วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU
คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
th-TH
วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
2774-0390
<p>บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เป็นทัศนะ ลิขสิทธิ์ และความรับผิดชอบของผู้เขียนเจ้าของผลงาน</p>
-
มุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับการสร้างมูลค่าและความแตกต่าง ในธุรกิจการท่องเที่ยวฮาลาล
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6769
<p>งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณค่าที่นำเสนอในบริบทของการท่องเที่ยวฮาลาล โดยเน้นที่คุณลักษณะของการท่องเที่ยวฮาลาลและนวัตกรรมการท่องเที่ยว ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ และเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถามที่มีโครงสร้างจากผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวน 274 ราย โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงยืนยัน (CFA) และแบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของแบบจำลองการวัด และเพื่อทดสอบสมมติฐานที่เสนอ ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะของการท่องเที่ยวฮาลาลมีผลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งนวัตกรรมการท่องเที่ยวและการสร้างคุณค่าที่แตกต่าง นอกจากนี้ นวัตกรรมการท่องเที่ยวยังมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อการสร้างคุณค่าที่แตกต่าง แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ แบบจำลองโครงสร้างแสดงให้เห็นถึงพลังในการอธิบายที่แข็งแกร่ง โดยสามารถทำนายความแปรปรวนของตัวแปร คิดเป็นร้อยละ 77.40 ซึ่งบ่งชี้ว่าแบบจำลองที่เสนอสามารถอธิบายความแปรปรวนของคุณค่าที่นำเสนอได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การบูรณาการบริการที่สอดคล้องกับหลักฮาลาลสามารถสร้างนวัตกรรมการเปลี่ยนแปลงเพิ่มลดข้อจำกัดของการบริการการท่องเที่ยว เพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าที่แตกต่างให้กับธุรกิจการท่องเที่ยวได้ งานวิจัยนี้มีส่วนช่วยเสริมองค์ความรู้ที่มีอยู่เดิม โดยยืนยันทฤษฎีฐานทรัพยากร และทฤษฎีการสร้างมูลค่าในบริบทของการท่องเที่ยวฮาลาล และเสนอแนวทางปฏิบัติที่เป็นประโยชน์สำหรับหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการในการพัฒนาบริการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิมอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้</p>
ฐาปนี เรืองศรีโรจน์
เพ็ญพร ปุกหุต
ณัฐนิชา นิสัยสุข
นวินดา ซื่อตรง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
980
994
-
ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิผลการให้บริการงานทะเบียนราษฎรของสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองนครพนม อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6691
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับปัจจัยและระดับประสิทธิผลการให้บริการงานทะเบียนราษฎรของสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองนครพนม อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการให้บริการงานทะเบียนราษฎรของสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองนครพนม อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม 3) แนวทางในการพัฒนาประสิทธิผลการให้บริการงานทะเบียนราษฎรของสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองนครพนม อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนผู้มารับบริการงานทะเบียนราษฎร ณ สำนักทะเบียน เทศบาลเมืองนครพนม อำเภอเมืองนครพนม จำนวน 380 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .983 และสถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา แล<strong>ะ</strong>กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ได้แก่ ประชาชนผู้มารับบริการงานทะเบียนราษฎร จำนวน 10 คน และเจ้าหน้าที่ จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิผลการให้บริการงานทะเบียนราษฎรของสำนักทะเบียนท้องถิ่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และประสิทธิผลการให้บริการงานทะเบียนราษฎรของสำนักทะเบียนท้องถิ่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยด้านพฤติกรรมและการสื่อสารของเจ้าหน้าที่ และปัจจัยด้านทรัพยากรและระบบการจัดการ ส่งผลต่อประสิทธิผลการให้บริการงานทะเบียนราษฎรของสำนักทะเบียนท้องถิ่น เทศบาลเมืองนครพนม อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) แนวทางการพัฒนาประสิทธิผลการให้บริการงานทะเบียนราษฎรของสำนักทะเบียนท้องถิ่น เทศบาลเมืองนครพนม ควรมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ผ่าน แอปพลิเคชันหรือ LINE OA เพื่อให้จองคิว ตรวจสอบเอกสาร และยื่นคำร้องเบื้องต้นได้ทันที พร้อมพัฒนาเจ้าหน้าที่ให้มีจิตบริการและความเชี่ยวชาญ ปรับปรุงสถานที่ให้บริการให้สะดวกสบาย ปลอดภัย และมีป้ายข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อเพิ่มความพึงพอใจและประสิทธิผล ประสิทธิภาพต่อไป</p>
อรพรรณ นวนศรี
วรวุฒิ อินทนนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
995
1008
-
การศึกษาสภาพและแนวทางปฏิบัติที่ดีของงานสารบรรณของคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6662
<p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปและแนวทางปฏิบัติที่ดีของงานสารบรรณของคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหาร อาจารย์ และเจ้าหน้าที่สายสนับสนุนของคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ โดยมีการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย ใช้วิธีการจับสลากจากประชากรทั้งหมด จำนวน 55 คน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 80 ของประชากรทั้งหมด กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ รองคณบดี หัวหน้าสาขาวิชา หัวหน้าสำนักงาน และตัวแทนอาจารย์ที่มีประสบการณ์มากกว่า 5 ปีขึ้นไป จำนวน 7 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพทั่วไปงานสารบรรณของคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากเท่ากันทุกด้าน 2) ผลการสังเคราะห์จากการสัมภาษณ์แนวทางปฏิบัติที่ดีของงานสารบรรณของคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ สรุปได้ดังนี้ 2.1) การจัดการงานสารบรรณอย่างเป็นระบบและสอดคล้องระเบียบ งานสารบรรณมีการดำเนินงานครอบคลุมทั้งเอกสารกระดาษและระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ โดยยึดหลักความถูกต้อง เป็นระบบ และสอดคล้องกับระเบียบของมหาวิทยาลัย ส่งผลให้การจัดเก็บ ควบคุม และติดตามเอกสารมีความเป็นทางการและตรวจสอบได้ 2.2) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลควบคู่การสื่อสารที่คล่องตัว มีการนำระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกในการค้นหา ลดการใช้ทรัพยากร และยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมทั้งใช้ช่องทางการสื่อสารไม่เป็นทางการ เช่น ไลน์ และอีเมล มาเสริม เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความคล่องตัวในการประสานงาน 2.3) การพัฒนาระบบและศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง แนวทางสำคัญในการยกระดับคุณภาพงานสารบรรณ ได้แก่ การพัฒนาระบบดิจิทัลให้ทันสมัย มีเสถียรภาพและความปลอดภัย ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ชัดเจน</p>
เครือมาส วงษ์สุวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1009
1021
-
ความขัดแย้งเชิงสัญญะของภาพตัวแทน “ผาแดง-นางไอ่” บนขบวนแห่บุญบั้งไฟ ในสื่อดิจิทัล: นัยต่อการสื่อสารการตลาดแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จังหวัดกาฬสินธุ์
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/7510
<p style="font-weight: 400;">งานวิจัยนี้วิเคราะห์ความขัดแย้งเชิงสัญญะ ที่เกิดขึ้นเมื่อตำนานผาแดง-นางไอ่ ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมพื้นบ้านภาคอีสาน ถูกจำลองเป็นขบวนรถแห่ในงานประเพณีบุญบั้งไฟและเผยแพร่ผ่านยูทูบและติ๊กต็อก พร้อมวิเคราะห์นัยเชิงการสื่อสารการตลาดของปรากฏการณ์นี้ต่อนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากสื่อสาธารณะ โดยไม่มีการสัมภาษณ์หรือปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ ใช้กรอบสัญวิทยาของ Barthes ทฤษฎีภาพตัวแทนของ Hall แนวคิดการจัดองค์ประกอบภาพและการจ้องมองของ Berger และแนวคิดการสื่อสารการตลาดเชิงวัฒนธรรมและการสร้างตราสินค้าจุดหมายปลายทาง ผลการศึกษาพบว่า ตัวละคร “นางไอ่” ถูกประกอบสร้างขึ้นใหม่จากหญิงสาวผู้เป็นชนวนแห่งความพินาศ ให้กลายเป็นภาพตัวแทนความงามแบบเทพีประกวด ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “การชำระล้างประวัติศาสตร์ด้วยความงาม” สอดคล้องกับแนวคิด “ความจริงแบบจัดฉาก” ขณะเดียวกัน พื้นที่ทางสายตาบนขบวนแห่ถูกจัดลำดับชั้นใหม่ นางไอ่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดที่กล้องจับจ้องง่ายที่สุด ผาแดงถูกลดบทบาทเหลือองค์ประกอบรอง ส่วนกระรอกด่อนถูกขยายให้โดดเด่นทางสายตา เมื่อผ่านสื่อดิจิทัลที่นิยมภาพระยะใกล้ ความหมายของตำนานจึงถูกลดทอนเหลือมหรสพแห่งความงามที่ตอบสนองตรรกะทุนนิยมสายตา และการตลาดการท่องเที่ยว มากกว่าคติเตือนใจเรื่องกฎแห่งกรรมและการเคารพธรรมชาติตามเจตนารมณ์ดั้งเดิม งานวิจัยนี้เสนอว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนกระบวนการกลายพันธุ์ทางวัฒนธรรมที่มีสื่อดิจิทัลและตรรกะการตลาด เป็นกลไกสำคัญในการกำหนดการมองเห็นและการรับรู้ตำนานพื้นบ้านของคนร่วมสมัยภาพลักษณ์แหล่งท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรม งานวิจัย</p> <p style="font-weight: 400;"> </p>
