วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal <p><strong>วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี</strong></p> <p><strong>E-ISSN:</strong> 3056-9125 (Online)</p> <h3><strong><u>กำหนดการเผยแพร่ 6 ฉบับต่อปี</u></strong></h3> <ul> <li>ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์ (กำหนดออกเดือนกุมภาพันธ์)</li> <li>ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน (กำหนดออกเดือนเมษายน)</li> <li>ฉบับที่ 3 พฤษภาคม – มิถุนายน (กำหนดออกเดือนมิถุนายน)</li> <li>ฉบับที่ 4 กรกฎาคม – สิงหาคม (กำหนดออกเดือนสิงหาคม)</li> <li>ฉบับที่ 5 กันยายน – ตุลาคม (กำหนดออกเดือนตุลาคม)</li> <li>ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน – ธันวาคม (กำหนดออกเดือนธันวาคม)</li> </ul> <p><strong><span class="TextRun SCXW48558303 BCX8" lang="TH-TH" xml:lang="TH-TH" data-contrast="none"><span class="NormalTextRun SCXW48558303 BCX8" data-ccp-parastyle="Normal (Web)">นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </span></span></strong><span class="TextRun SCXW48558303 BCX8" lang="TH-TH" xml:lang="TH-TH" data-contrast="none"><span class="NormalTextRun SCXW48558303 BCX8" data-ccp-parastyle="Normal (Web)">วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการในกลุ่มสาขาต่าง ๆ ดังนี้</span></span></p> <ul> <li>บริหารธุรกิจ</li> <li>การจัดการทั่วไป</li> <li>นิเทศศาสตร์</li> <li>การบัญชี</li> <li>เศรษฐศาสตร์</li> <li>การจัดการการโรงแรมและการท่องเที่ยว</li> <li>สาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</li> </ul> <p><span class="TextRun SCXW48558303 BCX8" lang="TH-TH" xml:lang="TH-TH" data-contrast="none"><span class="NormalTextRun SCXW48558303 BCX8" data-ccp-parastyle="Normal (Web)">ซึ่งเป็นผลงานจากบุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีและผู้เขียนจากหน่วยงานภายนอก เพื่อเป็นการเผยแพร่และส่งเสริมการนำผลการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ทางวิชาการระหว่างคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย และบุคคลทั่วไป โดยบทความที่ได้รับการตีพิมพ์นั้น ล้วนผ่านการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะศาสตร์</span></span></p> คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี (Faculty of Management Science, Udon Thani Rajabhat University) th-TH วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 3056-9125 <p><strong>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี</strong></p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้<br />ไม่ใช่ความคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้จัดทำ บรรณาธิการ กองบรรณาธิการ และคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ความรับผิดชอบด้านเนื้อหาและการตรวจร่างบทความแต่ละเรื่องเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนบทความแต่ละท่าน</p> การจัดการความรู้มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อยกระดับการจัดการท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรมอาหารขนมลา จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/5927 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการณ์เกี่ยวกับมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นวัฒนธรรมอาหารขนมลา 2) ทัศนคติของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารขนมลา 3) สร้างคลังความรู้มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อยกระดับการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารขนมลา พื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยผสมผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมขนมลา จำนวน 18 คน และนักท่องเที่ยว จำนวน 400 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างอาศัยความน่าจะเป็นแบบเจาะจง การสุ่มแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถาม ร่วมกับเทคนิคการวิจัยแบบสนทนากลุ่ม จำนวน 9 คน การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ข้อมูลเชิงคุณภาพ วิเคราะห์เชิงเนื้อหานำเสนอแบบความเรียง