วารสารการจัดการโซ่คุณค่าและกลยุทธ์ธุรกิจ
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/VCMBS
<p>วารสารฯ ครอบคลุมสาขาวิชาที่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดการโซ่อุปทานและกลยุทธ์ธุรกิจ ได้แก่ สาขาการตลาด การเงิน การบัญชี การจัดการธุรกิจ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ การจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ การจัดการโลจิสติกส์ การจัดการอุตสาหกรรม การจัดการการท่องเที่ยวและโรงแรม การโฆษณา การสื่อสารตรา การประชาสัมพันธ์ ธุรกิจดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ในเชิงการจัดการโซ่อุปทานและกลยุทธ์ธุรกิจ ตลอดจนงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความเข้มแข็งของธุรกิจชุมชนและฐานราก</p>
สมาคมส่งเสริมการวิจัยทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์วิทยาลัยทองสุข และ โครงการบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต เพื่อความเป็นเลิศ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
th-TH
วารสารการจัดการโซ่คุณค่าและกลยุทธ์ธุรกิจ
2822-0226
-
จิตวิทยาสายดาร์ก
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/VCMBS/article/view/7694
<p>หนังสือเล่มนี้ของ Dr.Hiro ให้ความรู้สึกเหมือนเราได้เดินเข้าไปในห้องเรียนพิเศษห้องที่สอนทักษะการพูด การโน้มน้าว และการอ่านใจคน แบบที่ตำราทั่วไปไม่ค่อยกล้าพูดถึงโดยตรง โดยเฉพาะการล้างสมอง ซึ่งผู้เขียนนำเสนอในฐานะทักษะเชิงจิตวิทยาที่มนุษย์ทุกคนใช้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องชั่วร้ายอย่างเดียวอย่างที่คน ส่วนใหญ่คิด สิ่งที่ทำให้น่าสนใจ คือ ตัวผู้เขียนเองไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นนักพูดมือทอง เขาเล่าว่าตัวเองเคยขาดทุนติดต่อกันถึงสามปีในธุรกิจขายตรง ก่อนจะค้นพบว่าสิ่งที่ขาดไปไม่ใช่ ความพยายาม แต่เป็น “วิธีพูด” ที่ไปไม่ถึงใจคนฟัง</p>
ธิดารัตน์ วิจารณ์ปรีชา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการโซ่คุณค่าและกลยุทธ์ธุรกิจ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-25
2026-09-25
5 3
108
110
-
การรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรและสมรรถนะในการปฏิบัติงานของพนักงานในยุค AI: บทบาทส่งผ่านของความรู้และทักษะดิจิทัลและการยอมรับเทคโนโลยี AI ในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/VCMBS/article/view/6542
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์อิทธิพลของการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรที่มีต่อการยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ความรู้และทักษะดิจิทัล และสมรรถนะในการปฏิบัติงานของพนักงาน และ 2) ทดสอบบทบาทส่งผ่านของการยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และความรู้และทักษะดิจิทัลในความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรกับสมรรถนะในการปฏิบัติงานของพนักงาน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำนวน 551 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างแบบกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน (PLS-SEM)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรมีอิทธิพลเชิงบวกต่อการยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (β = .425, p < .001) และความรู้และทักษะดิจิทัล (β = .498, p < .001) ขณะที่การยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (β = .352, p < .001) และความรู้และทักษะดิจิทัล (β = .459, p < .001) มีอิทธิพลเชิงบวกต่อสมรรถนะในการปฏิบัติงานของพนักงาน อย่างไรก็ตาม การรับรู้การสนับสนุนจากองค์กรไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อสมรรถนะในการปฏิบัติงานของพนักงาน (β = .001, p = .980) แต่มีอิทธิพลทางอ้อมผ่านการยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (β = .150, p < .001) และผ่านความรู้และทักษะดิจิทัล (β = .229, p < .001) โดยโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของสมรรถนะในการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 53.10 (R² = .531) ผลการวิจัยจึงสะท้อนว่า การยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และความรู้และทักษะดิจิทัลทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านแบบสมบูรณ์ในลักษณะตัวแปรส่งผ่านคู่ขนาน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การสนับสนุนจากองค์กรจะส่งผลต่อสมรรถนะในการปฏิบัติงานได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพนักงานสามารถแปลงการสนับสนุนนั้นไปสู่การยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการพัฒนาทักษะดิจิทัลในการทำงาน</p>
ชัยอนันต์ เครือเทศน์
อรวี ศรีบุญลือ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการโซ่คุณค่าและกลยุทธ์ธุรกิจ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-07
2026-09-07
5 3
1
19
-
การขับเคลื่อนผลการปฏิบัติงานของทีมข้ามวัฒนธรรมด้วยความฉลาดทางวัฒนธรรม: บทบาทส่งผ่านของความสามารถในการสื่อสารข้ามภาษา ในองค์กรธุรกิจระหว่างประเทศ
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/VCMBS/article/view/6599
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของความฉลาดทางวัฒนธรรมที่มีต่อผลการปฏิบัติงานของทีมข้ามวัฒนธรรมในองค์กรธุรกิจระหว่างประเทศ และทดสอบบทบาทส่งผ่านของความสามารถในการสื่อสารข้ามภาษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานในองค์กรธุรกิจระหว่างประเทศที่มีการทำงานร่วมกันในทีมข้ามวัฒนธรรม ซึ่งมีความหลากหลายด้านเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างขั้นต่ำ 385 ตัวอย่าง และเก็บข้อมูลจริงได้จำนวน 405 ชุด การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมานในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างแบบกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความฉลาดทางวัฒนธรรมมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความสามารถในการสื่อสารข้ามภาษาและต่อผลการปฏิบัติงานของทีมข้ามวัฒนธรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = 0.512 และ β = 0.436 ตามลำดับ, p < .001) ขณะเดียวกัน ความสามารถในการสื่อสารข้ามภาษามีอิทธิพลเชิงบวกต่อผลการปฏิบัติงานของทีมข้ามวัฒนธรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = 0.376, p < .001) นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ยังพบว่า ความสามารถในการสื่อสารข้ามภาษาทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านบางส่วนระหว่างความฉลาดทางวัฒนธรรมและผลการปฏิบัติงานของทีมข้ามวัฒนธรรม แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของความสามารถในการสื่อสารข้ามภาษาได้ร้อยละ 26.2 และอธิบายความแปรปรวนของผลการปฏิบัติงานของทีมข้ามวัฒนธรรมได้ร้อยละ 29.5 ในเชิงทฤษฎี งานวิจัยนี้ช่วยขยายความรู้เกี่ยวกับความฉลาดทางวัฒนธรรมและผลการปฏิบัติงานของทีมข้ามวัฒนธรรม โดยชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการสื่อสารข้ามภาษาเป็นกลไกสำคัญที่อธิบายกระบวนการเชื่อมโยงระหว่างความฉลาดทางวัฒนธรรมกับผลลัพธ์ของทีมได้ชัดเจน ในเชิงปฏิบัติ ผลการวิจัยเสนอแนะให้องค์กรธุรกิจระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับการพัฒนาความฉลาดทางวัฒนธรรมควบคู่กับทักษะการสื่อสารข้ามภาษา ผ่านการฝึกอบรม การพัฒนาสมรรถนะ และการออกแบบแนวทางบริหารทีมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานร่วมกัน และผลการปฏิบัติงานของทีมข้ามวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน</p>
ลลิตา ปณิธิกุล
อรวี ศรีบุญลือ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการโซ่คุณค่าและกลยุทธ์ธุรกิจ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-07
2026-09-07
5 3
20
39
-
อิทธิพลของการรับรู้ความน่าเชื่อถือของเนื้อหาที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ ต่อความตั้งใจซื้อผ่านแอปพลิเคชันติ๊กต็อกของผู้บริโภคกลุ่มเจเนอเรชันซี ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/VCMBS/article/view/6935
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความแตกต่างของปัจจัยประชากรศาสตร์ที่มีต่อความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันติ๊กต็อกของผู้บริโภคกลุ่มเจเนอเรชันซีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ความน่าเชื่อถือของเนื้อหาที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (ด้านความเชี่ยวชาญ ด้านความไว้วางใจ ด้านความดึงดูดใจ และด้านความเหมือน) ที่มีต่อความตั้งใจซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันติ๊กต็อก การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามออนไลน์เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยประชากรศาสตร์ด้านระดับการศึกษา สถานภาพสมรส และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ทำให้ความตั้งใจซื้อสินค้าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่เพศ อายุ และอาชีพ ไม่พบความแตกต่าง สำหรับการทดสอบอิทธิพลพบว่า