สุภาพร เกียรติดำเนินงาม
สุชานาถ สิงหาปัด
ณัฐวดี รอดภัย
พรสวรรค์ พรดอนก่อ
สิทธิพงษ์ โทไข่ษร
พงศพร อุปนิ
จักรพันธุ์ จันโทมุข
วิทธวัฒน์ ฤทธิ์รุ่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1022
1036
-
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้ออาหารเดลิเวอรี่ของผู้ใช้บริการเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/7044
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้ออาหารเดลิเวอรี่ของผู้ใช้บริการเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้ที่มีประสบการณ์การใช้บริการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า ส่วนประสมทางการตลาดบริการ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายละเอียด ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก คือ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และมีความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจซื้อ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายละเอียด พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญเท่ากันอยู่ 2 ด้าน คือ ด้านการรับรู้ความต้องการ และด้านการประเมินทางเลือกซึ่งปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ จำนวน 5 ด้าน ประกอบด้วย ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านบุคลากร ด้านลักษณะทางกายภาพ และด้านกระบวนการ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารเดลิเวอรี่ของผู้ใช้บริการเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในการนำผลการวิจัยไปใช้ ผู้ประกอบการอาหารเดลิเวอรี่ ควรจะให้ความสำคัญในด้านที่สำคัญ เช่น ด้านผลิตภัณฑ์ เน้นรสชาติที่สม่ำเสมอ มีความสะอาด จัดเตรียมในบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม ด้านการส่งเสริมการตลาด เน้นการจัดส่งโดยมีส่วนลดหรือการสะสมคะแนนเพื่อเป็นส่วนลดเมื่อสั่งซื้อออนไลน์ ด้านกระบวนการ ควรพัฒนากระบวนการสั่งอาหารออนไลน์ให้มีความสะดวก รวดเร็ว และไม่ซับซ้อน ลดข้อผิดพลาดในระบบ อาทิ รายการสั่งซื้อตกหล่น</p>
พรพันธ์ พุทธประเสริฐ
พิสมัย เหล่าไทย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1037
1048
-
การสื่อสารสาธารณะเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ (exotic pets) ในสังคมไทย: จากแฟชั่นและการตลาด สู่ความรับผิดชอบของสื่อและสังคม
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6633
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของการสื่อสารสาธารณะเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ (exotic pet) ในสังคมไทย ภายใต้บริบทของสังคมดิจิทัลที่การเลี้ยงสัตว์ชนิดดังกล่าวมิได้เป็นเพียงทางเลือกส่วนบุคคล หากแต่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการบริโภค การสร้างตัวตน และการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการรับรู้ การตัดสินใจของผู้บริโภค และความรับผิดชอบต่อสังคม บทความนี้เป็นบทความวิชาการเชิงสังเคราะห์ โดยอาศัยข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลใน 3 ภาคส่วนในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ หัวหน้างานอนุรักษ์และวิจัย ฝ่ายบริหารจัดการสัตว์ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี สัตวแพทย์คลินิกสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษ ศูนย์การเรียนรู้และส่งเสริมสุขภาพทางสัตวแพทย์ภาคเหนือ และผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) ร่วมกับการสังเคราะห์แนวคิดและทฤษฎีทางนิเทศศาสตร์ เพื่ออธิบายกลไกการสื่อสารที่กำหนดความหมายและภาพแทนของสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษในสังคมร่วมสมัย ผลการวิเคราะห์สะท้อนให้เห็นว่า การสื่อสารเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษในสื่อร่วมสมัย มักถูกขับเคลื่อนผ่านตรรกะของเศรษฐกิจความสนใจและวัฒนธรรมคอนเทนต์ โดยเน้นการนำเสนอคุณค่าด้านอารมณ์ ความแปลกใหม่ และภาพลักษณ์ทางสังคม โดยเฉพาะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ คาเฟ่สัตว์แปลก และพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งมีส่วนกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่ไม่สมดุล ขณะที่ข้อมูลด้านสวัสดิภาพสัตว์ ความพร้อมในการเลี้ยงดู ข้อกำหนดทางกฎหมาย และผลกระทบต่อระบบนิเวศกลับได้รับการสื่อสารในระดับที่จำกัด ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษมิได้เกิดจากผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับ “ระบบการสื่อสารที่ไม่สมดุล” ซึ่งให้ความสำคัญกับความน่าสนใจและการสร้างการมีส่วนร่วม</p>
วีรินทร์รภัฎ รักธรรม
ชลชนก นาคเหาะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1049
1059
-
คุณภาพกำไรและความยั่งยืนที่มีผลต่อผลการดำเนินงานและต้นทุนทางการเงิน: กรณีศึกษาบริษัทที่ได้รางวัล SET Awards of Honor
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6752
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ทดสอบอิทธิพลของคุณภาพกำไร (Earnings Quality: EQ) ที่มีต่อผลการดำเนินงานทางการเงิน และ 2) ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับการประเมินให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน (THIS) กับการลดลงของต้นทุนทางการเงิน (Cost of Debt) ของบริษัทที่ได้รางวัล SET award of honor งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ทดสอบอิทธิพลของคุณภาพกำไร (Earnings Quality: EQ) ที่มีต่อผลการดำเนินงานทางการเงิน และ 2) ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับการประเมินให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน (THSI) กับการลดลงของต้นทุนทางการเงินของบริษัทที่ได้รางวัล SET Awards of Honor งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิแบบพาเนลจากกลุ่มบริษัทที่ได้รับรางวัลเกียรติยศยอดเยี่ยม (SET Awards of Honor) จำนวน 49 ตัวอย่าง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์สมการถดถอย ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพกำไร มีอิทธิพลเชิงบวกต่อกำไรต่อหุ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทที่มีกระแสเงินสดรองรับการลงทุนในสินทรัพย์จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน และการได้รับการประเมินให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน มีอิทธิพลเชิงลบต่ออัตราต้นทุนทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 งานวิจัยนี้เสนอแนะให้นักลงทุนใช้มิติของคุณภาพกำไรและ ESG เป็นเกณฑ์คัดกรองหุ้นคุณค่า และเป็นแนวทางให้ผู้บริหารประยุกต์ใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดแก่กิจการ</p>
ไพฑูรย์ อินต๊ะขัน
กาญจนา คุมา
สุธีรา ทิพย์วิวัฒน์พจนา
สนธิญา สุวรรณราช
ทิพยาภรณ์ ปัตถา
สรัชนุช บุญวุฒิ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1060
1071
-
แนวทางการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET) ของผู้เรียนในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดพะเยา
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6592
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของการพัฒนาการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET) ของผู้เรียนในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดพะเยา 2) เสนอแนวทางการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET) ของผู้เรียนในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดพะเยา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ข้าราชการครูในสถานศึกษา สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดพะเยา จำนวน 140 คน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด 1) แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น .990 และ 2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการพัฒนาการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET) ของผู้เรียนในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดพะเยา โดยภาพรวมอยู่ระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการคิดเป็นระบบ อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านสมรรถนะภาษาอังกฤษ โดยใช้แนวทางแบบ CEFR อยู่ในระดับปานกลาง 2) แนวทางการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (V-NET) ของผู้เรียนในสังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดพะเยา พบว่า มีทั้งหมด 14 แนวทาง</p>