และข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ขนมลา มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมงานประเพณีบุญสารทเดือนสิบตามความเชื่อ ความศรัทธา แสดงถึงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ เป็นของฝากเฉพาะช่วงงานประเพณีอาจส่งผลต่อชุมชนผู้ผลิตมีจำนวนลดน้อยลง ทั้งนี้ศักยภาพของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พบว่า นักท่องเที่ยวเดินทางมาชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีร่องรอยของอารยธรรม มีกิจกรรมสืบสานจากรุ่นสู่รุ่น การผลิตขนมลาเป็นอาชีพที่สืบทอดวิถีวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่สะท้อนถึงการสั่งสมทักษะและประสบการณ์ 2) ทัศนคติของนักท่องเที่ยวต่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารขนมลา อยู่ในระดับมาก คือ ด้านการส่งเสริมและการอนุรักษ์ ด้านการรับรู้ข้อมูล ด้านการมีส่วนร่วมเชิงสร้างสรรค์ ด้านความชื่นชอบและความสนใจ และด้านประสบการณ์นักท่องเที่ยว 3) คลังความรู้มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อยกระดับการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารขนมลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย การจัดการความรู้มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นวัฒนธรรมอาหารขนมลา คู่มือการประกอบพิธีกรรมบุญสารทเดือนสิบ และคู่มือการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการถ่ายทอด อนุรักษ์ และพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร ช่วยเสริมสร้างคุณค่าแก่ชุมชนและสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน</p> ทัศนาวลัย ตันติเอกรัตน์ ภัทราพร จันทร์สุริย์ นฐรรษวรรณ ทองตั้ง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 8 2 1 16 การยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านนาดี - สร้างบง อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/4855 <p>งานวิจัยเรื่องการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านนาดี - สร้างบง อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านนาดี - สร้างบง อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี มีประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน ประธาน รองประธาน และสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน บ้านนาดี – สร้างบง จำนวน 30 คน ด้วยวิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ การประชุมกลุ่มย่อย การอบรมเชิงปฏิบัติการ ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านนาดี – สร้างบงมีศักยภาพในการพัฒนาเนื่องจากสมาชิกในชุมชนมีความรู้ ความสามารถ มีความสามัคคี มีความพร้อมในการจัดกิจกรรมภายในชุมชน ชุมชนมีความอุดมสมบูรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหาโดยยึดตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยคำนึงถึงหลักการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความยั่งยืนของฐานทรัพยากรธรรมชาติ และสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน ได้โครงการเพื่อให้ความรู้แก่กลุ่มสมาชิก จำนวน 2 โครงการได้แก่ โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างผักและผลไม้โดยใช้สารธรรมชาติและโครงการอาหารว่างจากวัตถุดิบในท้องถิ่นสำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้กลุ่มสมาชิกมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ช่วยเสริมสร้างความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น</p> วัฒน์จิรชัย เวชชนินนาท กมณทิพย์ ชูประทีป พีระนันท์ คำบอนพิทักษ์ คมกริช สนิทชน อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญน์ อรชุมา มูลศรี เสาวนีย์ สิทธิโชติ โศภิดา บุญจํานง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 8 2 17 26 โมเดลเชิงสาเหตุปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อชาหญ้าหวานของผู้บริโภคในประเทศไทย https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/4662 <p>การศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของความสัมพันธ์เชิงสาเหตุปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อชาหญ้าหวานกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และศึกษาอิทธิพลของประโยชน์ด้านสุขภาพ การรับรู้ราคา การรับรู้คุณภาพ และการรับรู้คุณค่า ที่มีต่อความตั้งใจซื้อชาหญ้าหวานของผู้บริโภคในประเทศไทย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบสอบถามจากผู้บริโภคชาหญ้าหวานที่เป็นสมาชิกในเฟซบุ๊กกรุ๊ป จำนวน 385 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน การวิเคราะห์ประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์เส้นทาง พบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยแสดงความสัมพันธ์ได้ดังนี้ 1) การรับรู้คุณค่า ได้รับอิทธิพลทางตรงเชิงบวกจาก การรับรู้คุณภาพ มากที่สุด รองลงมาคือ การรับรู้ราคา และประโยชน์ด้านสุขภาพ โดยตัวแปรทำนายเหล่านี้คิดเป็นร้อยละ 97.00 ของความแปรปรวนในการอธิบายตัวแปรการรับรู้คุณค่า 2) ความตั้งใจซื้อชาหญ้าหวาน ได้รับอิทธิพลทางตรงเชิงบวกจาก การรับรู้คุณค่า และได้รับอิทธิพลทางอ้อมเชิงบวกจาก การรับรู้คุณภาพ การรับรู้ราคา และประโยชน์ด้านสุขภาพ ตามลำดับ โดยตัวแปรทำนายเหล่านี้ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนในตัวแปรความตั้งใจซื้อชาหญ้าหวานได้ถึงร้อยละ 89.00</p> คมกริช สนิทชน กมลทิพย์ ชูประทีป พีระนันท์ คำบอนพิทักษ์ อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์ อนาทินี จาปุรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 8 2 27 39 อิทธิพลของความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และการยอมรับเทคโนโลยีที่มีผลต่อการตัดสินใจ ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลบนแอปพลิเคชันเป๋าตังของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/4009 <p style="font-weight: 400;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และการยอมรับเทคโนโลยีที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลบนแอปพลิเคชันเป๋าตังของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีช่วงอายุระหว่าง 36-40 ปี สถานภาพโสด การศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน และส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยเดือน 15,001-30,000 บาท ผลการทดสอบสมมติฐานการวิจัย พบว่า ความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และการยอมรับเทคโนโลยี มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลบนแอปพลิเคชันเป๋าตังของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> วิมาดา ลาบรรเทา วิโรจน์ สุทธิสีมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 8 2 40 49 การแสดงความคิดเห็นต่อผู้อื่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของนักศึกษาในจังหวัดสงขลา https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/3866 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการแสดงความคิดเห็นต่อผู้อื่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการแสดงความคิดเห็นต่อผู้อื่นผ่านสื่อออนไลน์ของนักศึกษาในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยสุ่มตัวอย่างจากการเก็บข้อมูลจากนักศึกษา 3 สถาบัน ได้แก่มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จำนวน 396 คน ผลการวิจัยพบว่าการแสดงความคิดเห็นต่อผู้อื่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของนักศึกษาในพื้นที่จังหวัดสงขลาอยู่ในระดับที่มาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =3.82) โดยความคิดเห็นส่วนใหญ่นิยมตั้งค่าสถานะการแสดงความคิดเห็นให้เป็นสาธารณะได้มากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =4.18) รองลงมาคือการแสดงความคิดเห็นเหล่านั้นไม่ใช้ถ้อยคำที่รุนแรง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =4.08) และความคิดเห็นส่วนใหญ่ต่างเห็นความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งอาจบอกไม่ได้ว่าถูกต้องหรือไม่ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> =3.83) สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการแสดงความคิดเห็นต่อผู้อื่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของนักศึกษาในพื้นที่จังหวัดสงขลา พบว่าปัจจัยทางด้านลักษณะประชากร เกี่ยวกับสถาบันการศึกษาและรายได้ที่ต่างกันมีผลต่อการแสดงความคิดเห็นต่อผู้อื่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ปัจจัยทางด้านพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ พบว่า ปัจจัยทางด้านจำนวนชั่วโมงการใช้งาน การแชร์ข้อมูลส่วนตัวที่ต่างกัน มีผลต่อการแสดงความคิดเห็นต่อผู้อื่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ส่วนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายการใช้สื่อออนไลน์ที่มีต่อการแสดงความคิดเห็นต่อผู้อื่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เป็นบวก และเป็นไปในทิศทางเดียวกันในระดับต่ำ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?r" alt="equation" /> =0.307) โดยความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย Personal Data Protection Act หรือ PDPA ว่าด้วย พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการแสดงความคิดเห็นต่อผู้อื่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์มากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?r" alt="equation" /> =0.455)</p> ญาชิฎา นาคา ธีรภัทร์ ทะสะโร ฟุ้งฟ้า ยัฆพันธ์ มะหะหมัดไฝ่ซอน สิงหาด วัชรากร ยะโก๊ะ สวรรยา ทองบำรุง สุภาพร อิภิรมย์ อัจฉริยา พรหมประสาท เสริมศักดิ์ ขุนพล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 8 2 50 61 การวิเคราะห์ผลกระทบของข้อมูลทางการการบัญชีบริหารเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของโรงเรียนเอกชน ในนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/5639 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการนำมาปฏิบัติของข้อมูลสารสนเทศทางการบัญชีบริหารเชิงกลยุทธ์ และระดับผลการดำเนินงานทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลสารสนเทศทางการบัญชีบริหารเชิงกลยุทธ์ และผลการดำเนินงานที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน และ 3) วิเคราะห์ผลกระทบของข้อมูลสารสนเทศทางการบัญชีบริหารเชิงกลยุทธ์ ต่อผลการดำเนินงานที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน ของโรงเรียนเอกชน นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนในนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) ตามเงื่อนไขคุณสมบัติผู้ตอบแบบสอบถาม (Criterion sampling) เฉพาะที่มีตำแหน่งระดับผู้บริหารโรงเรียน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม 78 คน สถิติที่ใช้สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 1) สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ 2) สถิติเชิงอ้างอิง ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ (Correlation Analysis) และสมการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ข้อมูลสารสนเทศทางการบัญชีบริหารเชิงกลยุทธ์ มีระดับการนำไปปฏิบัติ โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.595, S.D. = 0.546) และผลการดำเนินงานของโรงเรียนเอกชน มีระดับความคิดเห็น โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.591, S.D. = 0.602) ส่วนผลจากการทดสอบสมมติฐานงานวิจัย พบว่า ข้อมูลสารสนเทศทางการบัญชีบริหารเชิงกลยุทธ์มีผลกระทบเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานของโรงเรียนเอกชน ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 เมื่อทดสอบสมมติฐานโดยแยกข้อมูลสารสนเทศทางการบัญชีบริหารเชิงกลยุทธ์เป็นรายด้าน พบว่า ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและการวิเคราะห์ข้อมูลผลิตภัณฑ์/การบริการ ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าผู้บริหารโรงเรียนเอกชนควรให้ความสำคัญกับข้อมูลสารสนเทศทางการบัญชีบริหารเชิงกลยุทธ์เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ และใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการโรงเรียนในยุคที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง เพื่อให้ผลการดำเนินงานดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผลการดำเนินที่เป็นเงินสดและไม่เป็นเงินสด</p> รชต สวนสวัสดิ์ ทะนงสอน มรกต ดนัย ศิริบุรี สาวิตรี บุญมี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 8 2 62 78 อิทธิพลของทัศนคติด้านสิ่งแวดล้อมและการรับรู้คุณค่าที่มีผลต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่มที่ใช้บรรจุภัณฑ์ rPET ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/3133 