย โดยการสุ่มแบบกลุ่ม ใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน และมีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือโดยรวม (Cronbach’s alpha) พบว่ามีค่าระหว่าง .980 - .981 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Mann-Whitney U ผลการวิจัยพบว่า ประเภทแหล่งน้ำมีความสัมพันธ์กับระดับการรับรู้และการยอมรับเทคนิค AWD อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ใช้น้ำฝนและแหล่งน้ำธรรมชาติแสดงระดับการรับรู้และการยอมรับสูงในทุกมิติ ขณะที่ผู้ใช้น้ำจากสระขุดแตกต่างเพียงบางมิติ ด้านกลุ่มเกษตรกร พบว่า กลุ่มที่เคยอบรม หรือเป็นสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชน ศพก. และ Thai Rice NAMA มีระดับการรับรู้และการยอมรับสูงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะด้านทัศนคติ อิทธิพลจากผู้อื่น ปัจจัยสนับสนุน และการควบคุมพฤติกรรมที่รับรู้ ขณะที่กลุ่มไม่มีสมาชิกภาพ หรือเป็นสมาชิกธนาคารเพื่อการเกษตรฯ มีระดับการรับรู้ต่ำกว่าทุกมิติ ข้อค้นพบสะท้อนบทบาทของแหล่งน้ำและการรวมกลุ่มของเกษตรกรต่อการยอมรับเทคโนโลยีการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งควรได้รับการออกแบบเชิงนโยบายให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่</p>
ณัชชา ปุณณารักษ์
ฉัตยาพร เสมอใจ
ยุทธนาท บุณยะชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
108
122
-
อิทธิพลของแรงจูงใจในการทำงานที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีมขององค์การและความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรกรมที่ดินกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5130
<p> การวิจัยนี้เป็นการศึกษาอิทธิพลของตัวแปรคั่นกลาง (mediator) ของ Baron &Kenny (1986) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยเพื่อศึกษา 1) อิทธิพลของวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีมที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การ 2) อิทธิพลของวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีมที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการทำงาน 3) อิทธิพลของแรงจูงใจในการทำงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การ 4) อิทธิพลของแรงจูงใจในการทำงานส่งผลต่อความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีมและความผูกพันต่อองค์การ กลุ่มตัวอย่างได้แก่บุคลากรของกรมที่ดิน กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 ประกอบด้วย กาญจนบุรี ราชบุรี และสุพรรณบุรี รวมประชากรทั้งสิ้น 409 คน คำนวณได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 202 คน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ถูกต้องมากขึ้น ผู้วิจัยได้แจกแบบประเมิน จำนวน 300 ชุด และได้กลับคืนมา 263 ชุด เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์หาความสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) วัฒนธรรม การทำงานเป็นทีมมีอิทธิพลทางบวกต่อความผูกพันต่อองค์การ 2) วัฒนธรรมการทำงานเป็นทีมมีอิทธิพลทางบวกต่อแรงจูงใจในการทำงาน 3) แรงจูงใจในการทำงานมีอิทธิพลทางบวกต่อความผูกพันต่อองค์การ 4) เมื่อควบคุมตัวแปรกลาง ทำให้ความสัมพันธ์ทางบวกระหว่างวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีมกับความผูกพันต่อองค์การลดลงแรงจูงใจในการทำงานจึงเป็นตัวแปรกลางแบบบางส่วน</p>
กัลยา ทองหนูนุ้ย
สันติธร ภูริภักดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
123
137
-
การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ร่วมกับเทคนิคทีม เกม แข่งขัน (TGT) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความสามารถในการคิดแก้ปัญหา เรื่อง พลังงานความร้อน
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5153
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ร่วมกับเทคนิคทีม เกม แข่งขัน (TGT) เรื่อง พลังงานความร้อน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนรัตนาธิเบศร์ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาก่อนและหลังได้รับ การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ร่วมกับเทคนิคทีม เกม แข่งขัน (TGT) เรื่อง พลังงานความร้อน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนรัตนาธิเบศร์ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/5 โรงเรียนรัตนาธิเบศร์ จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง โดยใช้เกณฑ์พิจารณาคัดเลือกร้อยละ 30 และเลือกจากนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยรวมต่ำกว่าเกณฑ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ร่วมกับเทคนิคทีม เกม แข่งขัน (TGT) เรื่อง พลังงานความร้อน จำนวน 4 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พลังงานความร้อน จำนวน 30 ข้อ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดแก้ปัญหา เรื่องพลังงานความร้อน เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบ และค่าดัชนีความสอดคล้อง ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ร่วมกับเทคนิคทีม เกม แข่งขัน (TGT) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่อเรื่อง พลังงานความร้อน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) ร่วมกับเทคนิคทีม เกม แข่งขัน (TGT) มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหา ต่อเรื่อง พลังงานความร้อน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ธัชชา ศุกระจันทร์
ภาวิณี รัตนคอน
วันภัทร ละนิโส
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
138
150
-
การสร้างมูลค่าเพิ่มข้าวกล้องงอกอินทรีย์เพื่อมูลค่าทางเศรษฐกิจของทุ่งกุลาในเขตจังหวัดศรีสะเกษ
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5482
