https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/issue/feed
วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
2026-09-15T09:45:04+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร. ณัฐ อมรภิญโญ
msudru.journal@udru.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี</strong></p> <p><strong>E-ISSN:</strong> 3056-9125 (Online)</p> <h3><strong><u>กำหนดการเผยแพร่ 6 ฉบับต่อปี</u></strong></h3> <ul> <li>ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์ (กำหนดออกเดือนกุมภาพันธ์)</li> <li>ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน (กำหนดออกเดือนเมษายน)</li> <li>ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน (กำหนดออกเดือนมิถุนายน)</li> <li>ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม (กำหนดออกเดือนสิงหาคม)</li> <li>ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม (กำหนดออกเดือนตุลาคม)</li> <li>ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม (กำหนดออกเดือนธันวาคม)</li> </ul> <p><strong><span class="TextRun SCXW48558303 BCX8" lang="TH-TH" xml:lang="TH-TH" data-contrast="none"><span class="NormalTextRun SCXW48558303 BCX8" data-ccp-parastyle="Normal (Web)">นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </span></span></strong><span class="TextRun SCXW48558303 BCX8" lang="TH-TH" xml:lang="TH-TH" data-contrast="none"><span class="NormalTextRun SCXW48558303 BCX8" data-ccp-parastyle="Normal (Web)">วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการในกลุ่มสาขาต่าง ๆ ดังนี้</span></span></p> <ul> <li>บริหารธุรกิจ</li> <li>การจัดการทั่วไป</li> <li>นิเทศศาสตร์</li> <li>การบัญชี</li> <li>เศรษฐศาสตร์</li> <li>การจัดการการโรงแรมและการท่องเที่ยว</li> <li>สาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</li> </ul> <p><span class="TextRun SCXW48558303 BCX8" lang="TH-TH" xml:lang="TH-TH" data-contrast="none"><span class="NormalTextRun SCXW48558303 BCX8" data-ccp-parastyle="Normal (Web)">ซึ่งเป็นผลงานจากบุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีและผู้เขียนจากหน่วยงานภายนอก เพื่อเป็นการเผยแพร่และส่งเสริมการนำผลการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ทางวิชาการระหว่างคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย และบุคคลทั่วไป โดยบทความที่ได้รับการตีพิมพ์นั้น ล้วนผ่านการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะศาสตร์</span></span></p>
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/5711
แนวทางการฟื้นฟูแบรนด์ของคลินิกเสริมความงามในประเทศไทย: ศึกษาบทบาทของการความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ ประสบการณ์ผู้บริโภคต่อแบรนด์ และคุณค่าที่ผู้บริโภครับรู้
2026-09-15T09:45:04+07:00
ขวัญฤทัย ดำรงวัฒนโภคิน
kuanrutai.dam.utcc@outlook.com
ธีรข์กรณ์ อุดมรัตนะมณี
Theerakorn.u@mail.com
รวิดา วิริยกิจจา
Rawida.w@mail.com
<p>อุตสาหกรรมคลินิกความงามในประเทศไทยได้กลายเป็นส่วนสำคัญของตลาดสุขภาพและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน แต่ยังคงเผชิญกับความท้าทายด้านการเปิดบริการที่มากเกินไป การแข่งขันด้านราคา และการทำให้บริการกลายเป็นสินค้าเชิงมาตรฐาน การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์ว่า ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ประสบการณ์แบรนด์ และการรับรู้คุณภาพ มีอิทธิพลต่อการฟื้นฟูแบรนด์ในภาคธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงนี้อย่างไร โดยเก็บข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 506 คน ที่เคยใช้บริการคลินิกความงามภายในระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา และทำการวิเคราะห์ด้วยการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ (MLR) ผลการวิจัยพบว่า โมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของการฟื้นฟูแบรนด์ได้ 79.1% (R² = 0.791; Adjusted R² = 0.785) ซึ่งถือว่ามีอำนาจอธิบายสูง ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า มิติของความน่าเชื่อถือ ได้แก่ ความน่าไว้วางใจ ความเชี่ยวชาญ และความสม่ำเสมอ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการฟื้นฟูแบรนด์ ขณะที่มิติด้านความน่าดึงดูดใจและการสื่อสารไม่พบอิทธิพล ส่วนของการรับรู้คุณภาพ พบว่าเฉพาะมิติการรับรู้คุณค่าเท่านั้นที่มีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของบริการมากกว่าตัวชี้วัดคุณภาพอื่น ๆ ขณะที่ประสบการณ์แบรนด์ปรากฏว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด โดยประสบการณ์ทางอารมณ์ การมีส่วนร่วมทางพฤติกรรม และการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า มีอิทธิพลเชิงบวก ขณะที่ประสบการณ์ทางปัญญากลับมีอิทธิพลเชิงลบ ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนว่าการฟื้นฟูแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องสร้างความน่าเชื่อถือ เสริมสร้างประสบการณ์เชิงมีส่วนร่วม และเน้นการรับรู้คุณค่า การศึกษานี้มีคุณูปการทั้งด้านทฤษฎีและการปฏิบัติ โดยเสนอแนวทางสำหรับคลินิกความงามในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและเสริมสร้างความภักดีของผู้บริโภคในตลาดที่มีการแข่งขันสูง</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/5712
การยอมรับนวัตกรรมสู่การใช้บริการซ้ำผ่านการบอกต่อทางอิเล็กทรอนิกส์: การศึกษาการถดถอยในบริบทสุขภาพดิจิทัล
2026-09-03T10:57:03+07:00
อริสา ทรงโฉม
arisadbautcc@outlook.com
อนุฉัตร ช่ำชอง
Anuchat.c@mail.com
รวิดา วิริยกิจจา
Rawida.w@mail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาบทบาทของการบอกต่อผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในฐานะกลไกเชื่อมโยงระหว่างการยอมรับนวัตกรรมและความตั้งใจใช้บริการซ้ำในบริบทสุขภาพดิจิทัล โดยเก็บข้อมูลจากผู้ใช้บริการจำนวน 400 คน และวิเคราะห์ด้วยวิธีการถดถอยเชิงโครงสร้างแบบสมการกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน ผลการวิจัยพบว่า การยอมรับนวัตกรรมส่งผลให้เกิดการบอกต่อเชิงบวก และการบอกต่อนี้มีอิทธิพลโดยตรงต่อความตั้งใจที่จะกลับมาใช้บริการซ้ำ นอกจากนี้ยังพบว่าการยอมรับนวัตกรรมมีผลทางอ้อมต่อความตั้งใจดังกล่าว ผ่านบทบาทการไกล่เกลี่ยของการบอกต่อ ผลการศึกษายังชี้ว่าการสร้างคุณภาพบริการที่สามารถส่งต่อได้การจัดการช่องทางสะดวกสำหรับการให้ข้อเสนอแนะ และการฟื้นฟูบริการอย่างรวดเร็วเพื่อลดผลกระทบเชิงลบ เป็นแนวทางเชิงปฏิบัติสำคัญที่จะช่วยแปลงการยอมรับเบื้องต้นให้กลายเป็นความผูกพันที่ยั่งยืนบนพื้นฐานของความไว้วางใจในบริการสุขภาพดิจิทัล</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/6646
การพัฒนาและทดลองใช้กลไกการจัดการข่าวปลอมบนสื่อสังคมออนไลน์ในระดับพื้นที่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการหลอกลวงของผู้สูงอายุกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ในจังหวัดหนองบัวลำภู
2026-07-10T09:59:16+07:00
สุชีรา สินทรัพย์
s.sucheera@udru.ac.th
ศุภกฤต ปิติพัฒน์
supagrit.pi@udru.ac.th
<p>ข่าวปลอมบนสื่อสังคมออนไลน์เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อผู้สูงอายุกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ โดยเฉพาะในจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งมีผู้สูงอายุจำนวนมากและยังขาดกลไกจัดการข่าวปลอมในระดับพื้นที่ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากลไกการจัดการข่าวปลอมบนสื่อสังคมออนไลน์ในระดับพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ในจังหวัดหนองบัวลำภู และ 2) ทดลองใช้และประเมินผลกลไกดังกล่าว การวิจัยเป็นลักษณะการวิจัยเชิงพัฒนา โดยใช้แนวคิดการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ แนวคิดและรูปแบบกลไกการจัดการข่าวปลอม และโมเดลเชิงนิเวศทางสังคมเป็นกรอบในการศึกษา แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะพัฒนากลไกผ่านเวทีการมีส่วนร่วม 