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของทัศนคติด้านสิ่งแวดล้อมและการรับรู้คุณค่า ที่มีต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ใช้บรรจุภัณฑ์ rPET ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยทำการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรครอบคลุมผู้บริโภคทั่วประเทศไทย ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป G*Power สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคน้ำดื่มเครื่องดื่มทั่วไป จำนวน 327 ตัวอย่าง ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 31 – 50 ปี การศึกษาปริญญาตรี ทำงานบริษัทเอกชน มีรายได้เกิน 50,000 บาทต่อเดือน ความถี่ในการซื้อผลิตภัณฑ์ทุกสัปดาห์ มีความตระหนักกับบรรจุภัณฑ์ PET ที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ การทดสอบสมมติฐานพบว่า ทัศนคติด้านสิ่งแวดล้อมและการรับรู้คุณค่าของผู้บริโภคมีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ใช้บรรจุภัณฑ์ rPET ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และได้ค่า R-squared เท่ากับ 0.67 การวิจัยนี้จะให้ข้อมูลที่มีคุณค่าสำหรับการพัฒนากลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพและการริเริ่มนโยบายส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์ rPET ต่อไป</p> นิกร กันสุข วสุธิดา นุริตมนต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 8 2 79 89 พัฒนาและยกระดับสินค้าประเภทสมุนไพรด้วยการตลาดดิจิทัลสู่การเป็นศูนย์ การเรียนรู้สมุนไพรและธุรกิจสมุนไพรอย่างยั่งยืนในจังหวัดนครราชสีมา https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/2998 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยด้านการตลาดดิจิทัลที่ส่งผลต่อการพัฒนาและยกระดับสินค้าประเภทสมุนไพรสู่การเป็นศูนย์การเรียนรู้สมุนไพรและธุรกิจสมุนไพรอย่างยั่งยืนในจังหวัดนครราชสีมา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรคือผู้ที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนเกี่ยวกับสมุนไพรในอำเภอปากช่องและอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างจำนวน 440 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.707 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อปัจจัยด้านการตลาดดิจิทัลและการรับรู้คุณค่าตราสินค้าอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยด้านการโฆษณาออนไลน์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.38) รองลงมาคือด้านเครือข่ายสังคมออนไลน์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.37) ด้านการสื่อสารแบบปากต่อปากผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.36) และด้านการรับรู้คุณค่าตราสินค้า (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.34) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า การสื่อสารแบบปากต่อปากผ่านอิเล็กทรอนิกส์ เครือข่ายสังคมออนไลน์ และการโฆษณาออนไลน์ ส่งผลเชิงบวกต่อการรับรู้คุณค่าตราสินค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยเครือข่ายสังคมออนไลน์มีอิทธิพลสูงสุด และทั้ง 3 ปัจจัยสามารถร่วมกันทำนายการรับรู้คุณค่าตราสินค้าได้ร้อยละ 73.2</p> รุจิกาญจน์ สานนท์ ณฐมน บัวพรมมี ภูริณัฐ ยมกนิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 8 2 90 99 การประยุกต์ใช้กระบวนการคิดเชิงนวัตกรรมการออกแบบเพื่อพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มธุรกิจ รีไซเคิลสำหรับชุมชนตำบลท่าโพธิ์ จังหวัดพิษณุโลก https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/3337 <p>งานวิจัยนี้ได้ประยุกต์ใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการรีไซเคิลที่ปรับให้เหมาะสมกับชุมชนท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายในการจัดการขยะดิจิทัล และการขาดการออกแบบที่เน้นผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง (User-centered design) ในโครงการริเริ่มด้านการรีไซเคิลที่มีอยู่เดิม ผ่านการสร้างสรรค์แพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายและสร้างผลกระทบเชิงบวก กระบวนการคิดเชิงออกแบบในงานวิจัยนี้ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การทำความเข้าใจ (Empathize) การระบุปัญหา (Define) การระดมความคิด (Ideate) การสร้างต้นแบบ (Prototype) และการทดสอบ (Test)</p> <p>ผู้วิจัยได้ลงพื้นที่พูดคุยกับชุมชนในท้องถิ่นเพื่อทำความเข้าใจความต้องการและปัญหา (Pain points) ของพวกเขา ขั้นตอนการระบุปัญหาได้นำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มาสังเคราะห์เพื่อระบุขอบเขตของปัญหาที่สำคัญ และกำหนดความต้องการเฉพาะของผู้ใช้งานสำหรับชุมชนท่าโพธิ์ ขั้นตอนการระดมความคิดได้ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาแนวคิดเชิงนวัตกรรม โดยคำนึงถึงบริบทของท้องถิ่น บรรทัดฐานทางวัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ในระหว่างขั้นตอนการสร้างต้นแบบ แนวคิดเหล่านี้ได้ถูกนำมาแปลงสภาพเป็นประสบการณ์ทางดิจิทัลที่จับต้องได้ ซึ่งเอื้อให้เกิดการรับข้อเสนอแนะและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุด ขั้นตอนการทดสอบเป็นการนำต้นแบบไปประเมินผลร่วมกับชุมชนเพื่อวัดความสามารถในการใช้งานและประสิทธิผล ด้วยการมุ่งเน้นไปที่ความต้องการและแรงจูงใจของชุมชนท่าโพธิ์ กระบวนการคิดเชิงออกแบบได้ช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น ความร่วมมือ และการนำแนวปฏิบัติด้านดิจิทัลที่ยั่งยืนมาใช้ แนวทางดังกล่าวนี้ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างโซลูชันที่สร้างผลกระทบเชิงบวก ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนและสนับสนุนความสำเร็จในระยะยาว</p> ศริยา เครือยิ้ม วศิน เหลี่ยมปรีชา สุทธิดา ฉายศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 8 2 100 112 การศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนจากการลงทุนปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนในเขตพื้นที่บ้านหลุมข้าวพัฒนา ตำบลหลุมข้าว อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/4216 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนในการผลิตข้าวหอมมะลิ 105 และวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตข้าวหอมมะลิ 105 ของเกษตรกรในเขตพื้นที่บ้านหลุมข้าวพัฒนา ตำบลหลุมข้าว อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ที่ใช้วิธีการทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพร่วมกัน ในการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตัวเอง โดยนำแบบสัมภาษณ์ที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ เก็บข้อมูลจากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนในเขตพื้นที่บ้านหลุมข้าวพัฒนา โดยผู้ศึกษาเลือกสัมภาษณ์เกษตรกรที่มีพื้นที่ขนาด 10-30 ไร่ จำนวน 15 ครัวเรือน รวบรวมแบบสัมภาษณ์ที่ได้มาทำการวิเคราะห์ข้อมูลเกษตรกร โดยใช้สถิติพื้นฐานการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และวิเคราะห์ผลตอบแทนโดยใช้อัตราส่วนทางการเงิน กำไรสุทธิ อัตรากำไรขั้นต้น อัตรากำไรจากการดำเนินงาน อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน</p> <p>จากผลการศึกษา พบว่า 1) ต้นทุนในการผลิตข้าวหอมมะลิ 105 มีต้นทุนรวมเฉลี่ย 3,920.83 บาทต่อไร่ ประกอบด้วย ค่าวัตถุดิบ 420.00 บาทต่อไร่ ค่าแรงงานเฉลี่ย 560.00 บาทต่อไร่ และค่าใช้จ่ายการผลิตเฉลี่ย 2,966.89 บาทต่อไร่ 2) วิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตข้าวหอมมะลิ 105 ให้ผลผลิตเฉลี่ย 0.40 ตันต่อไร่ ให้รายได้เฉลี่ย 4,853.07 บาทต่อไร่ มีกำไรสุทธิเฉลี่ย 784.89 บาทต่อไร่ มีอัตราส่วนกำไรขั้นต้น 18.67% อัตราส่วนกำไรต่อยอดขาย 16.17% อัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุน (ROI) 14.79% และอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์รวม (ROA) 46.98%</p> <p>จากการวิจัยพบว่า ผลผลิตข้าวต่อไร่ค่อนข้างต่ำ เกษตรกรควรพิจารณาหาแนวทางในการเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น เพื่อที่จะได้มีกำไรสุทธิที่มากขึ้น เกษตรกรสามารถขอคำแนะนำจากเกษตรจังหวัดเกี่ยวกับวิธีการทำนาปลูกข้าวเพื่อเพิ่มผลผลิตได้ นอกจากนี้ การดูแลนาข้าวอย่างสม่ำเสมอก็เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากต้นทุนในการปลูกข้าวนั้นสูงมาก โดยเฉพาะค่าจ้างรถเกี่ยวข้าว ค่าจ้างไถนา และค่าปุ๋ย เกษตรกรอาจพิจารณาลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมี รวมถึงการดูแลสภาพดินในช่วงการเพาะปลูกเพื่อฟื้นฟูสภาพดิน และลดต้นทุนค่าแรงงานด้วยการใช้แรงงานของตนเองแทนการจ้างแรงงานเพียงอย่างเดียว</p> บัณฑิต