ปัจจัยการรับรู้ความน่าเชื่อถือของเนื้อหาที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ทั้ง 4 ด้าน มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อสินค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (R = 0.743, R<sup>2</sup>= 0.552, F = 121.755, p < 0.001) โดยเมื่อพิจารณาตามขนาดอิทธิพลด้วยค่าสัมประสิทธิ์ถดถอยมาตรฐาน (β) พบว่า ด้านความเชี่ยวชาญมีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อสูงที่สุด (β = 0.252, p < 0.001) รองลงมาคือ ด้านความไว้วางใจ (β = 0.198, p = 0.001) ด้านความเหมือน (β = 0.197, p = 0.003) และด้านความดึงดูดใจ (β = 0.177, p = 0.004) ตามลำดับ</p>
พัณณิตา แก้วเทศ
ตุลา แพงมา
ปิยภรณ์ ชูชีพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการโซ่คุณค่าและกลยุทธ์ธุรกิจ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-09
2026-09-09
5 3
40
52
-
บทบาทของคุณภาพข้อมูลและความพร้อมในการวิเคราะห์ข้อมูลในความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถการจัดการข้อมูลดิจิทัลกับคุณภาพการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ขององค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/VCMBS/article/view/7237
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) อิทธิพลของความสามารถการจัดการข้อมูลดิจิทัลต่อคุณภาพข้อมูล ความพร้อมในการวิเคราะห์ข้อมูล และคุณภาพการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (2) อิทธิพลของคุณภาพข้อมูลและความพร้อมในการวิเคราะห์ข้อมูลต่อคุณภาพการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และ (3) บทบาทการส่งผ่านของคุณภาพข้อมูลและความพร้อมในการวิเคราะห์ข้อมูลในองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของประเทศไทย การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้ประกอบการ ผู้บริหาร และบุคลากร จำนวน 300 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน โดยใช้การบูตสแตรปจำนวน 5,000 ครั้ง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถการจัดการข้อมูลดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพข้อมูล (β = 0.675) ความพร้อมในการวิเคราะห์ข้อมูล (β = 0.506) และคุณภาพการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (β = 0.197) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คุณภาพข้อมูลมีอิทธิพลต่อคุณภาพการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (β = 0.449) สูงกว่าความพร้อมในการวิเคราะห์ข้อมูล (β = 0.230) นอกจากนี้ คุณภาพข้อมูลและความพร้อมในการวิเคราะห์ข้อมูลมีบทบาทส่งผ่านอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีอิทธิพลทางอ้อมเท่ากับ 0.303 และ 0.116 ตามลำดับ และมีอิทธิพลทางอ้อมรวมเท่ากับ 0.420 ซึ่งสูงกว่าอิทธิพลทางตรง จึงเป็นการส่งผ่านแบบเสริมบางส่วน ผลการวิจัยชี้ว่าองค์กรควรยกระดับคุณภาพข้อมูลควบคู่กับความพร้อมในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเปลี่ยนความสามารถด้านการจัดการข้อมูลดิจิทัลให้เกิดคุณค่าต่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์</p>
ธีทัต ตรีศิริโชติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการโซ่คุณค่าและกลยุทธ์ธุรกิจ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-14
2026-09-14
5 3
53
74
-
อิทธิพลของส่วนประสมการตลาด และคุณค่าตราสินค้าต่อการเลือกช่องทางการซื้อเครื่องสำอางออนไลน์ และออฟไลน์ของนักศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/VCMBS/article/view/7043
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาอิทธิพลของส่วนประสมการตลาดและการรับรู้คุณค่าตราสินค้าต่อการเลือกช่องทางการซื้อเครื่องสำอางระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยในจังหวัดเชียงใหม่ และ 2) เปรียบเทียบระดับการรับรู้ส่วนประสมการตลาด และการรับรู้คุณค่าตราสินค้าระหว่างกลุ่มนักศึกษาที่เลือกซื้อเครื่องสำอางผ่านช่องทางออนไลน์ และออฟไลน์ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา 7 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 400 คน ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนของแต่ละมหาวิทยาลัย และชั้นปี โดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเป็นเครื่องมือ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การถดถอยโลจิสติกทวิ และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ด้านปัจจัยส่วนประสมการตลาด มีเพียงราคา (B=1.448, Wald = 8.533, p = .004, Exp (B) = 4.255) และช่องทางการจัดจำหน่าย (B = 1.169, Wald = 8.876, p = .003, Exp(B) = 3.220) ที่มีอิทธิพลต่อโอกาสเลือกซื้อออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญ (Nagelderke R<sup>2</sup> = 0.473) ขณะที่ผลิตภัณฑ์ (p = .093) และการส่งเสริมการตลาด (p = .592) ไม่มีนัยสำคัญ ด้านคุณค่าตราสินค้า มีเพียงความน่าเชื่อถือของตราสินค้า (B = 0.982, Wald = 5.239, p = .022, Exp(B) = 2.670) และภาพลักษณ์ที่สอดคล้องกับตนเอง (B = 0.971, Wald = 4.889, p = .027, Exp(B) = 2.641) ที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ (Nagelderke R<sup>2</sup> = 0.437) ขณะที่การรับรู้ตราสินค้า (p = .420) และคุณภาพที่รับรู้ (p = .093) ไม่มีนัยสำคัญ นักศึกษาที่เลือกซื้อผ่านช่องทางออนไลน์มีระดับการรับรู้ทั้งสองด้านส่วนประสมการตลาด (t = 14.385, p < .001, d = 1.489) และคุณค่าตราสินค้า (t = 13.869, p < .001, d = 1.428) สูงกว่ากลุ่มออฟไลน์อย่างมีนัยสำคัญในทุกองค์ประกอบ โดยขนาดอิทธิพล (Cohen’s d) จากการทดสอบค่าที (Independent-samples t-test) อยู่ในระดับใหญ่ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าปัจจัยที่กำหนดการเลือกช่องทางซื้อมีลักษณะเฉพาะ แตกต่างจากปัจจัยที่กำหนดความตั้งใจซื้อโดยรวม โดยราคาและความสะดวกในการเข้าถึงช่องทางเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเลือกออนไลน์ ร่วมกับความน่าเชื่อถือของตราสินค้าและภาพลักษณ์ที่สอดคล้องกับตนเองที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการไม่ได้สัมผัสสินค้าจริง องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นความจำเป็นในการแยกปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกช่องทางออกจากปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจซื้อโดยรวม และนำไปประยุกต์ใช้ออกแบบกลยุทธ์การตลาดแบบ Omni-Channel สำหรับผู้บริโภคเจเนอเรชัน Z</p>
ศิริรักษ์ ยาวิราช
ชรัญญา สุวรรณเสรีรักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการโซ่คุณค่าและกลยุทธ์ธุรกิจ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-16
2026-09-16
5 3
75
92
-
PERCEIVED ORGANIZATIONAL SUPPORT, PSYCHOLOGICAL CAPITAL, AND OCB AS DRIVERS OF HAPPY WORK LIFE: A QUALITATIVE STUDY IN BEIJING'S ENTERTAINMENT INDUSTRY
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/VCMBS/article/view/7458
<p>This qualitative study explored organizational support and happy work life in Beijing’s film, television, and animation sectors, with attention to psychological capital and organizational citizenship behavior. The study conducted in-depth interviews with 16 key informants across creative practice, production, project leadership, and human resources. Qualitative content analysis used open coding, category development, and cross-case comparison. Nine categories described support through role fit, development, communication, autonomy, and resources; improvement initiatives; openness and psychological safety; collaboration; and work-related motivation. Accounts of mentoring, trust, constructive feedback, and fair rewards contrasted with descriptions of excessive control, punitive criticism, inadequate resources, and uncertain career progression. The synthesis suggests that the ability to use support within project routines deserves attention alongside its provision. Psychological capital provided a lens on personal resources, whereas psychological safety concerned the interpersonal consequences of speaking up or making mistakes. The study treated creative improvements as potential citizenship behavior only when they could be shown to be discretionary. The study offers contextual interpretations rather than causal or mediating conclusions. Recommendations focus on meaningful autonomy, constructive review, fair recognition, and development, while fuller participant-linked evidence is needed to substantiate the themes and examine divergent experiences.</p>
Xiaoqian Wang
Suraporn Onputtha
Chitralada Trisakhon
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการโซ่คุณค่าและกลยุทธ์ธุรกิจ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-25
2026-09-25
5 3
93
107