3 เวที และระยะทดลองใช้กับผู้สูงอายุกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ 100 คน และทีมพี่เลี้ยงดิจิทัล 14 คน ในพื้นที่ตำบลนาแก อำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นเวลา 2 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ Mann–Whitney U-test และ Paired Samples t-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลไกที่พัฒนาขึ้นเป็นกลไกเชิงบูรณาการหลายระดับ ประกอบด้วย Self-Check 5 ข้อ ช่องทางรับ–ส่งข่าวผ่าน LINE กลุ่มชุมชน ทีมพี่เลี้ยงดิจิทัล กระบวนการตรวจสอบหลายระดับ และระบบแจ้งผลกลับพร้อมการสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง ผลการประเมินพบว่า กลไกและคู่มือผ่านเกณฑ์ทุกด้าน โดยค่ามัธยฐานอยู่ระหว่าง 4.38 – 4.75 และไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มผู้ประเมิน (p > .05) ขณะที่ผลการทดลองใช้พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังอบรมสูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จาก 8.27 เป็น 11.31 คะแนน (t(99) = 17.646, p < .001, Cohen’s d_z = 1.76) และขั้นรับ–ส่งข่าวน่าสงสัยลดเวลาจาก 70.3 นาทีในสัปดาห์ที่ 1 เหลือ 6.3 นาทีในสัปดาห์ที่ 2 โดยสัปดาห์ที่ 2 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 100 ทั้งด้านเวลาและความถูกต้องของกระบวนการ ผลการศึกษานี้เป็นหลักฐานเบื้องต้นว่า กลไกเชิงพื้นที่ที่เชื่อมโยงระดับบุคคล ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ มีความเป็นไปได้ในการนำมาใช้สนับสนุนการจัดการข่าวปลอมสำหรับผู้สูงอายุกลุ่มเบบี้บูมเมอร์</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/5991
แบบจำลองด้านการตาดดิจิทัลของผู้ประกอบธุรกิจชุมชน ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
2025-11-18T10:38:23+07:00
วลัยพร สุพรรณ
walaiphon_sup@cmru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ชุมชนของวิสาหกิจชุมชน การด าเนินงานธุรกิจชุมชนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของผู้ประกอบการชุมชน และสภาพแวดล้อมด้านดิจิทัลของวิสาหกิจชุมชน และ 2) เพื่อพัฒนาแบบจำลองด้านการตลาดดิจิทัลของผู้ประกอบธุรกิจชุมชน ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมด้วยเครื่องมือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการสนทนากลุ่ม โดยพิจารณาผู้ให้ข้อมูลแบบมีจุดมุ่งหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นการศึกษา มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจชุมชนด้านการตลาดดิจิทัลและมีความสมัครใจให้ข้อมูล ประกอบด้วยประธานและสมาชิกวิสาหกิจชุมชนที่ยังมีการดำเนินงาน 6 วิสาหกิจชุมชน จำนวน 30 คน คนในชุมชนที่ซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน จำนวน 14 คน และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง จำนวน 6 คน รวมจำนวน 50 คน</p> <p> พบว่า วิสาหกิจชุมชนส่วนใหญ่ดำเนินการตลาดแบบออฟไลน์ สมาชิกกลุ่มเป็นผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่มีช่วงอายุระหว่าง 50 – 70 ปี มีทักษะการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลไม่มากนัก มีความกังวลเกี่ยวกับการใช้งานผิดพลาดและความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงข้อจ ากัดด้านร่างกายและสุขภาพที่เสื่อมถอย การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมด้านดิจิทัลมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ในการด าเนินงานจำนวน 2วิสาหกิจชุมชน ส่งผลให้บางวิสาหกิจชุมชนยังไม่มีการสร้างตัวตนบนสื่อสังคมออนไลน์ และขาดโอกาสที่จะขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่บนเครือข่ายออนไลน์ ส่งผลให้แบรนด์ยังไม่เป็นที่รู้จัก ผลการศึกษาที่ ให้ได้แบบจำลองด้านการตลาดดิจิทัล “WDES” ประกอบด้วย 1) การพัฒนาระบบสารสนเทศในรูปแบบเว็บแอพพลิเคชั่น 2) การสร้างสื่อดิจิทัล 3) การพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัล 4) การวางแผนเนื้อหาเพื่อสื่อสารการตลาด