อนุสรณ์ บุญเจริญปัญญา
กษิฎิฏฏ์ มีพรหม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1072
1084
-
การจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อยกระดับการจัดอีเว้นท์ เทศกาลมหาสงกรานต์ในนครขอนแก่น MICE City
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6649
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์การจัดการเชิงกลยุทธ์ของการจัดอีเว้นท์เทศกาลมหาสงกรานต์ในนครขอนแก่น และ 2) เสนอแนวทางในการยกระดับการจัดอีเว้นท์ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองไมซ์ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากกการสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการจัดอีเว้นท์เทศกาลสงกรานต์ในเทศบาลนครขอนแก่น จำนวน 6 คน และการวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ร่วมกับการใช้เครื่องมือการจัดการเชิงกลยุทธ์ ได้แก่ Value Chain Analysis, PEST/STEP Analysis, Five Forces Analysis, EFAS, IFAS, SWOT Analysis, TOWS Matrix, Strategic Factor Analysis Summary (SFAS) และ Benchmarking ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดอีเว้นท์เทศกาลมหาสงกรานต์ในนครขอนแก่นมีการดำเนินงานภายใต้กรอบการจัดการเชิงกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ โดยมีจุดแข็งด้านอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค และการมีอีเว้นท์ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ขณะเดียวกันยังพบข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานความแออัดของเมือง และทักษะบุคลากร ผลการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ชี้ว่าเทศกาลอยู่ในตำแหน่ง “Star” ตาม BCG Matrix และมีศักยภาพสูงในการเติบโต 2) แนวทางการยกระดับการจัดอีเว้นท์ควรมุ่งเน้นการพัฒนา สมาร์ตอีเว้นท์และดิจิทัลอีเว้นท์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การส่งเสริมการตลาดในระดับนานาชาติ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมือง โดยบูรณาการกลยุทธ์ในระดับองค์กร ธุรกิจ และหน้าที่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาเทศกาลให้สอดคล้องกับการเป็นเมืองไมซ์อย่างยั่งยืน</p>
รุจิภาส บุญสำเร็จ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1085
1100
-
The relationship between the capital structure and stock returns of companies listed on the Yangon Stock Exchange (YSX)
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6733
<p>This research aims to determine the relationship between capital structure and stock returns among companies listed on the Yangon Stock Exchange (YSX). The study employs data from 8 listed companies covering the period 2016 to 2024, totaling 54 firm-year observations. Data analysis was carried out using descriptive statistics and multiple regression models. The empirical results show that debt ratio is significantly associated with stock returns. Meanwhile, the debt-to-equity and long-term debt ratios are not significantly associated with stock returns. These findings suggest that the total levels of debt are a crucial factor to consider when comparing the YSX to other markets. The composition of debt and equity, along with the maturity of long-term debt, are key determinants of stock returns in the YSX.</p>
Nyi Nyi Kaung Xsatt
Dan Kulroop
Jeeraporn Pongpunputana
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1101
1115
-
ปัจจัยของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความผูกพันต่อองค์กร และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานกลุ่มธุรกิจพลังงาน ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6775
<p>การวิจัยเรื่องปัจจัยของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความผูกพันต่อองค์กร และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานกลุ่มธุรกิจพลังงานในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยดังกล่าวที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานในกลุ่มธุรกิจพลังงานในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 400 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ความผูกพันต่อองค์กร และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์มีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้</p>
ฐิติกา อรุณโณ
อัณณ์ณิชา ธัญญะชัยรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1116
1128
-
ผลกระทบของปัญหาหนี้สินต่อสุขภาวะทางจิตของกลุ่มวัยทำงานในประเทศไทย
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6746
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของปัญหาหนี้สินต่อระดับสุขภาวะทางจิตของกลุ่มวัยทำงานในประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยมาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น คือ กลุ่มคนวัยทำงาน ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแปรปรวนทางเดียว การตรวจสอบความสัมพันธ์ และการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาหนี้สินมีความสัมพันธ์และส่งผลต่อสุขภาวะทางจิตของกลุ่มวัยทำงาน อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านประเภทหนี้ ภาระหนี้สิน และพฤติกรรมการออม ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระดับความเครียดและความมั่นคงทางจิตใจของบุคคล ทั้งนี้ การมีวินัยทางการเงิน การออมอย่างสม่ำเสมอ และการเลือกใช้แหล่งเงินทุนอย่างเหมาะสม มีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาวะทางจิตของกลุ่มวัยทำงาน ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทางการเงินในระดับบุคคล และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบาย ตลอดจนการพัฒนาบริการทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางจิตของประชากรวัยทำงานในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ลภัส จารุวรรณรัตน์
กิตติภพ กันทา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1129
1142
-
มาตรการในการพิจารณาออกหมายจับโดยการรับรองของพนักงานอัยการ
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6502
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาการพิจารณาการออกหมายจับโดยการรับรอง ของพนักงานอัยการ 2) ศึกษาแนวคิดและทฤษฎีหลักกฎหมายไทยและต่างประเทศในการพิจารณาการออกหมายจับ โดยการรับรองของพนักงานอัยการ และ 3) หามาตรการในการพิจารณาการออกหมายจับโดยการรับรองของพนักงานอัยการ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากบทความวิชาการ เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหาด้วยวิธีเขียนแบบพรรณนาความ ทั้งนี้ เพื่อหามาตรการในการปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 ในการพิจารณาออกหมายจับโดยการรับรองของพนักงานอัยการ ผลการศึกษาพบว่า 1) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 กำหนดให้พนักงานสอบสวนสามารถยื่นคำร้องขอออกหมายจับต่อศาลได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านการกลั่นกรองจากพนักงานอัยการ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหา ได้แก่ การขาดกลไกตรวจสอบพยานหลักฐานก่อนการยื่นคำร้องต่อศาล ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้ต้องหาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และการใช้ดุลพินิจของพนักงานสอบสวนเพียงฝ่ายเดียวโดยปราศจากการตรวจสอบจากองค์กรอิสระ 2) หลักกฎหมายไทยให้อำนาจพนักงานสอบสวนเด็ดขาดโดยไม่มีองค์กรภายนอกตรวจสอบเชิงรุก ซึ่งแตกต่างจากระบบกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาที่กำหนดให้พนักงานอัยการเป็นผู้กลั่นกรองคำร้องตามหลักเหตุอันควรสงสัย สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ใช้มาตรฐานหลักฐานเพียงพอและบังคับให้พนักงานสอบสวน ต้องหารือร่วมกับพนักงานอัยการก่อนออกหมายจับ และประเทศญี่ปุ่นที่ใช้หลักความสมเหตุสมผลและความจำเป็นในการจำกัดเสรีภาพ 3) มาตรการในการพิจารณาออกหมายจับโดยการรับรองของพนักงานอัยการ คือ 3.1) ปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 โดยเพิ่มวรรค 3 และวรรค 4 กำหนดให้ในคดีความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกสูงเกินสิบปี ความผิดที่มีโทษประหารชีวิต หรือความผิดที่กระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง การยื่นคำร้องขอออกหมายจับต่อศาลต้องได้รับการตรวจสอบและลงนามรับรองจากพนักงานอัยการก่อน พร้อมทั้งให้พนักงานอัยการจัดทำความเห็นเป็นหนังสือประกอบคำร้อง เพื่อสร้างกลไกกลั่นกรองเพิ่มเติมก่อนเข้าสู่การพิจารณาของศาล และ 3.2) การฝึกอบรมเทคโนโลยีสารสนเทศร่วมกันระหว่างพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวน อันก่อให้เกิดความเข้าใจในมาตรฐานหลักฐานชุดเดียวกันและลดความขัดแย้งระหว่างองค์กร รวมทั้งการเสนอระบบฐานข้อมูลกลางเชื่อมโยงระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด รวมถึงศาลยุติธรรม เพื่อให้การส่งคำร้องและตรวจรับรองทำได้ทันท่วงที</p>