<p>การวิจัยนี้ ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน เก็บรวบข้อมูลด้วยแบบทดสอบแบบมีโครงสร้างและมีการทดสอบ วิเคราะห์ข้อมูลเป็นค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน ใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 50 คน การศึกษาวิจัยโดยวัตถุประสงค์ที่ 1 ศึกษาความต้องการการส่งเสริมการผลิตและเพิ่มมูลค่าข้าวกล้องงอกอินทรีย์ โดยนำกลุ่มเกษตรกรและนักวิชาการร่วมกันเสวนากลุ่ม พบว่า เกษตรกรกลุ่มตัวอย่างมีความต้องการเพิ่มมูลค่าข้าว โดยการแปรรูปข้าวกล้องงอก การตลาดสมัยใหม่และการวางแผนธุรกิจ วัตถุประสงค์ที่ 2 การแปรรูปข้าวกล้องงอกอินทรีย์ พบว่า ผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มตัวอย่างร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอกให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่า โดยการนำผงข้าวกล้องงอกไปทดสอบสาร พบว่า ข้าวกล้องงอกผง 1 กิโลกรัม พบสารกาบาในปริมาณ 28.72 มิลลิกรัม และทำการผลิตเป็นสินค้าต้นแบบ คือ ข้าวกล้องงอกผสมธัญพืชและข้าวกล้องงอกผสมคอลลาเจน จากนั้นได้อบรมการเขียนแผนธุรกิจ โดยมีนักวิชาการคอยชี้แนะ ก่อนและหลังการอบรมได้มีการทดสอบความรู้ความเข้าใจของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 25 ข้อ พบว่า ก่อนการอบรม ผลการทดสอบความเข้าใจอยู่ในระดับน้อย แต่หลังการอบรม ผลการทดสอบความเข้าใจเพิ่มขึ้นเป็นระดับปานกลาง วัตถุประสงค์ที่ 3 พัฒนาบรรจุภัณฑ์และช่องทางการตลาดสมัยใหม่ กลุ่มตัวอย่างได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญอบรมการสร้างเพจ การโพสขายสินค้าและการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ก่อนและหลังการอบรมได้มีการทดสอบความรู้ความเข้าใจของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 12 ข้อ พบว่า ก่อนการอบรม ผลการทดสอบความเข้าใจอยู่ในระดับน้อย ขณะที่ผลการทดสอบหลังการอบรม พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับปานกลาง</p>
เกษม เปนาละวัด
เพ็ญลักษณ์ อ่อนทรวง
ลัลนา ยุกต์วัฒนพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
151
166
-
ความเสี่ยงขององค์กรและชื่อเสียงของผู้สอบบัญชีที่กำหนดค่าธรรมเนียมสอบบัญชี
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5491
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเสี่ยงขององค์กรและชื่อเสียงของผู้สอบบัญชีที่กำหนดค่าธรรมเนียมสอบบัญชี เพื่อให้ผู้บริหารสามารถวางแผนควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยให้สำนักงานสอบบัญชีพัฒนากลยุทธ์ค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมและเป็นธรรม โดยกำหนดสมมติฐานการวิจัย 3 ข้อ ดังต่อไปนี้ 1) ความเสี่ยงขององค์กรส่งผลต่อค่าธรรมเนียมสอบบัญชี 2) ชื่อเสียงของผู้สอบบัญชีส่งผลต่อค่าธรรมเนียมสอบบัญชี และ 3) ความเสี่ยงขององค์กรและชื่อเสียงของผู้สอบบัญชีส่งผลต่อค่าธรรมเนียมสอบบัญชี โดยรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากงบการเงินและรายงานประจำปีของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มี ผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ถึง พ.ศ. 2566 รวมระยะเวลา 3 ปี จำนวน 100 บริษัท การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ เพื่อหาความสัมพันธ์และทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความเสี่ยงขององค์กร ด้านระดับสินทรัพย์รวม และด้านระยะเวลาดำเนินงานทั้งสิ้น ส่งผลเชิงบวกต่อค่าธรรมเนียมสอบบัญชี ในขณะที่ความเสี่ยงขององค์กร ด้านระดับรายได้จากการขาย และด้านอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน ส่งผลเชิงลบต่อค่าธรรมเนียมสอบบัญชี 2) เมื่อพิจารณาชื่อเสียงของผู้สอบบัญชีที่กำหนดค่าธรรมเนียมสอบบัญชี พบว่า ด้านชื่อเสียงของสำนักงานสอบบัญชีส่งผลเชิงบวกต่อค่าธรรมเนียมสอบบัญชี 3) เมื่อทดสอบความเสี่ยงขององค์กรและชื่อเสียงของผู้สอบบัญชีที่กำหนดค่าธรรมเนียมสอบบัญชี กลับพบว่า ด้านชื่อเสียงของสำนักงานสอบบัญชีไม่ส่งผลต่อค่าธรรมเนียมสอบบัญชี ซึ่งเป็นไปได้ว่าชื่อเสียงของสำนักงานบัญชีได้สะท้อนอยู่ในระดับความเสี่ยง โดยเฉพาะในตัวแปรสินทรัพย์รวม และระยะเวลาดำเนินงานทั้งสิ้นอยู่แล้ว</p>
ปริยาภรณ์ จันทร์เส้ง
ไกรวิทย์ หลีกภัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
167
181
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5581
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานในการสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อเสริมสร้างทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2) สร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกฯ 3) ทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกฯ และ 4) ประเมินผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดท่าสะต๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 32 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) รูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกฯ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกฯ 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5) แบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และ 6) แบบประเมินจิตวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก “SASAE Model” ที่พัฒนาขึ้นโดยสังเคราะห์จากแนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน สร้างสรรค์เป็นฐาน และแบบสืบเสาะหาความรู้ มี 5 ขั้นตอน ได้แก่ กระตุ้นความคิด (stimulus) กิจกรรม (activity) การนำเสนอ (show and share) การประยุกต์ใช้ (apply) และการประเมิน (evaluation) ส่งผลให้ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านความรู้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และจิตวิทยาศาสตร์ โดยมีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 83.40/82.61 และหลังทดลองใช้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และจิตวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยระดับจิตวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
ณิรดา บูรณเครือ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
182
197
-
การจัดการความรู้ด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวมรดกทางวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ในพัทยาเมืองอัจฉริยะ
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5672
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ จัดการความรู้ด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวมรดกทางวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ในพัทยาเมืองอัจฉริยะ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและการสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างคือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 20 คน และบุคลากรผู้ให้บริการ 50 คน จากสวนนงนุช ตลาดน้ำสี่ภาค ปราสาทสัจธรรม และเขาพระตำหนัก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติร้อยละ 90.0 ต้องการข้อมูลประวัติแหล่งท่องเที่ยว และร้อยละ 85.0 ต้องการแผนที่เดินทางเป็นภาษาอังกฤษ ในส่วนของบุคลากรผู้ให้บริการ ส่วนใหญ่มีทักษะภาษาอังกฤษ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยทักษะที่อยู่ในระดับต่ำที่สุดคือ การพูด นอกจากนี้ผู้วิจัยได้พัฒนาคู่มือภาษาอังกฤษเพื่อ การบริการนักท่องเที่ยวในแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้พบว่าอยู่ในระดับมาก โดยหัวข้อ “บทสนทนาเบื้องต้น” และ “การบอกทาง” ได้รับคะแนนสูงสุดตามลำดับ การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการจัดการความรู้ผ่านการพัฒนาสื่อภาษาอังกฤษที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ให้บริการและนักท่องเที่ยว จะช่วยยกระดับคุณภาพการบริการและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของพัทยาเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืน</p>
อิงคยุทธ พูลทรัพย์
สิทธิชัย สุขธรรมสถิต
ประติมา บุญเจือ
กมนทรรศน์ ชาวนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
198
212
-
การจัดเส้นทางเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง: กรณีศึกษา สหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5578
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาต้นทุนและกระบวนการจัดการขนส่งในปัจจุบันของสหกรณ์โคนมขอนแก่น จํากัด 2) วิเคราะห์เส้นทางการขนส่งของสหกรณ์ โคนมขอนแก่น จํากัด และ 3) เสนอแนะแนวทางในการจัดการขนส่งใหม่เพื่อลดต้นทุนการขนส่งของสหกรณ์โคนมขอนแก่น จำกัด ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยประยุกต์ใช้วิธีอัลกอริทึมแบบประหยัด (saving algorithm) เพื่อให้ได้เส้นทางใหม่ที่ประหยัดและมีเส้นทางที่สั้นที่สุดในการขนส่ง และลดต้นทุนในการขนส่ง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ บุคลลากรในแผนกงานการขนส่ง แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ประกอบด้วย ผู้จัดการแผนก 1 คน และเจ้าหน้าที่จัดสรรการขนส่ง 7 คน รวมทั้งสิ้น 8 คน ผลการวิจัยพบว่า จากการใช้ประสบการณ์และความชำนาญของพนักงานสามารถจัดเส้นทางการขนส่งได้ 6 เส้นทาง เป็นระยะทางรวมทั้งสิ้น 435.6 กิโลเมตร หรือคิดเป็นต้นทุนค่าขนส่ง 2,857.53 บาทต่อเดือน และเมื่อใช้วิธีอัลกอริทึมแบบประหยัด สามารถจัดเส้นทางได้ 2 เส้นทาง เป็นระยะทางรวมทั้งสิ้น 370.9 กิโลเมตร หรือคิดเป็นต้นทุนค่าขนส่ง 2,433.10 บาทต่อเดือน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสามารถลดระยะทางเท่ากับ 64.7 กิโลเมตร ลดต้นทุนค่าขนส่งเท่ากับ 424.43 บาทต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 14.8 และลดจำนวนรถที่ใช้ขนส่งจาก 6 คัน เหลือเพียง 2 คัน คิดเป็นร้อยละ 66.7</p>
สานิตย์ ปัตตะเน
รณชัย สำลีว่อง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
213
227
-
รูปแบบความสำเร็จของการพัฒนาผู้นำนักขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนแปลง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลสองพี่น้อง จังหวัดจันทบุรี
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5588
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาความสำเร็จของการพัฒนาผู้นำนักขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) สร้างรูปแบบที่เหมาะสมต่อการพัฒนาผู้นำนักขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลสองพี่น้อง จังหวัดจันทบุรี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ 1) ศึกษาความสำเร็จ โดยใช้สถิติในการวิจัยได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่าง 380 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามสุ่มตามความสะดวก โดยใช้ที่มีค่า IOC .5 ขึ้นไป และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .89 2) สร้างรูปแบบที่เหมาะสมโดยสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม โดยเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย 3 กลุ่ม รวมจำนวน 25 คน ประกอบด้วย 1) ผู้บริหาร 2) ปฏิบัติงาน 3) ระดับพื้นที่ เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและประเด็นสนทนากลุ่ม ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสำเร็จของการพัฒนาผู้นำชุมชนคอยเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ชุมชน สร้างแรงบันดาลใจ และพัฒนาศักยภาพของสมาชิกในชุมชน ภาคีเครือข่าย ความพร้อมของชุมชน การมีส่วนร่วมในการทำงานเป็นทีม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการจัดเวทีประชาคม จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ภาพรวมด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน การมีอุดมการณ์ สร้างแรงจูงใจ กระตุ้นทางปัญญา ความเป็นปัจเจกบุคคล รวมถึงด้านแรงจูงใจในการขับเคลื่อนผู้นำนักขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อยู่ในระดับมาก ด้านความเป็นอยู่ ความสำเร็จในการทำงาน ผลตอบแทน ความสัมพันธ์กับคนในชุมชนตามลำดับ 2) รูปแบบที่เหมาะสมโดยมุ่งเน้นเรื่องของการให้ความรู้ สร้างทีมผู้นำแบบบูรณาการ ด้วยการวางแผนการทำงานร่วมกัน อย่างเป็นระบบ รวมถึงการติดตามประเมินผล</p>
อณิษฐา หาญภักดีนิยม
ณิชาพัฒน์ ฤทธิเรืองเดช
ยุภารัตน์ ฟองคำมูล
ปัญพัช อังศุชัยกิจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
228
243
-
การพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมด้วยเศรษฐกิจ BCG Model สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่าสูงในเมืองรอง อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5899
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาศักยภาพการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมโดยชุมชนมีส่วนร่วม 2) เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรม 3) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้การจัดการท่องเที่ยวและแพลตฟอร์มการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมด้วยเศรษฐกิจแบบ BCG Model สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่าสูงในเมืองรอง อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพร่วมกับการวิจัยและพัฒนา ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ผลการวิจัยพบว่า ตำบลวันยาว อำเภอขลุง มีศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นสูง เหมาะสมต่อการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วมโดยชุมชน สามารถกำหนดโปรแกรมกิจกรรมท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เช่น การล่องแพศึกษาธรรมชาติ ชมเหยี่ยวแดง การเรียนรู้ธนาคารปูม้า และการแปรรูปอาหารทะเลพื้นบ้าน ได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ต้นแบบในรูปแบบเว็บไซต์ (www.crabbankchan.com) ที่เชื่อมโยงข้อมูลกิจกรรม แหล่งท่องเที่ยว และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไว้อย่างเป็นระบบ พร้อมระบบหลังบ้านสำหรับบริหารจัดการโดยชุมชน ผลการทดสอบการใช้งานแพลตฟอร์ม พบว่า ผู้ใช้มีความพึงพอใจในระดับ “มากที่สุด” ต่อความชัดเจนของข้อมูล ความเหมาะสมของเนื้อหา และความง่ายในการเข้าสู่ระบบ ทั้งนี้แม้จะพบข้อจำกัดด้านความรู้เทคโนโลยีของคนในชุมชนในช่วงเริ่มต้น แต่การมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็งและการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ต่อเนื่อง ส่งผลให้แพลตฟอร์มมีศักยภาพในการขยายผลสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมในระดับชุมชน และสามารถเป็นต้นแบบการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนด้วยเศรษฐกิจแบบ BCG ในพื้นที่เมืองรองอื่น ๆ ได้ต่อไป</p>