โดยดำเนินงานด้านการตลาดร่วมกันภายใต้ชื่อกลุ่ม “เชิงดอยมีดี” เว็บไซต์ชื่อwww.choengdoimedee.com การเผยแพร่สื่อดิจิทัลผ่านช่องเชิงดอยมีดี (Choengdoi Medee) บนแพลตฟอร์มยูทูป และสื่ออินโฟกราฟิกเพื่อเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ของวิสาหกิจชุมชน โดยแบบจำลองด้านการตลาดดิจิทัลธุรกิจชุมชนมีความเหมาะสมและมาจากความต้องการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนช่วยส่งเสริมด้านการตลาดของผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย สร้างการมีตัวตนของแบรนด์หรือตราสินค้าของวิสาหกิจชุมชนให้เป็นที่รู้จัก ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย สามารถสืบค้นผ่านเครื่องมือค้นหาบนเครือข่ายออนไลน์ได้ สร้างสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบสื่อดิจิทัลสำหรับเผยแพร่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/6915
ผลกระทบของความสามารถในการบริหารต้นทุนแบบบูรณาการที่มีผลต่อความสำเร็จอย่างยั่งยืนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหารในจังหวัดขอนแก่น
2026-06-18T09:21:39+07:00
ภัทรภร กินิพันธ์
Patharaphorn.kin@neu.ac.th
นีรนาท เสนาจันทร์
neeranart.see@neu.ac.th
นฤมล อริยพิมพ์
Naruemol.a@mail.com
<p>งานวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยความสามารถในการบริหารต้นทุนแบบบูรณาการที่ส่งผลต่อความสำเร็จอย่างยั่งยืนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหารในจังหวัดขอนแก่น และกำหนดแนวทางในการบริหารต้นทุนแบบบรูณาการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหารในจังหวัดขอนแก่นอย่างยั่งยืน กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหารในจังหวัดขอนแก่น จำนวน 364 กลุ่ม โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นอย่างเป็นสัดส่วน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านความสามารถในการบริหารต้นทุนแบบบูรณาการส่งผลกระทบเชิงบวกต่อความสำเร็จอย่างยั่งยืนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหารในจังหวัดขอนแก่น มี 3 ปัจจัย ได้แก่ ด้านการบัญชีต้นทุนมุ่งผลลัพธ์เพื่อการตัดสินใจ รองลงมา คือ ด้านการมุ่งเน้นระบบการควบคุมต้นทุน และด้านการมุ่งเน้นประสิทธิผลต้นทุนผลิตภัณฑ์ ทั้ง 3 ปัจจัยสามารถอธิบายความแปรปรวนหรือทำนายตัวแปรตาม ได้ร้อยละ 55.2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยดังกล่าวชี้ให้เห็นว่ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนการแปรรูปอาหารควรให้ความสำคัญกับการยกระดับระบบบัญชีจากการจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายทั่วไป ไปสู่การจัดทำบัญชีบริหารที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ควบคู่กับการควบคุมมาตรฐานการผลิตอย่างเป็นระบบ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามารถกำหนดราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเปล่าในกระบวนการผลิต และช่วยกำหนดแนวทางในการบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/7228
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาดมสมุนไพรเมนทอลกลิ่นต้มยำและการออกแบบบรรจุภัณฑ์: การประเมินการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมสำหรับวิสาหกิจชุมชน
2026-08-21T14:46:53+07:00
ทรัพย์ อมรภิญโญ
supamorn@kku.ac.th
กฤษดา ค้าเจริญ
kkrits@kku.ac.th
ณัฐ อมรภิญโญ
dr.nath2@udru.ac.th
พีชยา สุริยวงค์
peechaya.su@udru.ac.th