สหัสภัฏ หุ้ยหลี
นิรมล ยินดี
อัคคกร ไชยพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1143
1157
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน)
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6579
<p>การวิจัยนี้เรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร บริ ษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งงาน ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และรายได้ต่อเดือน ที่มีต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) และ 2) ศึกษาปัจจัยแรงจูงใจในการทำงาน ได้แก่ ปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน ที่ส่งผลประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรสำนักงานบริหารกลาง บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) จำนวนทั้งสิ้น 123 ตัวอย่าง โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานค่า t-test, F-test และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) บุคลากรบริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญต่อปัจจัยแรงจูงใจในการทำงาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า การได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชา มีความสำคัญต่อแรงจูงใจอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการได้รับความก้าวหน้า ด้านการได้รับการยอมรับและความสำเร็จในงานที่ทำ ตามลำดับ สำหรับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านปริมาณงาน รองลงมาคือ ด้านเวลา และด้านคุณภาพของงาน ตามลำดับ ทั้งนี้ ผลการเปรียบเทียบระดับความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานพบว่าบุคลากรที่มีเพศ ระดับการศึกษา ตำแหน่งงาน และระยะเวลาในการปฏิบัติงานต่างกัน โดยภาพรวมมีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าทุกด้านมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ส่วนด้านอายุและรายได้ต่อเดือนมีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานไม่แตกต่างกัน 2) ผลการวิเคราะห์ปัจจัยแรงจูงใจพบว่า ด้านความมั่นคงในงาน ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน และด้านสถานะความมีตัวตนในการทำงาน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์ ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 55.70</p>
ฉัตร์สิริลัญฉกร เฉลิมทรัพย์
พินิจ แกล้วเกษตรกรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1158
1172
-
การสร้างสรรค์ลวดลายผ้าบาติกจากวิถีชุมชน ภูมิปัญญา และแหล่งวัฒนธรรมพื้นถิ่นจังหวัดพังงา
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6719
<p>การศึกษาเรื่อง การสร้างสรรค์ลวดลายผ้าบาติกจากวิถีชุมชน ภูมิปัญญาและแหล่งวัฒนธรรมพื้นถิ่นจังหวัดพังงา มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาวิถีชุมชน ภูมิปัญญา และแหล่งวัฒนธรรมพื้นถิ่นจังหวัดพังงาที่สามารถนำมาสร้างสรรค์ลวดลายผ้าบาติกได้ และ 2) เพื่อพัฒนาลวดลายผ้าบาติกที่เป็นเอกลักษณ์จากวิถีชุมชน ภูมิปัญญาและแหล่งวัฒนธรรมพื้นถิ่นจังหวัดพังงา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจงผสมผสานกับการใช้เทคนิคการได้มาซึ่งกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่น่าเชื่อถือ (Snowball แบบ 1:1) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 15 คน และการสนทนากลุ่มย่อย จำนวน 32 คน รวมผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวนทั้งสิ้น 47 คน โดยใช้เครื่องมือการวิจัยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ผลการวิจัย พบว่า 1) วิถีชีวิตชุมชน ภูมิปัญญา และแหล่งวัฒนธรรมพื้นถิ่นของจังหวัดพังงา ถือเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถนำมาสร้างสรรค์ลวดลายผ้าบาติกได้ แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านที่ 1 วิถีชุมชนที่สามารถนำมาสร้างสรรค์ลวดลายผ้าบาติก ได้แก่ ชุมชนเกาะปันหยี เกาะห้อง หาดปะการัง ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล เขานางหงส์ และเขาตะปู ด้านที่ 2 ภูมิปัญญาที่สามารถนำมาสร้างสรรค์ลวดลายผ้าบาติก ได้แก่ สะพานเหล็กบุญสูง เหมืองหินถ้ำทองหลาง ด้านที่ 3 แหล่งวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่สามารถนำมา สร้างสรรค์ลวดลายผ้าบาติก ได้แก่ ถ้ำพุงช้าง ถ้ำลอดท่าปลัก วัดสุวรรณคูหา และถ้ำซำ 2) การพัฒนาลวดลายผ้าบาติกที่เป็นเอกลักษณ์จากวิถีชุมชน ภูมิปัญญาและแหล่งวัฒนธรรมพื้นถิ่นจังหวัดพังงา แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 วิถีชุมชน ด้านที่ 2 ด้านภูมิปัญญา ด้านที่ 3 แหล่งวัฒนธรรมพื้นถิ่น ประกอบด้วย 5 ลวดลาย ได้แก่ 2.1) ลายเต่ามะเฟือง 2.2) ลายคลื่น 2.3) ลายเรือขุดเหมืองแร่ 2.4) ลายดอกไม้ถ้ำซำ และ 2.5) ลายนกถ้ำซำ</p>
พวงเพชร ฤทธิพรพันธุ์
เสาวคนธ์ ศรีสุคนธรัตน์
ณัฐธิดา แซ่ด่าน
ชุดาภรณ์ ทองจุน
อรุณวรรณ มุขแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1173
1187
-
การผนึกกำลังต่างวัย: นวัตกรรมโมเดลธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการสูงวัย ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6925
<p>การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบกำลังกลายเป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกว้างต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย ความท้าทายสำคัญคือการที่ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัยก่อนที่จะมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจเพียงพอ บทความนี้จึงมุ่งศึกษาปรากฏการณ์ “ผู้ประกอบการสูงวัย” (silverpreneur) ในบริบทประเทศไทย โดยใช้กรอบการวิเคราะห์เรื่อง นวัตกรรมโมเดลธุรกิจ ที่สอดรับกับข้อจำกัดและการเปลี่ยนแปลงของประชากรวัยเกษียณ แรงจูงใจในการประกอบการของผู้สูงวัยสามารถมองได้สองด้าน คือ การประกอบการเชิงความจำเป็น และการประกอบการเชิงโอกาส เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้ บทความได้เสนอกรอบแนวคิดบูรณาการที่เชื่อมโยง ระบบนิเวศการประกอบการ ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน และนวัตกรรมโมเดลธุรกิจ โดยเน้นการสร้าง “การผนึกกำลังต่างวัย” (intergenerational synergy) ให้เป็นกลไกสำคัญในการดึงคุณค่าจากทุนทางปัญญาและเครือข่ายทางสังคมของผู้เกษียณ ข้อค้นพบชี้ว่า โมเดลธุรกิจที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงวัยไม่ควรเน้นเพียงความรวดเร็วเชิงการตลาด แต่ต้องสร้าง ความไว้วางใจ เป็นหัวใจหลัก พร้อมกันนั้นยังเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อเสริมทักษะดิจิทัลและเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อปรับบทบาทผู้สูงอายุจากกลุ่มที่พึ่งพิง ไปสู่การเป็นพลังเศรษฐกิจระลอกใหม่ที่มีความยั่งยืน</p>
ศศิวัฒน์ ตันติบุญยานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1188
1199
-
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และการเติบโตอย่างยั่งยืน
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6944
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) กับอัตราการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท โดยมีตัวแปรอิสระเป็นตัวชี้วัดด้าน ESG ได้แก่ 1) การได้รับการจัดอันดับในดัชนี Dow Jones Sustainability Index (DJSI) 2) การได้รับการประกาศชื่อในรายการ Thailand Sustainability Investment (THSI) และ 3) การอยู่ในรายชื่อดัชนี ESG100 ซึ่งเป็นตัวแทนระดับการดำเนินงานด้าน ความยั่งยืน ส่วนตัวแปรตามของการศึกษา คือ Sustainable Growth Rate (SGR) โดยใช้สูตรของ Higgins (1977) และมีตัวแปรควบคุม คือ ขนาดของบริษัท โครงสร้างทางการเงิน เงินทุนหมุนเวียน และอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ โดยใช้ข้อมูลตัวเลขทางการเงินจากรายงานประจำปี และรายงานความยั่งยืนของบริษัท จากฐานข้อมูล SETSMART ปี 2563-2567 กลุ่มตัวอย่าง คือ บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 1,965 ตัวอย่าง โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า บริษัทที่ได้รับการประกาศชื่ออยู่ในดัชนี ESG100 ส่งผลในเชิงลบต่ออัตราการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าบริษัทที่ไม่ได้รับการจัดอันดับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนบริษัทที่ได้รับการประกาศชื่ออยู่ในดัชนี THSI ส่งผลในเชิงลบต่ออัตราการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าบริษัทที่ไม่ได้รับการประกาศชื่ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และการได้รับการจัดอันดับในดัชนี DJSI พบว่าไม่ส่งผลต่ออัตราการเติบโตอย่างยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้ยังพบว่าตัวแปรควบคุมทุกตัวส่งผลในเชิงบวกต่ออัตราการเติบโตอย่างยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติด้วย</p>