นารินจง วงศ์อุต
ศิริภา วิทยาพรพิพัฒน์
พิศาล ทองนพคุณ
สุทธิพงษ์ คล่องดี
ณัฐฐกิตต์ ตันสมรส
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
244
258
-
อิทธิพลของการยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และคุณภาพบริการอิเล็กทรอนิกส์ ต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภค ในจังหวัดขอนแก่น
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6239
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาอิทธิพลของการยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และคุณภาพบริการอิเล็กทรอนิกส์ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภค ในจังหวัดขอนแก่น เป็นวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ และอาศัยอยู่ในจังหวัดขอนแก่น จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า การยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ด้านความกังวลต่อการมีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และประสบการณ์การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภค ในจังหวัดขอนแก่น สามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 47.90 และคุณภาพบริการอิเล็กทรอนิกส์ ด้านความเป็นส่วนตัว ด้านการติดต่อ ด้านการตอบสนอง ด้านประสิทธิภาพ ด้านความพร้อมของระบบ และด้านการปฏิบัติตาม มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภค ในจังหวัดขอนแก่น สามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 67.90 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05</p>
วนัญญา ทองทิพย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
259
272
-
แนวทางการบริหารจัดการหน่วยบริการ ศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 8
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5935
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการหน่วยบริการ 2) เพื่อเปรียบเทียบแนวทางการบริหารจัดการหน่วยบริการ 3) เพื่อประมวลผลข้อเสนอแนะการบริหารจัดการหน่วยบริการ โดยใช้ระเบียบวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหาร และครูผู้สอนศูนย์การศึกษาพิเศษ กลุ่มสถานศึกษา กลุ่ม 8 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 242 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการหน่วยบริการ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพจากแบบสัมภาษณ์วิเคราะห์โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวทางการบริหารจัดการหน่วยบริการ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) เปรียบเทียบแนวทางการบริหารจัดการหน่วยบริการ จำแนกตามตัวแปร อายุ และประสบการณ์ปฏิบัติงาน ภาพรวมแตกต่างกัน ยกเว้นตัวแปร วุฒิการศึกษา ภาพรวมไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการบริหารจัดการหน่วยบริการ ด้านบริหารงานวิชาการ ควรเน้นการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้โดยเฉพาะการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ที่ตอบสนองความต้องการจำเป็นเฉพาะความพิการ การดำเนินงานที่มุ่งเน้นการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม (EI) เป็นการเสริมสร้างพัฒนาการตั้งแต่แรกเกิดหรือแรกพบความพิการ ด้านบริหารงานบุคคล ควรมีเป้าหมายเพื่อจัดหาและพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพ วางแผนอัตรากำลังให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนแต่ละพื้นที่ ด้านบริหารงานแผนงานและงบประมาณ ควรยึดหลักทางการเงินที่โปร่งใส ใช้ระบบสารสนเทศมาช่วยเพิ่มความถูกต้องและลดความซ้ำซ้อน และด้านบริหารงานทั่วไป ควรดูแลอาคารสถานที่ ให้สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและปลอดภัย ครอบคลุมทั้งด้านกายภาพ และการเตรียมความพร้อมต่อเหตุฉุกเฉิน</p>
สุมณฑา บิลเดช
สุนทรี วรรณไพเราะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-30
2026-03-30
6 1
273
284
-
ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค CIRC ที่มีต่อความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจและการเขียนเรียงความภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านขี้ตุ่น (แหล่งจะหลุง) จังหวัดนครราชสีมา
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6026
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนรู้โดยใช้เทคนิค CIRC หลังเรียน กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนเรียงความภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนรู้โดยใช้เทคนิค CIRC หลังเรียน กับเกณฑ์ร้อยละ 70 รูปแบบการวิจัยเป็นแบบกลุ่มเดียววัดก่อนหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 คือ โรงเรียนบ้านขี้ตุ่น (แหล่งจะหลุง) 1 ห้องเรียน จำนวน 28 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค CIRC 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจ และ 3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการเขียนเรียงความภาษาไทย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านขี้ตุ่น (แหล่งจะหลุง) ที่เรียนรู้โดยใช้เทคนิค CIRC หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความสามารถในการเขียนเรียงความภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านขี้ตุ่น (แหล่งจะหลุง) ที่เรียนรู้โดยใช้เทคนิค CIRC หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ปกเกศ ยี่สารพัฒน์
อภิรักษ์ อนะมาน
สุวรรณี ยหะกร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-31
2026-03-31
6 1
285
295
-
การประเมินความต้องการจำเป็นด้านทักษะการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ด้วยดัชนี PNI modified
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6046