<p>ชุมชนเกษตรกรรมในจังหวัดหนองคายมีทรัพยากรสมุนไพรพื้นบ้านที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์มูลค่าสูง การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาดมเมนทอลต้มยำนวัตกรรมที่ผสมผสานสมุนไพรไทยอัตลักษณ์จากเครื่องต้มยำ ได้แก่ ข่า ตะไคร้ มะกรูด พริก และหอมแดง เข้ากับเมนทอลเพื่อสรรพคุณทางยา ควบคู่กับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สื่อสารอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรในพื้นที่ภายใต้กรอบโครงการหนองคายโมเดล การวิจัยใช้การออกแบบแบบผสมผสานเชิงลำดับ ประกอบด้วย 3 ระยะหลัก ได้แก่ 1. การปรับสูตรผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมที่สุดโดยใช้ระเบียบวิธีพื้นผิวตอบสนอง (RSM) 2. การประเมินทางประสาทสัมผัสและความพึงพอใจของผู้บริโภค (n=100) และ 3. การประเมินบรรจุภัณฑ์โดยการวิเคราะห์คอนจอยต์ สูตรยาดมที่ได้รับการปรับให้เหมาะสมที่สุดประกอบด้วยเมนทอลความเข้มข้น 18.2% (น้ำหนักต่อน้ำหนัก) ผสมกับน้ำมันหอมระเหยสมุนไพรต้มยำในสัดส่วนที่สมดุล (ข่า:ตะไคร้:มะกรูด:พริก:หอมแดง = 2:3:2:1:2) บรรจุในกระปุกขนาด 8 กรัม โมเดลกำลังสองที่สร้างจาก RSM มีนัยสำคัญสูง (R² = 0.9318, p < 0.0001) โดยสูตรที่ปรับให้เหมาะสมให้คะแนนความยอมรับโดยรวม 8.31 ± 0.29 บนมาตราส่วนเฮโดนิก 9 คะแนน การประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใช้มาตราส่วนลิเคิร์ท 5 ระดับ โดยความพึงพอใจต่อบรรจุภัณฑ์ได้รับการประเมินในระดับสูงสุด (ค่าเฉลี่ยโดยรวม 4.63 ± 0.89) และด้านการตลาดได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุด (4.66 ± 0.90) การวิเคราะห์คอนจอยต์ระบุว่าบรรจุภัณฑ์แบบเล่าเรื่อง (P3) สามารถตั้งราคาพรีเมียมได้สูงกว่าการออกแบบมินิมอล 31.2% ผลิตภัณฑ์สามารถเพิ่มราคาจำหน่ายที่เสนอขายได้ถึงร้อยละ 82.5 จากราคาเดิม 120 บาท เป็น 219 บาทต่อกล่อง (6 กระปุก) นอกจากนี้ ผลการประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) ที่คาดการณ์ไว้ภายใต้สมมติฐานการดำเนินงาน 1 ปี มีค่าเท่ากับ 3.30 ซึ่งหมายความว่าทุก 1 บาทที่ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนทางสังคม 3.30 บาท แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน การศึกษาครั้งนี้จึงถือเป็นแบบจำลองที่สามารถนำไปปฏิบัติซ้ำได้สำหรับการเปลี่ยนทรัพยากรสมุนไพรพื้นบ้านให้เป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมูลค่าสูงภายในกรอบวิสาหกิจชุมชน เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจชนบทอย่างยั่งยืนต่อไป</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/5661
การศึกษาภาพรวมงานวิจัยด้านขนส่งสาธารณะไร้คนขับ: การวิเคราะห์บรรณมิติ จากฐานข้อมูลเว็บออฟไซนซ์ (2556–2567)
2025-12-19T12:42:10+07:00
เค่อเค่อ โฮว
Keke.Hou@mail.com
สืบชาติ อันทะไชย
subchat.un@udru.ac.th
รชต สวนสวัสดิ์
rachata.acc@gmail.com
<p>ด้วยการเร่งตัวของกระบวนการสร้างเมือง รูปแบบขนส่งสาธารณะแบบดั้งเดิมได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ขนส่งสาธารณะไร้คนขับจึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากทั้งนักปฏิบัติและนักวิจัย อย่างไรก็ดี ยังขาดการทบทวนวรรณกรรมเชิงระบบที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ขนส่งสาธารณะไร้คนขับ ในประเด็นนี้ การศึกษานี้ใช้การวิเคราะห์บรรณมิติ (bibliometric analysis) เพื่อวิเคราะห์สถานะงานวิจัยปัจจุบัน ประเด็นวิจัยสำคัญ และแนวโน้มการพัฒนาในอนาคตของยานพาหนะไร้คนขับในบริบทของขนส่งสาธารณะ โดยอาศัยบทความที่เกี่ยวข้องจำนวน 125 เรื่องจากฐานข้อมูล Web of Science ประการแรก จากการวิเคราะห์ความถี่ร่วมของคำสำคัญ ได้ระบุกลุ่มประเด็นวิจัยหลัก 4 กลุ่ม ได้แก่ การจัดตารางเวลาที่เหมาะสม การยอมรับของผู้ใช้ ความต้องการและความชอบของประชาชน และกรอบทางเทคนิค นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ยังแสดงให้เห็นว่าจีนและสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีผลงานวิจัยโดดเด่นที่สุด โดยความร่วมมือระหว่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สุดท้าย การศึกษานี้ได้อภิปรายถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ผลกระทบทางสังคม และความท้าทายเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาในอนาคตของขนส่งสาธารณะไร้คนขับ พร้อมทั้งเสนอแนวทางเพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย ผลการวิจัยช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ในสาขายานพาหนะไร้คนขับ และให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของระบบขนส่งสาธารณะไร้คนขับ</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/4576