เนตรดาว ชัยเขต
ศุภวรรณ์ โสดา
ปุณณภา สอนดา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1200
1214
-
การศึกษาการรับรู้ความเสี่ยงภัยและพฤติกรรมการป้องกันของผู้ใช้บริการธนาคารต่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีในประเทศไทย
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/7135
<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ระดับ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ และอิทธิพลของการรับรู้ความเสี่ยงภัย 6 ด้านที่มีต่อพฤติกรรมการป้องกันตนเองจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของผู้ใช้บริการธนาคารในประเทศไทย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ค่าสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 21–30 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี และประกอบอาชีพพนักงานรัฐวิสาหกิจ/ข้าราชการ มีพฤติกรรมการใช้งานเป็นประจำทุกวัน ในภาพรวมกลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ความเสี่ยงและพฤติกรรมการป้องกันตนเองอยู่ในระดับมาก โดยผลการทดสอบความแตกต่างพบว่า ปัจจัยด้านระดับการศึกษาและอาชีพที่แตกต่างกันส่งผลให้พฤติกรรมการป้องกันตนเองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนปัจจัยด้านเพศและอายุไม่พบความแตกต่าง ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า การรับรู้ความเสี่ยงภัยมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการป้องกันตนเองในระดับสูงมาก และตัวแปรการรับรู้ความเสี่ยงทั้ง 6 ด้านสามารถร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมการป้องกันตนเองได้ร้อยละ 67.5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยด้านที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมมากที่สุดคือ ด้านประสิทธิภาพ รองลงมาคือ ด้านเวลา และด้านการเงิน ตามลำดับ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า สถาบันการเงินควรยกระดับมาตรการเชิงรุกด้านระบบความปลอดภัยและการจัดการปัญหาที่รวดเร็ว เช่น มาตรการ Kill Switch และภาครัฐควรปรับกลยุทธ์การสื่อสารเตือนภัยให้สอดคล้องกับปัจจัยประชากรศาสตร์ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณและเวลาเพื่อลดความสูญเสียอย่างยั่งยืน</p>
สุชาดา พึ่งธรรม
วรรณรพี บานชื่นวิจิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1215
1230
-
กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดแบบปูพรมเพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มยอดขาย บริการจัดส่งสินค้า
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/7093
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการรับรู้ของลูกค้าต่อบริการจัดส่งสินค้าภายหลังการดำเนินกลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดแบบปูพรม และ 2) ศึกษาแนวโน้มการใช้บริการและยอดขายบริการจัดส่งสินค้าภายหลังดำเนินกลยุทธ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่ศึกษา 3 พื้นที่ จำนวน 372 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน พ.ศ. 2569 แบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน มีค่าดัชนีความสอดคล้องเฉลี่ยเท่ากับ .97 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เคยใช้บริการจัดส่งสินค้า จำนวน 358 คน คิดเป็นร้อยละ 96.24 และในกลุ่มผู้ที่เคยใช้บริการ ส่วนใหญ่ใช้บริการมากกว่า 5 ครั้งต่อสัปดาห์ คิดเป็นร้อยละ 47.76 ระดับการรับรู้เกี่ยวกับบริการจัดส่งสินค้าโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งการทราบช่องทางการสั่งซื้อมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ความคิดเห็นต่อองค์ประกอบของกลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดแบบปูพรมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์และการแนะนำบริการโดยพนักงานได้รับการประเมินในระดับสูง นอกจากนี้ ภายหลังดำเนินกลยุทธ์ ยอดขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นจาก 3,978 บาท เป็น 8,705 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 118.83 ขณะที่จำนวนบิลการใช้บริการเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นจาก 25 บิล เป็น 57 บิล หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 128.00 ผลดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มการใช้บริการและยอดขายที่เพิ่มขึ้นภายหลังดำเนินกลยุทธ์ โดยเป็นการวิเคราะห์เชิงพรรณนาและไม่ได้มุ่งยืนยันความเป็นเหตุเป็นผลโดยตรง</p>
นิชาภา หลาชาญ
สิทธิพัทธ์ เลิศศรีชัยนนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1231
1245
-
รูปแบบการจัดการโรงแรมเฉพาะทางเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพนักกีฬาฟุตบอลอาชีพไทย โดยใช้แนวคิดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6841
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของนักกีฬาฟุตบอลอาชีพไทย พัฒนาและสังเคราะห์รูปแบบการจัดการโรงแรมเฉพาะทาง และประเมินรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้การวิจัยและพัฒนา (R&D) ร่วมกับการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักกีฬาฟุตบอลอาชีพไทย 254 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 7 คน และผู้เชี่ยวชาญ 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เนื้อหา และค่าสัมประสิทธิ์ Kendall’s W ผลการวิจัยพบว่า นักกีฬาฟุตบอลอาชีพไทยต้องการโรงแรมเฉพาะทางในลักษณะของ “ระบบบริการเพื่อสมรรถนะ” ประกอบด้วย 4 มิติ ได้แก่ สภาพแวดล้อมเพื่อการฟื้นฟู โภชนาการเพื่อสมรรถนะ สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสมรรถนะ และการบริการและความเป็นส่วนตัว นำไปสู่การพัฒนา “TH-PRO Performance Hotel Model” ภายใต้แนวคิดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง โดยองค์ประกอบทั้ง 4 ด้านทำหน้าที่เป็นปัจจัยนำเข้าที่ส่งผลต่อกระบวนการด้านสมรรถนะและความพร้อมในการแข่งขัน ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญประเมินรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุดทุกมิติ ข้อค้นพบช่วยขยาย องค์ความรู้ด้านการจัดการโรงแรมเพื่อสนับสนุนสมรรถนะนักกีฬา และเป็นแนวทางในการพัฒนาโรงแรมเฉพาะทางและการท่องเที่ยวเชิงกีฬาในประเทศไทย</p>
สุจินต์ สุขะพงษ์
วรรณวีร์ บุญคุ้ม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1246
1257
-
The relationship between board characteristics and firms value of companies listed on Yangon Stock Exchange (YSX)
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6701
<p>This study aimed to examine the relationship between board characteristics and firm value of companies listed on the Yangon Stock Exchange (YSX) in Myanmar, a market with relatively limited empirical evidence. This study employed panel data from eight listed companies over the period 2016-2024, totaling 54 firm-year observations. Descriptive statistics and multiple regression models were used to analyze the data. The results showed that financial expertise and CEO duality are positively related to firm value. In contrast, there was no significant association between other board characteristics-such as board size, board independence, and meeting frequency - and firm value. In addition, there was a negative relationship between firm size and firm value, whereas profitability measures had no significant effect. These results suggest that board quality, particularly financial expertise, plays a more crucial role than formal governance structures in enhancing firm value in this context.</p>
Min Khant Si Thu Aung
Dan Kulroop
Jeeraporn Pongpunputana
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1258
1271
-
การอนุรักษ์และการพัฒนาการท่องเที่ยวของชุมชนมรดกริมน้ำ กรณีศึกษา ชุมชนเรือนแพแม่น้ำสะแกกรัง อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6354
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสำคัญทางวัฒนธรรมและทรัพยากรมรดกของชุมชนเรือนแพแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี 2) ศึกษาแนวทางการอนุรักษ์และแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่เหมาะสมกับชุมชนเรือนแพแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี และ 3) เสนอนโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวกับหน่วยงานด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวท้องถิ่น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ประชาชนในชุมชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า ชุมชนเรือนแพแม่น้ำสะแกกรังเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมเป็นผลมาจากกระบวนการพัฒนาของสังคมในเรื่องคุณค่าและความต้องการของสังคมที่ตระหนักถึงการดำรงชีวิตที่มีความเกี่ยวข้องกับลักษณะของสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่ทั้งชีวิต ความเป็นอยู่และการทำงานตลอดจนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ทางจิตใจ เรือนแพแม่น้ำสะแกกรังเป็นเรือนแพที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย และยังคงความเอกลักษณ์ท้องถิ่นที่มีเสน่ห์และวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมเอาไว้ ชุมชนเรือนแพสามารถพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงปลาแรด การทำอาหารจากปลาแรดโดย การประสานกับที่พักหรือโฮมสเตย์ ให้มีการเรียนรู้ลงมือทำเป็นกิจกรรมเพิ่มเติมให้กับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้การพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวต้องการการสนับสนุนจากงานพัฒนาชุมชนในการออกแบบกิจกรรมหรือการพัฒนาการท่องเที่ยวในชุมชน นโยบายและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยว ชุมชนควรมีการสร้างเรื่องราวของชุมชนก่อนสร้างเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยว การประชาสัมพันธ์ด้วยสื่อออนไลน์ และการทำโมเดลการท่องเที่ยวให้เห็นภาพเบื้องต้น รวมทั้งการรวบรวมผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวเพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาการท่องเที่ยวของชุมชน</p>
ญาณาธร เธียรถาวร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1272
1281
-
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาที่ดินเปล่าในจังหวัดสระแก้ว
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6809
<p>การศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาที่ดินเปล่าในจังหวัดสระแก้วครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาที่ดินเปล่าในจังหวัดสระแก้ว โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิ จากประกาศขายที่ดินในเว็บไซต์ประกาศขายอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มซื้อขายที่ดินทางสื่อสังคมออนไลน์ที่ประกาศขายตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ. 2561 ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2568 จำนวนทั้งหมด 716 แปลง นำมาวิเคราะห์ด้วยแบบจำลอง Hedonic Pricing Model ด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Square: OLS) ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยทางกายภาพของแปลงที่ดินมีผลกระทบต่อราคาที่ดินเปล่าในจังหวัดสระแก้ว ได้แก่ สภาพของที่ดินเมื่อที่ดินมีการถมแล้วมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันกับราคาที่ดินเปล่าในจังหวัดสระแก้ว ระยะความลึกของแปลงที่ดินจากถนนจนสุดเขตแปลงที่ดิน มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางตรงข้ามกับราคาที่ดินเปล่าในจังหวัดสระแก้ว ปัจจัยด้านสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีผลกระทบต่อราคาที่ดินเปล่าในจังหวัดสระแก้วได้แก่ ระบบสาธารณูปโภคที่ครบถ้วนของแปลงที่ดิน ความกว้างของผิวจาราจรบริเวณหน้าแปลงที่ดินมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันกับราคาที่ดินเปล่าในจังหวัดสระแก้ว ปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งที่มีผลกระทบต่อราคาที่ดินเปล่าในจังหวัดสระแก้วได้แก่ ระยะห่างจากศูนย์การเมือง ระยะห่างจากห้างสรรพสินค้าหรือตลาด มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางตรงข้ามกับราคา ที่ดินเปล่าในจังหวัดสระแก้ว ปัจจัยด้านกฎหมายสีของผังเมืองที่มีผลกระทบต่อราคาที่ดินเปล่าในจังหวัดสระแก้วได้แก่ เมื่อแปลงที่ดินอยู่ในเขตผังเมืองสีเหลือง สีส้ม และสีแดงมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันกับราคาที่ดินเปล่าในจังหวัดสระแก้ว ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาที่ดินเปล่านี้สามารถใช้ประกอบการพิจารณาในการตัดสินใจลงทุนได้ โดยผู้ขายที่ต้องการเพิ่มมูลค่าที่ดินอาจทำการปรับปรุงด้วยปัจจัยทางกายภาพและปัจจัยด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ส่วนผู้ซื้อควรให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและปัจจัยด้านกฎหมายในส่วนของข้อจำกัดตามผังเมืองเพื่อโอกาสในการพัฒนาตามศักยภาพของที่ดิน</p>
ศิระภัสสรา สิงห์โค
ศิริขวัญ เจริญวิริยะกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1282
1297
-
พฤติกรรมการการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและแนวทางการพัฒนา Noodle Station เพื่อขยายการให้บริการในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6555
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลทั่วไป พฤติกรรมของผู้บริโภค และระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนา Noodle Station ตามแนวคิดปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4P's) ของผู้บริโภคในร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2) เปรียบเทียบและทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลทั่วไปและพฤติกรรมของผู้บริโภคกับพฤติกรรมการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และ 3) ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4P's) ที่มีต่อพฤติกรรมการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนา Noodle Station ในการขยายการให้บริการ กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้บริโภคที่ใช้บริการร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น นครหลวงเวียงจันทน์ จำนวน 130 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .86 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 21–30 ปี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน ใช้บริการร้านสะดวกซื้อมากกว่า 5 ครั้ง/สัปดาห์ บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์ และส่วนใหญ่ไม่เคยใช้บริการ Noodle Station มาก่อน โดยมีระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนา Noodle Station ตามแนวคิดปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4P's) โดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านส่งเสริมการตลาด และด้านราคา 2) ผู้บริโภคที่มีเพศแตกต่างกันมีพฤติกรรมไม่แตกต่างกัน ในขณะที่อายุ อาชีพ และความถี่ในการใช้บริการร้านสะดวกซื้อ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด (4P's) ร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้ร้อยละ 8.40 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยด้านราคาเป็นปัจจัยเดียวที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญในทิศทางลบ ดังนั้น การขยายการให้บริการ Noodle Station ควรมุ่งเน้นการกำหนดกลยุทธ์ด้านราคาที่เหมาะสมกับกำลังซื้อของผู้บริโภค ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และช่องทางการให้บริการที่ตอบสนองกลุ่มวัยทำงานที่ใช้บริการเป็นประจำ</p> <p> </p>
สกุลไทย ป้อมมะรัง
นรัฐภรณ์ ทองปั้น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1298
1312
-
บทบาทของความไว้วางใจต่อการค้าเชิงสังคมในการเชื่อมโยงการสื่อสารอัตลักษณ์ของผู้มีอิทธิพลกับการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6986
<p>งานวิจัยเชิงปริมาณนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของความไว้วางใจต่อการค้าเชิงสังคม ในฐานะตัวแปรเชื่อมโยงระหว่างการสื่อสารอัตลักษณ์ของผู้มีอิทธิพลทางความคิดกับการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริโภคที่เคยซื้อสินค้าผ่าน S-commerce จำนวน 545 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบอาศัยความน่าจะเป็น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห์เส้นทางผลการวิจัยพบว่า การสื่อสารอัตลักษณ์ของผู้มีอิทธิพลทางความคิดมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความไว้วางใจต่อการค้าเชิงสังคมและความไว้วางใจดังกล่าวมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค นอกจากนี้ความไว้วางใจมีบทบาทเป็นตัวแปรเชื่อมโยงบางส่วน ระหว่างการสื่อสารอัตลักษณ์ กับการตัดสินใจซื้อ สรุปได้ว่า กระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลไม่ได้เกิดจากการรับรู้ข้อมูลทางตรงเพียงอย่างเดียว แต่ถูกขับเคลื่อนผ่านกลไกทางจิตวิทยาคือความไว้วางใจต่อการค้าเชิงสังคม</p>
ปุณรภา ประดิษฐพงษ์
นิติธร อุ้นพิพัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1313
1323
-
การจัดตารางเที่ยวบินและการกระจุกตัวของสายการบินภายในประเทศของอาเซียน
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/7041