<p>การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นด้านทักษะการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ 2) จัดเรียงลำดับความต้องการจำเป็นด้านทักษะการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ปีการศึกษา 2567 จำนวน 207 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบประเมินความต้องการจำเป็นด้านทักษะการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ มีค่าความเชื่อมั่น .917 แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนี PNI <sub>modified</sub> และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ความต้องการจำเป็นด้านทักษะการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ มีค่าดัชนี PNI <sub>modified</sub> ระหว่าง .29-.42 2) ผลการเรียงลำดับความต้องการจำเป็นตามรายด้านจากมากไปน้อย คือ ทักษะด้านการเลือกใช้สถิติ การวิเคราะห์ข้อมูลและการแปลผล ทักษะด้านวิธีดำเนินการวิจัย ทักษะด้านการเขียนสรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะการวิจัย ทักษะด้านการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทักษะด้านการเขียนองค์ประกอบส่วนต้นและส่วนท้ายของงานวิจัย และทักษะด้านการกำหนดปัญหา ตั้งชื่อเรื่องและเขียนบทนำ โดยมีค่าดัชนี PNI <sub>modified</sub> เท่ากับ .42, .37, .36, .35 .33 และ .29 ตามลำดับ และ 3) แนวทางในการพัฒนาทักษะการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ประกอบด้วย การจัดวิชาเรียนเกี่ยวกับสถิติและการวิเคราะห์ข้อมูล การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมความพร้อม การแนะนำแหล่งข้อมูลเพื่อศึกษาค้นคว้าและเทคนิคการสืบค้น ฝึกอบรมแนวทางการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการวิจัย การกำหนดไฟล์รูปแบบการเขียนรายงานการวิจัย และมีกระบวนการนิเทศให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง</p>
กุสุมา ใจสบาย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-31
2026-03-31
6 1
296
310
-
แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของโรงเรียน ในเครือคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ในประเทศไทย
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5603
<p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของโรงเรียนในเครือคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ในประเทศไทย และ 2) เพื่อประเมินแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของโรงเรียนในเครือคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ในประเทศไทย วิธีดำเนินการวิจัย แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารจากโรงเรียนที่มีวิธีปฏิบัติที่ดี กลุ่มตัวอย่าง คือผู้อำนวยการสถานศึกษา รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ครูหัวหน้าวิชาการ จำนวน 8 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) และระยะที่ 2 การประเมินแนวทางการพัฒนาการบริหารการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีพรรณนา โดยผลการวิจัยพบว่า แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของโรงเรียนในเครือคณะภคินี เซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ในประเทศไทย ที่จำแนกแนวทางเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารคุณภาพของสถานศึกษา ด้านการบริหารหลักสูตร ด้านการพัฒนาครูและบุคลากร ด้านการจัดสภาพแวดล้อมและสื่อเพื่อการเรียนรู้ และด้านการให้บริการสื่อเทคโนโลยีสนับสนุน การจัดประสบการณ์ 2) การประเมินแนวทางการพัฒนาการบริหารการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยของโรงเรียนในเครือคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ในประเทศไทย พบว่า ค่าเฉลี่ยโดยภาพรวมและรายด้านทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความถูกต้อง</p>
ปัณฑิตา อินพาเพียร
สุชาดา บุบผา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-31
2026-03-31
6 1
311
322
-
การศึกษาความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองโลก ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6261
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างความเป็นพลเมืองโลกของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ภาคปกติ จำนวน 381 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่สร้างขึ้นตามกรอบแนวคิดพลเมืองโลกศึกษาของ UNESCO (2015) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ผลการวิจัยพบว่า การจัดลำดับความต้องการจำเป็นผ่านมิติการเรียนรู้ 3 ด้าน พบว่า ด้านความรู้มี ความต้องการจำเป็นสูงสุด รองลงมาคือด้านพฤติกรรม และด้านสังคมและอารมณ์มีความต้องการจำเป็นต่ำสุด เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบย่อยพบว่า การพัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์และการคิดเชิงวิพากษ์มีความต้องการจำเป็นสูงสุด ในขณะที่การมีทัศนคติเกี่ยวกับความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นและการเคารพในความแตกต่างหลากหลายมีความต้องการจำเป็นต่ำสุด ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรม เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะพลเมืองโลกที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
อนรรฆ สมพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-31
2026-03-31
6 1
323
334
-
ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนกะปง จังหวัดพังงา
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6094
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมปัจจัยภายในและภายนอกในการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนกะปง จังหวัดพังงา ดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการศึกษาเอกสารและเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 35 คน แบ่งเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึก 12 คน และการสนทนากลุ่ม 23 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแนวทางการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหาและเทคนิคการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและศักยภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณค่าแหล่งท่องเที่ยว มีความโดดเด่นทั้งด้านธรรมชาติเมืองในหมอก ประวัติศาสตร์เชื่อมโยงเมืองตะโกลา และวิถีเกษตรอัตลักษณ์ (ทุเรียนสาลิกา และมังคุดทิพย์) 2) ความสะดวกในการเข้าถึง เส้นทางหลักมีความสะดวกและรองรับยานพาหนะได้ทุกประเภทแต่ควรพัฒนาการเชื่อมโยงสู่แหล่งท่องเที่ยวรอง 3) การมีส่วนร่วมของชุมชน มีความตื่นตัวสูงแต่ยังขาดทักษะการเป็นเจ้าบ้านที่ดี 4) โอกาสในการพัฒนา ได้รับการสนับสนุนงบประมาณและนโยบายจากภาครัฐในระดับมาก และ 5) การประชาสัมพันธ์ ยังขาดการส่งเสริมเชิงรุกผ่านสื่อออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ผลการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและศักยภาพ พบว่า จุดแข็งคือ ชื่อเสียงของแหล่งท่องเที่ยวและภูมิอากาศที่เย็นสบาย จุดอ่อนคือ มาตรฐานการบริการและบุคลากร พื้นที่นี้มีโอกาสจากนโยบาย BCG Model ขณะเดียวกันยังเผชิญอุปสรรคจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและข้อจำกัดด้านงบประมาณสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน</p>