อิทธิพลของความพึงพอใจในการปฏิบัติงานที่มีต่อความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยเอกชนภายใต้บริบทการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล: การทบทวนวรรณกรรมเชิงบรรณมิติและการกำหนดวาระการวิจัย
2026-03-30T11:54:21+07:00
เยี่ยนเจีย โอว
ouyanjia@163.com
สืบชาติ อันทะไชย
subchat.un@udru.ac.th
รชต สวนสวัสดิ์
rachata.su@udru.ac.th
<p>ภายใต้บริบทของยุคดิจิทัล มหาวิทยาลัยเอกชนได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ตลอดจนส่งเสริมความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรสายสนับสนุน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์อิทธิพลของความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุนที่มีต่อความผูกพันต่อองค์การในมหาวิทยาลัยเอกชน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลได้ส่งผลให้มิติของความพึงพอใจในการปฏิบัติงานและความผูกพันต่อองค์การมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ผ่านมายังขาดกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการที่สามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งสองได้อย่างชัดเจนในบริบทของมหาวิทยาลัยเอกชน</p> <p>การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบร่วมกับการวิเคราะห์บรรณมิติ เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้ที่มีอยู่ ระบุช่องว่างของการวิจัย และกำหนดแนวทางสำหรับการศึกษาวิจัยในอนาคต โดยมุ่งศึกษามิติสำคัญของความพึงพอใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การ รวมทั้งสำรวจบทบาทของปัจจัยคั่นกลางและปัจจัยกำกับ อาทิ การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การ ความผูกพันในงาน และความรอบรู้ด้านดิจิทัล</p> <p>ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล แนวปฏิบัติด้านภาวะผู้นำ และความผูกพันของบุคลากร เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์การ การวิจัยนี้มีส่วนสนับสนุนเชิงทฤษฎีด้วยการนำเสนอกรอบการสังเคราะห์เพื่ออธิบายอิทธิพลของความพึงพอใจในการปฏิบัติงานที่มีต่อความผูกพันต่อองค์การ</p> <p> ในเชิงปฏิบัติ ผลการวิจัยนำเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับมหาวิทยาลัยเอกชนในการส่งเสริมความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรสายสนับสนุน ซึ่งจะเอื้อต่อการยกระดับความผูกพันต่อองค์การ งานวิจัยนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการศึกษาพลวัตของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรดังกล่าวในอนาคต และเสนอข้อค้นพบที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการรับมือกับความท้าทายอันเกิดจากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/4284
การพัฒนาเว็บไซต์จัดการธุรกิจจัดงานแต่งงาน
2026-08-11T15:17:52+07:00
วราพร กรีเทพ
warapornkt@udru.ac.th
ฐาปนี เพ็งสุข
thapanee.ph@udru.ac.th
ก่อพงศ์ บุญญาวงศ์สวัสดิ์
64040427120@udru.ac.th
พิษณุ หาญชัย
64040427110@udru.ac.th
สราวุฒิ บ่อแตน
64040427133@udru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์จัดการธุรกิจจัดงานแต่งงาน และศึกษาประสิทธิภาพของเว็บไซต์ กรณีศึกษาร้าน Kawaii wedding studio โดยใช้กระบวนการพัฒนาเว็บไซต์ 6 ขั้น โดยได้พัฒนา 2 ส่วนงาน คือส่วนงานผู้ดูและระบบ สามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าสู่ระบบ จัดการงานด้านข้อมูลพื้นฐาน ด้านการจองคิว ด้านกิจกรรมงาน ด้านรายการค่าใช้จ่าย และส่วนงานของลูกค้า สามารถจองชุดแต่งงาน จองคิวช่างภาพ จองคิวช่างแต่งหน้า จองแพคเก็ตถ่ายภายพรีเวดดิ้ง ซึ่งการดำเนินงานในส่วนผู้ดูแลระบบและส่วนของลูกค้า ส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพิ่มความรวดเร็ว ลดความซ้ำซ้อนและลดข้อผิดพลาดจากการบันทึกข้อมูล และจากการประเมินประสิทธิภาพของเว็บไซต์ที่พัฒนาขึ้นพบว่าโดยรวมมีประสิทธิภาพระดับมากที่สุด</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/6959