<p>ธุรกิจการบินในภูมิภาคอาเซียนเป็นธุรกิจมีการเติบโตอย่างมาก ทำให้สายการบินมีการปรับตัว เพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันที่มากขึ้น การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการแข่งขันด้วยการจัดตารางบิน วัดการกระจุกตัวของสายการบิน โดยใช้เส้นทางการบินภายในประเทศในภูมิภาคอาเซียน 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม เก็บรวบรวมข้อมูลเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 จำนวน 101 เส้นทาง รวมทั้งสิ้น 1,118 เที่ยวบิน หลังจากนั้นได้จัดกลุ่มเส้นทางบิน โดยใช้การแข่งขันด้วยการจัดตารางบินและการกระจุกตัวของสายการบิน รวมทั้งวิเคราะห์บทบาทของการกระจุกตัวของสายการบินต่อการแข่งขันด้วยการจัดตารางบิน ผลการศึกษาพบว่า โดยเฉลี่ยเส้นทางการบินในประเทศอินโดนีเซียมีการแข่งขันด้วยการจัดตารางบินมากที่สุด เส้นทางการบินในประเทศฟิลิปปินส์มีการกระจุกตัวของสายการบินมากที่สุด เส้นทางบินภายในประเทศของอาเซียนส่วนใหญ่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่มีการแข่งขันด้วยการจัดตารางบินสูงและการกระจุกตัวของสายการบินต่ำ นอกจากนี้ผลการประมาณค่าสมการถดถอยพบว่า ในเส้นทางที่มีการกระจุกตัวของสายการบินและมีจำนวนเที่ยวบินให้บริการหลายเที่ยวบินส่งผลให้มีการแข่งขันด้วยการจัดตารางบินลดลง ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางในการวางแผนจัดการทรัพยากรการบินสำหรับสนามบินและสำหรับสายการบินให้มีประสิทธิภาพ</p>
คมกริช วงศ์แข
วรทัศน์ เนื่องมัจฉา
ปทิตตา หล่อเงิน
แพรวไพลิน จันทร์โพธิ์ศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1324
1339
-
อิทธิพลของปัจจัยภายในองค์กรตามแนวคิด McKinsey 7S ที่มีต่อความสำเร็จ ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดเชียงใหม่
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6783
<p>การวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจของปัจจัยภายในองค์กร และเพื่อทดสอบอิทธิพลของปัจจัยภายในองค์กรที่มีต่อความสำเร็จของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดเชียงใหม่ โดยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามกับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 383 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาเพื่อหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานด้วยการวิเคราะห์ปัจจัยด้วยเทคนิคการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสำรวจ และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคุณ ผลการวิจัย พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 31–40 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบธุรกิจในภาคบริการ มากกว่า 5 ปีขึ้นไป และมีจำนวนพนักงานไม่เกิน 5 คน ผลการจัดกลุ่มปัจจัยภายในองค์กรสามารถจัดกลุ่มปัจจัยใหม่ได้ 5 ปัจจัย ได้แก่ ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ด้านระบบการปฏิบัติงาน ด้านกลยุทธ์ ด้านโครงสร้างองค์กร และด้านวัฒนธรรมองค์กร โดยปัจจัยภายในองค์กรที่ส่งผลต่อความสำเร็จของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในจังหวัดเชียงใหม่ มีเพียง 3 ปัจจัย คือ ปัจจัยภายในด้านกลยุทธ์ ด้านวัฒนธรรมองค์กร และด้านระบบการปฏิบัติงาน</p>
พัชรินทร์ อุดมจรัสเดช
ภัทรานิษฐ์ กิตติ์ธิตินันท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1340
1354
-
บทบาทของมาตรการคนละครึ่งพลัสต่อการใช้จ่ายและการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจระดับจังหวัด: กรณีศึกษาจังหวัดสุราษฎร์ธานี
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/7119
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของการใช้จ่ายภายใต้มาตรการคนละครึ่งพลัสในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 2) วิเคราะห์บทบาทของมาตรการคนละครึ่งพลัสต่อการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจระดับจังหวัด ผ่านตัวชี้วัดด้านจำนวนผู้ใช้สิทธิสะสม จำนวนสะสมของร้านค้าที่มีการใช้จ่ายภายใต้มาตรการ และยอดใช้จ่ายรวมสะสม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิ ซึ่งเป็นค่าสะสม ณ วันรายงาน จากการดำเนินมาตรการคนละครึ่งพลัสในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 9 ช่วงเวลา ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ผลรวม การเปลี่ยนแปลง อัตราการเปลี่ยนแปลงร้อยละ และค่าเฉลี่ยต่อหน่วย ผลการวิจัยพบว่า ยอดใช้จ่ายรวมสะสมเพิ่มขึ้นจาก 238.93 ล้านบาท เป็น 1,593.93 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1,355.00 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 567.11 จำนวนผู้ใช้สิทธิสะสมเพิ่มขึ้นจาก 382,739 ราย เป็น 706,122 ราย หรือร้อยละ 84.49 และจำนวนสะสมของร้านค้าที่มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจาก 15,128 ร้าน เป็น 18,951 ร้าน หรือร้อยละ 25.27 นอกจากนี้ ยอดใช้จ่ายสะสมเฉลี่ยต่อผู้ใช้สิทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 261.60 และยอดใช้จ่ายสะสมเฉลี่ยต่อร้านค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 432.53 ผลการวิจัยสะท้อนว่ามาตรการคนละครึ่งพลัสมีบทบาทต่อการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่าย และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเชิงธุรกรรมระดับจังหวัด อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้ เป็นการวิเคราะห์เชิงพรรณนาจากข้อมูลทุติยภูมิ ไม่ใช่การพิสูจน์ผลกระทบเชิงสาเหตุหรือตัวคูณทวีทางเศรษฐกิจ</p>
ภัทรพล ไชยเผือก
สินีนาท โชคดำเกิง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1355
1367
-
อิทธิพลของผลการประเมินความยั่งยืนต่อผลการดำเนินงานขององค์กรแบบหลายมิติของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/7035
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาอิทธิพลของผลการประเมินความยั่งยืนและโทนข้อความด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลในรายงานการวิเคราะห์และคำอธิบายของฝ่ายจัดการ (MD&A Sentiment Score) ที่มีต่ออัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น มูลค่ากิจการตามแนวคิด Tobin’s Q และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐศาสตร์ของบริษัท<br />จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2563–2567 จำนวน 1,795 ตัวอย่าง (ปี–บริษัท) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ESG Rating มีอิทธิพลเชิงบวกต่ออัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้นและ Tobin’s Q อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่มีอิทธิพลเชิงลบต่อมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับ MD&A Sentiment Score พบว่าโทนข้อความด้านสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลเชิงลบต่อผลการดำเนินงานทั้งสามตัวชี้วัด ขณะที่โทนข้อความด้านสังคมมีอิทธิพลเชิงบวกต่ออัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น แต่ไม่พบอิทธิพลต่อ Tobin’s Q และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐศาสตร์ ส่วนโทนข้อความด้านบรรษัทภิบาลมีแนวโน้มเชิงบวกต่อ Tobin’s Q ที่ระดับนัยสำคัญ .10 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ESG Rating และ MD&A Sentiment Score สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานทางการเงินและมูลค่ากิจการของบริษัท รวมทั้งสะท้อนศักยภาพของการประยุกต์ใช้การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงบรรยายจากรายงานทางการเงิน</p>
นันทพัชญ์ หิรัญรัตน์วาทิน
เนตรดาว ชัยเขต
วรวิทย์ เพ็ชรรื่น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1368
1382
-
การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตกเป็นเป้าหมายของการหลอกลวงให้ลงทุน ทางออนไลน์ของลูกค้าธนาคารออมสิน
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/7155
<p>การศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาพฤติกรรมเสี่ยง ปัจจัยการรับรู้ความเสี่ยงออนไลน์ที่มีผลต่อการตกเป็นเป้าหมายของการหลอกลวงให้ลงทุนทางออนไลน์ของลูกค้าธนาคารออมสิน กลุ่มตัวอย่างคือ ลูกค้าของธนาคารออมสิน จำนวน 405 คน ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 31 - 36 ปี การศึกษาปริญญาตรี มีอาชีพพนักงานรัฐวิสาหกิจ มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 35,001 บาทขึ้นไป และพฤติกรรมการลงทุนทางออนไลน์ รูปแบบการลงทุนสินทรัพย์ใหม่ การเทรดหุ้น การแลกเปลี่ยนสกุลเงิน มีการลงทุนทางออนไลน์เป็นครั้งแรก ปัจจัยพฤติกรรมเสี่ยง ส่งผลต่อการตกเป็นเป้าหมายของการหลอกลวงให้ลงทุนทางออนไลน์ของลูกค้าธนาคารออมสิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพบว่า ตัวแปรด้านความโลภ ด้านการตรวจสอบแหล่งที่มา ด้านความถี่ในการทำธุรกรรมออนไลน์ ด้านการติดตามข่าวสาร ส่งผลต่อการตกเป็นเป้าหมายของการหลอกลวงให้ลงทุนทางออนไลน์ของลูกค้าธนาคารออมสิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ปัจจัยการรับรู้ความเสี่ยง ส่งผลต่อการตกเป็นเป้าหมายของการหลอกลวงให้ลงทุนทางออนไลน์ของลูกค้าธนาคารออมสิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพบว่า ตัวแปรด้านการรับรู้ความเสี่ยงด้านการเงิน ด้านการรับรู้ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยส่งผลต่อการตกเป็นเป้าหมายของการหลอกลวงให้ลงทุนทางออนไลน์ของลูกค้าธนาคารออมสิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