พวงเพชร ฤทธิพรพันธุ์
เสาวคนธ์ ศรีสุคนธรัตน์
ณัฐสินี ชอบตรง
ชุดาภรณ์ ทองจุน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-31
2026-03-31
6 1
335
346
-
บทบาทของวัฒนธรรมองค์การต่อการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/5556
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ วิเคราะห์บทบาทเชิงกลยุทธ์ของวัฒนธรรมองค์การที่มีต่อกระบวนการการจัดการทรัพยากรมนุษย์ในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล โดยใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณนา ซึ่งมีการอ้างอิงแนวคิดและทฤษฎีวัฒนธรรมองค์การและการจัดการทรัพยากรมนุษย์ในยุคดิจิทัล เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและสภาพเศรษฐกิจและการเมือง ส่งผลให้การลงทุนในเทคโนโลยีอย่างเดียวจึงไม่สามารถรับประกันความสำเร็จได้หากขาด “วัฒนธรรมองค์การ” ที่เป็นรากฐานของพฤติกรรมและความเชื่อร่วมกันของคนในองค์กร บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า วัฒนธรรมการปรับตัว ซึ่งให้ความสำคัญกับความคล่องตัว การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และความกล้าที่จะทดลอง เป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนกลไกการจัดการทรัพยากรมนุษย์ทั้งหมด โดยส่งผลให้นักทรัพยากรมนุษย์ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการหลัก ตั้งแต่การสรรหาคนที่เน้นความสามารถในการปรับตัว และความกล้าเสี่ยง การใช้โปรแกรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามช่วงวัย ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ การจัดการสมรรถนะเชิงคล่องตัว (agile performance management) เพื่อให้รางวัลแก่ความพยายามในการทดลอง การบูรณา การวัฒนธรรม การปรับตัวเข้ากับกลยุทธ์การจัดการทรัพยากรมนุษย์ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันและบุคลากรที่พร้อมเผชิญกับความไม่แน่นอนของโลกดิจิทัลอย่างยั่งยืน</p>
พิศณี พรหมเทพ
อุษาพักตร์ จักษุจินดา
ประภัสสร ดาวะเศรษฐ์
ชาญชัย ศุภวิจิตรพันธุ์
คมกริบ เลื่องลือ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-31
2026-03-31
6 1
347
359
-
ประสิทธิผลของข้อมูลต้นทุน ความสามารถทางการตลาด ประสิทธิผลการเนินงาน กลยุทธ์การตลาด และผลการดำเนินงานด้านการตลาด: หลักฐานเชิงประจักษ์ของธุรกิจผลิตอาหารในจังหวัดนครราชสีมา
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6214
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิผลของข้อมูลต้นทุน ความสามารถทางการตลาด และประสิทธิผลการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาด รวมถึงศึกษาผลกระทบของประสิทธิผลการดำเนิน กลยุทธ์ต่อผล การดำเนินงานด้านการตลาดของธุรกิจผลิตอาหารในจังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารด้าน การตลาด จำนวน 204 คน จากธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารทั้ง 419 แห่ง ในจังหวัดนครราชสีมา ใช้วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ผลการวิเคราะห์เชิงพรรณนา พบว่ากลุ่ม ตัวอย่างมีความคิดเห็นในระดับมากทุกด้าน ได้แก่ ประสิทธิผลของข้อมูลต้นทุน ความสามารถทางการตลาด ประสิทธิผลการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาด และผลการดำเนินงานด้านการตลาด การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้น พบว่า ประสิทธิผลของข้อมูลต้นทุน และความสามารถทางการตลาด มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยความสามารถทางการตลาดมีอิทธิพลสูงสุด และประสิทธิผลการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาด ส่งผลต่อผลการดำเนินงาน ด้านการตลาดอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 สรุปได้ว่าการจัดการข้อมูลต้นทุนและการพัฒนาความสามารถด้านการตลาดของ ธุรกิจผลิตอาหารมีความสำคัญต่อการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งส่งผลต่อการสร้างผลการดำเนินงานที่ดี</p>
พิทยา ผ่อนกลาง
สุนันทา ปาสาเลา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-31
2026-03-31
6 1
360
373
-
พฤติกรรมการออมของนักศึกษาระดับปริญญาตรี: กรณีศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6208
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาพฤติกรรมการออมและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออมของ นักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา คือ นักศึกษาที่ กำลังศึกษาระดับปริญญาตรีในคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่มีการออม จำนวน 375 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทำการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ด้วย ค่าความถี่ ร้อยละ และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้เรื่องการเงิน การบริหารจัดการทางการเงิน ทัศนคติต่อการออม และแรงจูงใจในการออม กับพฤติกรรมการออมของนักศึกษาด้วยค่าไคสแควร์ ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่มีการออมเป็นบางครั้งไม่แน่นอน โดยออมในรูปแบบเงินสด เหตุผลในการออม เป็นการออมเพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ด้านผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่เป็นตัวแปรอิสระต่อ พฤติกรรมการออม พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ประกอบด้วย เพศ อายุ สถานภาพสมรส รูปแบบการเรียน รายได้ต่อ เดือน และรายจ่ายต่อเดือน ปัจจัยด้านทัศนคติต่อการออม ปัจจัยด้านความรู้เรื่องการเงิน และปัจจัยด้านการบริหาร จัดการทางการเงิน มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่แรงจูงใจในการออม ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออม</p>
เบญจพร สุทธิตังกวิเชียร
วนิดา พิมพ์โคตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-31
2026-03-31
6 1
374
385
-
คุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6233
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และ 2) เปรียบเทียบระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จำแนกตามข้อมูลประชากรศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จำนวน 183 คน โดยใช้การสุ่มแบบชั้นภูมิตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามลักษณะมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าดัชนีความสอดคล้องที่ 1.00 ค่าความเชื่อมั่นระหว่าง .74 - .77 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และค่าความแปรปรวนทางเดียว ผลการศึกษา พบว่า 1) คุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ และด้านค่าตอบแทนในการปฏิบัติงาน และ 2) ผลการเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จำแนกตามข้อมูลประชากรศาสตร์ พบว่า บุคลากรที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือน มีคุณภาพชีวิตในการทำงานไม่แตกต่างกัน ส่วนบุคลากรที่มีตำแหน่งงานต่างกันจะทำให้ระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรแตกต่างกัน อย่างมีนัยสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายหรือปรับปรุงแผนพัฒนาบุคลากรในองค์กร โดยเฉพาะด้านความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ เพื่อให้บุคลากรเกิดความเชื่อมั่นในระบบ และเกิดแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง</p>
นันท์นลิน ทองคง
นุรฮูดา เตะปูยู
รัตนา เล็งเจ๊ะ
วรรณิดา ลาหมีด
ศรินธา ทำเผือก
ศลิษา ยอดสวัสดิ์
นิศากร มาเอียด
ศดานนท์ วัตตธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-31
2026-03-31
6 1
386
398
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกประกอบอาชีพด้านวิชาชีพบัญชีหลังเรียนจบ ของนักศึกษาสาขาวิชาการบัญชี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6139
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยในการเลือกประกอบอาชีพด้านวิชาชีพบัญชีหลังเรียนจบของนักศึกษาสาขาวิชาการบัญชี และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกประกอบอาชีพด้านวิชาชีพบัญชีของนักศึกษาสาขาวิชาการบัญชี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาสาขาวิชาการบัญชี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ทุกชั้นปี จำนวน 305 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยในการเลือกประกอบอาชีพด้านวิชาชีพบัญชีหลังเรียนจบของนักศึกษาสาขาวิชาการบัญชี ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน อยู่ในระดับมากที่สุด และอยู่ในระดับมาก 3 ลำดับแรก ประกอบด้วย ด้านความต้องการเกี่ยวกับผลตอบแทน ด้านภาพลักษณ์และชื่อเสียงของหน่วยงาน และด้านความต้องการในสวัสดิการ ตามลำดับ ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกประกอบอาชีพ ด้านวิชาชีพบัญชี ด้านสถานที่ตั้งของที่ทำงาน ด้านความต้องการและชื่นชอบในลักษณะงาน ด้านความต้องการเกี่ยวกับผลตอบแทน ด้านภาพลักษณ์และชื่อเสียงขององค์กร และด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน มีความสัมพันธ์ในทิศทางบวกหรือมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับการตัดสินใจเลือกทำงานด้านการบัญชีหลังเรียนจบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยสามารถเป็นประโยชน์ต่อองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการสรรหาพนักงาน บุคลากร ในการทำงาน ช่วยเพิ่มอัตราการสมัครงานของนักศึกษาที่จบใหม่ และช่วยให้ผู้บริหารหรือฝ่ายทรัพยากรส่วนบุคคลนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงนโยบายการรับสมัครงานให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งของผู้ปฏิบัติงานและองค์กร รวมทั้งทางสาขาวิชาการบัญชี สามารถนำข้อมูลที่ได้จากการวิจัยไปใช้ในการวางแผนการ แนะแนวอาชีพและให้ความรู้เกี่ยวกับอาชีพ การทำงานต่าง ๆ ให้แก่นักศึกษา ก่อนที่นักศึกษาจะเลือกตัดสินใจในการประกอบอาชีพนั้น ๆ เพื่อจะได้เป็นแนวทางที่ดีของนักศึกษาในอนาคต</p>
กฤตกร มั่นสุวรรณ
เจตรัมภา พรหมทะสาร
นิรมล เนื่องสิทธะ
จินตนา จันทนนท์
วาทินี วงศ์กาฬสินธุ์
นวรัตน์ สุรัติวรพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-31
2026-03-31
6 1
399
412
-
ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของตัวแทนประกันชีวิตไทยในเขต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6191
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ วิเคราะห์อิทธิพลทางตรงและอิทธิพลทางอ้อมของปัจจัยภายในองค์กรตามกรอบแนวคิด 7s McKinsey คุณลักษณะที่ดีของตัวแทนประกันชีวิต คุณภาพชีวิตในการทำงาน และการรับรู้คุณค่าของตัวแทนประกันชีวิต ที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นตัวแทนประกันชีวิตที่ปฏิบัติงานอยู่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดขอนแก่น จำนวน 340 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา และสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้แบบจำลองสมการโครงสร้าง ผลการวิจัย พบว่า โมเดลสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่าดัชนี CMIN/DF 1.838, CFI .977, NFI .951, GFI .900, TLI .965, RMSEA .050, และ RMR .017 โดยร่วมกันอธิบาย ความแปรปรวนของประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของตัวแทนประกันชีวิตไทย ได้ร้อยละ 38.30 และพบว่า ปัจจัยภายในองค์กรตามกรอบแนวคิด 7s McKinsey มีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน แต่ไม่มีอิทธิพลต่อการรับรู้คุณค่าของตัวแทนประกันชีวิต คุณลักษณะที่ดีของตัวแทนประกันชีวิตมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการรับรู้คุณค่าของตัวแทนประกันชีวิตไทย การรับรู้คุณค่าของตัวแทนประกันชีวิตมีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน คุณภาพชีวิตในการทำงานของตัวแทนประกันชีวิตมีอิทธิพล เชิงบวกต่อการรับรู้คุณค่าของตัวแทนประกันชีวิต แต่ไม่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ตัวแปรต้นทุกตัวมีอิทธิพลทางอ้อมต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน โดยมีการรับรู้คุณค่าของตัวแทนประกันชีวิตไทยเป็นตัวแปรคั่นกลาง ดังนั้นการที่ตัวแทนประกันชีวิตไทยจะมีประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ต้องอาศัยปัจจัยต่าง ๆ ร่วมด้วยเพื่อให้เกิดการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ</p>
รัชนีกร จัตุกูล
พิทยา ผ่อนกลาง
อธิต ทิวะศะศิธร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-31
2026-03-31
6 1
413
427
-
การพัฒนาตราผลิตภัณฑ์เส้นด้ายทำมือในเชิงพาณิชย์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6111