บัวกลาง ชลดา มนัสทรง อุทิศ เสือแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 8 2 113 127 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการท่องเที่ยวในประเทศไทย: บทบาทของการสนับสนุนจากภาครัฐ คุณภาพการบริการ และการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ของแหล่งท่องเที่ยว https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/5706 <p>การท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย และการยกระดับประสิทธิภาพการท่องเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการบรรลุการเติบโตอย่างยั่งยืนและความสามารถในการแข่งขัน งานวิจัยนี้ตรวจสอบอิทธิพลของการสนับสนุนจากภาครัฐ คุณภาพการบริการ และการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ของแหล่งท่องเที่ยวต่อประสิทธิภาพการท่องเที่ยวในประเทศไทย แบบสอบถามที่มีโครงสร้างถูกแจกให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จำนวน 400 คน ที่ได้เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยภายในระยะเวลา 12 เดือนที่ผ่านมา ข้อมูลถูกวิเคราะห์โดยใช้การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ (MLR) เพื่อประเมินทั้งผลของตัวแปรอิสระแต่ละตัวและผลรวมร่วมกัน โมเดลการถดถอยอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพการท่องเที่ยวได้ 63.4% (R² = 0.634; Adjusted R² = 0.625) ซึ่งแสดงถึงพลังในการอธิบายที่แข็งแรง ผลการวิเคราะห์ ANOVA ยืนยันว่าโมเดลมีนัยสำคัญอย่างมาก (<em>F</em> = 5504.644, <em>p</em> &lt; 0.001) การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์เส้นทางเปิดเผยว่า การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ การตอบสนองและการสร้างความมั่นใจในคุณภาพการบริการ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของผู้มีอิทธิพลและการให้ข้อมูลในด้านการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุด ผลลัพธ์เหล่านี้เน้นความสำคัญของกลยุทธ์แบบบูรณาการที่ซึ่งนโยบายสนับสนุน คุณภาพการบริการที่เชื่อถือได้ และการตลาดดิจิทัลที่สร้างสรรค์ทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการท่องเที่ยว งานวิจัยนี้ให้ข้อเสนอเชิงปฏิบัติแก่ผู้กำหนดนโยบายและผู้จัดการด้านการท่องเที่ยว ในขณะเดียวกันก็เสนอทิศทางสำหรับการวิจัยในอนาคตเพื่อขยายโมเดล ใช้การออกแบบการวิจัยแบบตามช่วงเวลา และทำการเปรียบเทียบข้ามวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการอ้างอิงทั่วไป</p> ฐิตินันท์ เกียรติไพบูลย์ พีรพงษ์ ฟูศิริ ธีรข์กรณ์ อุดมรัตนะมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 8 2 128 140 การเสริมสร้างผู้ประกอบการดิจิทัลและความได้เปรียบในการแข่งขันผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ นวัตกรรมโมเดลธุรกิจ และขีดความสามารถด้านดิจิทัล https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/5707 <p>การศึกษานี้ตรวจสอบว่า การยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ นวัตกรรมโมเดลธุรกิจ และขีดความสามารถทางดิจิทัล มีอิทธิพลต่อการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล และความได้เปรียบในการแข่งขัน ในหมู่องค์กรในประเทศไทยอย่างไร ข้อมูลถูกรวบรวมจากผู้บริหารจำนวน 276 คนที่มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล และมีการใช้การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่าโมเดลทั้งสองมีนัยสำคัญ โดยมีพลังในการอธิบายสูงสำหรับการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัล (R²-adjusted = 0.84) และความได้เปรียบในการแข่งขัน (R²-adjusted = 0.75) ผลการค้นพบที่สำคัญเน้นให้เห็นว่าทักษะดิจิทัล การสร้างคุณค่า และความเข้ากันได้ ช่วยเสริมสร้างความคล่องตัวทางผู้ประกอบการอย่างมาก ในขณะที่ความสามารถในการปรับตัวขององค์กรและความสามารถของผู้จัดการ แสดงผลที่แตกต่างกันต่อการคงไว้ซึ่งความได้เปรียบในการแข่งขัน การศึกษานี้เน้นความสำคัญของการปรับกลยุทธ์ดิจิทัลให้สอดคล้องกัน เพื่อส่งเสริมทั้งการเป็นผู้ประกอบการและความสามารถในการแข่งขันระยะยาวในเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง</p> ธนากร อุดมรัตนะมณี ศุภสัณห์ ปรีดาวิภาต ธีรข์กรณ์ อุดมรัตนะมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 8 2 141 155