ลักขณา เกิดนิยม
ศุภสัณห์ ปรีดาวิภาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1383
1396
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของผู้ขายสินค้าในการจัดการตลาดสดขนาดใหญ่เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/7120
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของปัจจัยทางเศรษฐกิจ ปัจจัยทางสังคม และปัจจัยทางการเมืองการปกครองของผู้ขายสินค้าในตลาดสดขนาดใหญ่เมืองท่าแขก 2) ศึกษาระดับของการมีส่วนร่วมของผู้ขายสินค้าในการจัดการตลาดสดขนาดใหญ่เมืองท่าแขก และ 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของผู้ขายสินค้าในการจัดการตลาดสดขนาดใหญ่เมืองท่าแขก กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ขายสินค้าในตลาดสุขสมบูรณ์ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน จำนวน 295 คน ทำการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ และสุ่มแบบเป็นระบบ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับของปัจจัยทางเศรษฐกิจจัดอยู่ในระดับมาก ปัจจัยทางสังคมจัดอยู่ในระดับมาก ปัจจัยทางการเมืองการปกครองจัดอยู่ในระดับปานกลาง 2) การมีส่วนร่วมของผู้ขายสินค้าในการจัดการตลาดสดขนาดใหญ่เมืองท่าแขกจัดอยู่ในระดับมาก และ 3) ปัจจัยทางการเมืองการปกครอง ปัจจัยทางเศรษฐกิจ และปัจจัยทางสังคม ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของผู้ขายสินค้าในการจัดการตลาดสดขนาดใหญ่เมืองท่าแขก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยปัจจัยทั้ง 3 ด้านสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการมีส่วนร่วมของผู้ขายสินค้าได้ร้อยละ 49.70</p>
ขวันใจ สุวันลาสี
จิตติ กิตติเลิศไพศาล
เด่นชัย สมปอง
พิศดาร แสนชาติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1397
1412
-
ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินกับอัตราส่วนการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดธุรกิจธนาคาร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/7144
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาอัตราส่วนทางการเงินและความสัมพันธ์ที่มีต่ออัตราส่วนการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดธุรกิจธนาคาร โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิแบบพาแนลจากบริษัทจดทะเบียนจำนวน 10 บริษัท ในช่วงปี พ.ศ. 2559–2568 รวมทั้งสิ้น 100 ชุดข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสมการถดถอยพหุคูณผ่านแบบจำลองผลกระทบแบบสุ่ม ผลการศึกษาพบว่า อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) เป็นตัวแปรเดียวที่มีความสัมพันธ์ทางลบกับอัตราส่วนการจ่ายปันผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงให้เห็นว่าเมื่อธนาคารมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นจะมีแนวโน้มลดการจ่ายเงินปันผลเพื่อรักษาสภาพคล่องและระดับเงินกองทุนตามเกณฑ์มาตรฐาน ในขณะที่อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร (ROA, NPM, NIM) อัตราส่วนสภาพคล่อง (LDR) อัตราส่วนประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ (TATO) และอัตราส่วนคุณภาพสินทรัพย์ (NPL) ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราส่วนการจ่ายปันผลอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ตัวแปรควบคุมอย่างสถานการณ์โควิด-19 และนโยบายจากธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีผลกระทบต่ออัตราส่วนการจ่ายปันผลอย่างมีนัยสำคัญ</p>
ภูมิธรรม อำนาจเกียรติกุล
วรรณรพี บานชื่นวิจิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1413
1426
-
การตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบำรุงผิวผ่านช่องทางแอปพลิเคชันติ๊กต็อก ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/6709
<p>การวิจัยเรื่อง การตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบำรุงผิวผ่านแอปพลิเคชันติ๊กต็อกของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางบำรุงผิวผ่านช่องทางแอปพลิเคชันติ๊กต็อกของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร 2) เปรียบเทียบการตัดสินใจซื้อเครื่องสำอางบำรุงผิวผ่านช่องทางแอปพลิเคชันติ๊กต็อกของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร จำแนกตามลักษณะประชากรศาสตร์ 3) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบำรุงผิวผ่านแอปพลิเคชันติ๊กต็อกของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 403 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 21–30 ปี และมีความคิดเห็นต่อปัจจัยตามกรอบแนวคิด 5A โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ไม่ก่อให้เกิดความแตกต่างของการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบำรุงผิวผ่านแอปพลิเคชันติ๊กต็อกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อย่างไรก็ตาม พบว่าปัจจัยด้านสถานภาพมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ปัจจัยด้านการรับรู้ผลิตภัณฑ์ ด้านการสอบถามและตอบ ด้านการทดลองใช้ และด้านการสนับสนุน มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยปัจจัยด้านด้านการสนับสนุน มีอิทธิพลมากที่สุด รองลงมาคือด้านการทดลองใช้ ด้านการถามและตอบ และ ด้านการรับรู้ผลิตภัณฑ์ ตามลำดับ</p>
นรียา จิรสินบัณฑิตกุล
พินิจ แกล้วเกษตรกรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-09-30
2026-09-30
6 3
1427
1440
-
ความตั้งใจในการท่องเที่ยวของบุคคลวัยทำงาน
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/7095
<p style="font-weight: 400;">บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาและสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการท่องเที่ยวของบุคคลวัยทำงาน โดยการทบทวน วิเคราะห์ และสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศเกี่ยวกับพฤติกรรมการท่องเที่ยว แรงจูงใจในการท่องเที่ยว และอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยว ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยสำคัญที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจท่องเที่ยวของบุคคลวัยทำงาน ได้แก่ แรงจูงใจภายในและการรับรู้สื่อติ๊กต็อก โดยแรงจูงใจภายในเป็นแรงผลักดันพื้นฐานที่เกิดจากความต้องการ ความสนใจ และความพึงพอใจของบุคคล ซึ่งมีบทบาทต่อการเกิดความตั้งใจและการตัดสินใจท่องเที่ยว ขณะที่การรับรู้สื่อติ๊กต็อก เป็นกระบวนการรับรู้ทั้งเชิงเหตุผลและเชิงอารมณ์ โดยลักษณะเฉพาะของแพลตฟอร์มที่นำเสนอเนื้อหาวิดีโอสั้น ความบันเทิง และประสบการณ์การท่องเที่ยว สามารถเสริมสร้างการรับรู้ ทัศนคติ และความตั้งใจเชิงพฤติกรรมของผู้ใช้ ซึ่งทั้งสองปัจจัยร่วมกันส่งผลต่อความตั้งใจในการท่องเที่ยวของบุคคลวัยทำงาน กล่าวได้ว่า ความตั้งใจท่องเที่ยวของบุคคลวัยทำงานมิได้เกิดจากอิทธิพลของสื่อเพียงลำพัง หากแต่เป็นผลจากการทำงานร่วมกันระหว่างแรงจูงใจภายในและการรับรู้เนื้อหาจากสื่อติ๊กต็อกอย่างเป็นระบบ</p>
อรวิภา เรืองแก้ว
สิญาธร นาคพิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-10-02
2026-10-02
6 3
1441
1456
-
การศึกษาปัจจัยในการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/JMSSNRU/article/view/7145
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยแรงจูงใจในการทำงาน ได้แก่ ปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุนที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมอันพึงประสงค์ของพนักงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ พนักงานธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ จำนวน 5,409 คน ได้กลุ่มตัวอย่างตามสูตร Yamane (1967) ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 31–40 ปี อายุงาน 1–10 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ≤20,000 บาท ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ประกอบด้วย ความสำเร็จในการทำงาน การได้รับการยอมรับนับถือ ลักษณะงานที่สร้างสรรค์และท้าทาย ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กร ตำแหน่งงาน ค่าจ้างและสวัสดิการ พฤติกรรมอดทนอดกลั้น พฤติกรรมการสำนึกในหน้าที่ การรับรู้ถึงประโยชน์ การรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งาน และทัศนคติต่อเทคโนโลยี</p>
ธนพล ผการัตน์
ธิดารัตน์ พงษ์วชิรินทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc/4.0
2026-10-02
2026-10-02
6 3
1457
1468