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาตราผลิตภัณฑ์เส้นด้ายทำมือในเชิงพาณิชย์ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เส้นด้ายทำมือวิว ซึ่งเดิมได้ใช้ชื่อผู้ประกอบการเป็นชื่อแบรด์เพื่อดำเนินการจำหน่ายสินค้า ทำให้ขาด ความโดดเด่น ลูกค้าไม่สามารถจดจำและกลับมาซื้อซ้ำได้ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบมีส่วนร่วม เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ และยืนยันข้อมูลด้วยข้อมูลเชิงปริมาณ สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาตราผลิตภัณฑ์เส้นด้ายทำมือเชิงพาณิชย์ ใช้ชื่อแบรนด์ “วิวสวย” “Viewsuay” ตัวย่อ “VS” หมายถึง เส้นด้ายย้อมสีธรรมชาติ ออกแบบตราให้สื่อถึงความอ่อนไหวเปรียบกับเส้นด้ายพลิ้วไหว ลายเส้น แบบอักษรเป็นทางการสื่อถึงความหนักแน่น จริงจัง เข้มแข็ง มั่นคง โลโก้อักษรภาษาอังกฤษ ตัววี (V) สีเขียว และตัวเอส (S) สีน้ำเงิน ซ้อนติดกันไม่แยกจากกัน (VS) เหมือนเส้นด้ายที่นำมาร้อยเรียงเป็นตัวอักษร ปลายอักษรตัวเอสที่อยู่หลังตัววี ใช้เส้นปลายออกแบบใช้เส้นเรียวเล็กลง ปลายแหลมให้สีน้ำตาล ใต้ประโยคใช้ชื่อ Little Craft Studio พร้อมทั้งเกิดการสร้างเครือข่ายผู้ผลิตวัตถุดิบเส้นด้ายร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการครามภูไท อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ทำให้เกิดนวัตกรรมการสร้างผู้ประกอบการใหม่จากผู้ผลิตวัตถุดิบเส้นฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ ชื่อแบรนด์ Lisa Handicrafts ลิสา แฮนดิคราฟ ในช่องทางออนไลน์ เน้นตลาดในสื่อสังคมออนไลน์แพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก และ 2) สร้างผลิตภัณฑ์นัวตกรรมฝ้ายย้อมสีเหลือบจากธรรมชาติหมายถึงหนึ่งไจฝ้ายย้อม 3 สี ย้อม 5 โทนสี ดังนี้ สีเหลืองย้อมส้มและชมพู สีครามย้อมเขียวและเหลือง สีครามย้อมม่วงและชมพู สีขาวสีครามและม่วง และสีขาวย้อมฟ้าและเขียว เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการทอผ้า การถักโครเชต์ และการปักลวดลาย เป็นต้น ทำให้ผลิตภัณฑ์เส้นด้ายย้อมสีธรรมชาติมี ความหลากหลาย และตราผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับผู้ประกอบการยังช่วยให้มีการสื่อสารไปยังผู้บริโภค ทำให้สามารถจดจำได้ง่าย เกิดการกลับมาซื้อซ้ำและสามารถสร้างความยั่งยืนในเชิงพาณิชย์ต่อไป</p>
นิรมล เนื่องสิทธะ
นันทกาญจน์ เกิดมาลัย
วราธร พรหมนิล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-31
2026-03-31
6 1
428
442
-
การขัดเกลาทางสังคมในการสอบบัญชี จริยธรรมในวิชาชีพ และการใช้ดุลยพินิจเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ หลักฐานจากผู้สอบบัญชีในประเทศไทย
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6230
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ทดสอบผลกระทบของการขัดเกลาทางสังคมในการสอบบัญชี จริยธรรมในวิชาชีพที่มีต่อการใช้ดุลยพินิจเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ เก็บข้อมูลจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตจำนวน 135 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า การขัดเกลาทางสังคมในการการสอบบัญชีมีผลกระทบทางบวกต่อจริยธรรมในวิชาชีพ และการใช้ดุลยพินิจเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ อย่างไรก็ตาม จริยธรรมในวิชาชีพไม่มีผลกระทบต่อการใช้ดุลยพินิจเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการส่งเสริมให้มีกระบวนการขัดเกลาทางสังคมทางการสอบบัญชีมากขึ้น เพื่อยกระดับจริยธรรมในวิชาชีพและดุลยพินิจให้กับผู้สอบบัญชี</p>
ไพฑูรย์ อินต๊ะขัน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-31
2026-03-31
6 1
443
454
-
อิทธิพลของข้อตกลงแฟรนไชส์ต่อการบริหารปกครองลีกกีฬาอาชีพในสหรัฐอเมริกา
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6248
<p>บทความนี้นำเสนอหลักฐานเกี่ยวกับอิทธิพลของข้อตกลงแฟรนไชส์ต่อการบริหารปกครองลีกกีฬาอาชีพในสหรัฐอเมริกา วิเคราะห์ข้อตกลงแฟรนไชส์ที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดรูปแบบการบริหารปกครองลีกกีฬาอาชีพหลักในสหรัฐอเมริกา เช่น เมเจอร์ลีกเบสบอล (MLB) ลีกสมาคมกีฬาบาสเกตบอลแห่งชาติ (NBA) และลีกฟุตบอลแห่งชาติ (NFL)) ข้อตกลงแฟรนไชส์อันมีรากฐานมาจากโครงสร้างของลีก อำนาจอิสระในการบริหารปกครองกีฬาของลีก ความสัมพันธ์ด้านแรงงาน ความมั่นคงในภาพรวม การเพิ่มผลกำไรสูงสุด และหลักการสำคัญอื่น ๆ ของรูปแบบการบริหารปกครองกีฬาอันเป็นเอกลักษณ์ของลีกกีฬาอาชีพในสหรัฐอเมริกา ทั้งยังนำเสนอการวิเคราะห์ผลกระทบของโครงสร้างการบริหารปกครองกีฬาที่โดดเด่นในวงการกีฬาลีกอาชีพหลักของสหรัฐฯ ต่อการดำเนินการภายใต้สัญญาร่วมธุรกิจระหว่างกันของสมาชิกในลีกกีฬาอาชีพของสหรัฐอเมริกา ท้ายที่สุดให้ข้อสรุปว่าเมื่อโครงสร้างทางการค้าในเชิงร่วมมือกันเข้ามามีบทบาทเหนือการบริหารปกครองกีฬาหลักของสหรัฐอเมริกา ข้อตกลงแฟรนไชส์ยังคงอยู่เบื้องหลังประเด็นเหล่านี้ ซึ่งคาดว่ารูปแบบข้อตกลงแฟรนไชส์จะนำมาซึ่งอำนาจการบริหารปกครองกีฬาอย่างอิสระ การแบ่งปันรายได้ และความสมดุลในการแข่งขันทางการค้า เพื่อนำไปสู่ความสมัครสมานสามัคคีในกีฬาระดับลีก</p>
ปีดิเทพ อยู่ยืนยง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-31
2026-03-31
6 1
455
467
-
สภาพปัญหา ความต้องการ และแนวทางการบริหารจัดการการท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวเมียนมาในจังหวัดเพชรบูรณ์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6162
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวเมียนมาในการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดเพชรบูรณ์ และ 2) เสนอแนวทางการบริหารจัดการการท่องเที่ยวที่เหมาะสมสำหรับหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการในการรองรับนักท่องเที่ยวชาวเมียนมา การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างชาวเมียนมา จำนวน 227 คน ด้วยแบบสอบถาม และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 20 คน ประกอบด้วยตัวแทนนักท่องเที่ยว พระสงฆ์ ผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัญหาสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยวของชาวเมียนมา คือ การเดินทางไม่สะดวก (ร้อยละ 50.22) การบริการที่ไม่เป็นมิตร (ร้อยละ 46.26) และข้อมูลข่าวสารไม่เพียงพอ (ร้อยละ 39.65) สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาที่มุ่งเน้นด้านสิ่งอำนวยความสะดวก (ร้อยละ 57.71) และระบบขนส่งสาธารณะ (ร้อยละ 38.33) ผลการศึกษาเชิงลึกสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาด้านการบริการเกิดจากกำแพงภาษาและการขาดสื่อประชาสัมพันธ์ภาษาเมียนมา ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมได้จำกัด ในขณะที่ผู้ประกอบการและภาครัฐเผชิญปัญหาด้านการจัดการขยะ การจราจร และการสื่อสาร แนวทางการบริหารจัดการที่เสนอแนะประกอบด้วยกลยุทธ์ "สะดวก-สะอาด-สื่อสาร" ได้แก่ การพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว การปรับปรุงสุขอนามัยในศาสนสถาน และการจัดทำป้ายสื่อสารหลายภาษา เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการให้สอดคล้องกับพลวัตของนักท่องเที่ยวกลุ่มแรงงานข้ามชาติ</p>
ปาริชาติ ยศปาน
จีรนันท์ ชวาลสันตติ
Myint Zu Khaing
สพลเชษฐ์ ประชุมชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-03-31
2026-03-31
6 1
468
479