ปัจจัยเชิงสาเหตุและตัวแบบการยอมรับเทคโนโลยีการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของนักศึกษาเจเนอเรชันซี (GENERATION Z) กรณีศึกษาจังหวัดอุดรธานี
2026-07-10T10:17:02+07:00
ปริญญา กัณหาสินธุ์
parinya.ku@udru.ac.th
<p>วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือ 1) เพื่อศึกษาอิทธิพลการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน และการรับรู้ประโยชน์ ที่มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของนักศึกษาเจเนอเรชันซี ในจังหวัดอุดรธานี และ 2) เพื่อยืนยันตัวแบบความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างในบริบทของนักศึกษาเจเนอเรชันซี ในจังหวัดอุดรธานี เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาเจเนอเรชันซี ในสถาบันการศึกษา 9 แห่ง จังหวัดอุดรธานี จำนวน 400 คน ด้วยวิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์โมเดลสมการเชิงโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อต่อการยอมรับเทคโนโลยีการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของนักศึกษาเจเนอเรชันซี ในจังหวัดอุดรธานี มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์โดยแสดงความสัมพันธ์ 1) การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง 2) การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน และ 3) การรับรู้ประโยชน์ ได้รับอิทธิพลทางตรงเชิงบวกจากการยอมรับเทคโนโลยีการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในโมเดลทั้งหมดสามารถอธิบายค่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์ (R<sup>2</sup>) เท่ากับ ร้อยละ 51.70 ซึ่งแปลผลตัวแปรอิสระได้ว่า การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการยอมรับเทคโนโลยีการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ รองลงมา คือ การรับรู้ประโยชน์ และการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/6819
อิทธิพลของคุณลักษณะเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อความตั้งใจเดินทางมาประเทศไทย ของชาวจีน เจเนอเรชันซี: บทบาทตัวแปรคั่นกลางของความผูกพันทางอารมณ์
2026-06-07T15:26:43+07:00
คัง ฮว่านเย่
Kang.h@mail.com
สืบชาติ อันทะไชย
subchat.un@udru.ac.th
รชต สวนสวัสดิ์
rachata.acc@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของลักษณะของเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ส่งผลต่อความตั้งใจในการเดินทางมายังประเทศไทย ของนักท่องเที่ยวชาวจีน เจเนอเรชั่นซี โดยมีตัวแปรความผูกพันทางอารมณ์เป็นตัวแปรส่งผ่าน เพื่ออธิบายกลไกทางจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ดังกล่าว ซึ่งงานวิจัยนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากนักท่องเที่ยวกลุ่มตัวอย่างเจเนอเรชั่นซี จำนวน 511 คน ในเมืองกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีแบบจำลองสมการโครงสร้างกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน (PLS-SEM) เพื่อทดสอบสมมติฐานงานวิจัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ลักษณะของเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการเดินทางมายังประเทศไทย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งทางตรงและทางอ้อม ผ่านความผูกพันทางอารมณ์ ผลการศึกษานี้ช่วยขยายองค์ความรู้ด้านการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์และพฤติกรรมการท่องเที่ยว โดยเนื้อให้เห็นถึงความสำคัญของคุณลักษณะของเนื้อหาและความผูกพันทางอารมณ์ในการกำหนดการตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและผ่านความผูกพันทางอารมณ์ นอกจากนี้ผลการวิจัยยังค้นพบข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ทำการตลาดด้านแหล่งท่องเที่ยว และผู้ประกอบวิชาชีพในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในการพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
2026-08-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี