วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj <p>ISSN 2774-1273 (Print) ISSN 3057-0964 (Online)</p> <p><strong>กำหนดออก</strong><span style="font-weight: 400;"> : 2 ฉบับต่อปี <br /></span><span style="font-weight: 400;"> ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน <br /> ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</span></p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่เปิดรับ </strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย (Research Article) รวมถึงวิทยานิพนธ์และการค้นคว้าอิสระ </li> <li>บทความวิชาการ (Article) </li> </ol> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : <br /></strong><span style="font-weight: 400;"> วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านมนุษย์ศาสตร์ สังคมศาสตร์ ทางด้านการศึกษาในทุกสาขาวิชา โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน โดย</span>บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน (บทความผู้นิพนธ์ภายนอก จะได้รับการพิจารณาจาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายใน ได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายบอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร) โดยผู้ทรงคุณวุฒิพิจาราณาบทความที่มีความเชี่ยวชวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่พิจารณาบทความไม่ทรามชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบ ชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review)</p> วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา th-TH วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2774-1273 จรณทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/6194 <p> การวิจัยในครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อศึกษาจรณทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงาน<br />เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี และ 2) เพื่อเปรียบเทียบจรณทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรีจำแนกตาม เพศ อายุ ตำแหน่ง วุฒิการศึกษาและประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 306 คนซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.980 ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าทีและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) จรณทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรีในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ 1.1 ทักษะการจัดการองค์กร 1.2 ทักษะทางสังคม 1.3 ทักษะส่วนบุคคล 1.4 ทักษะการคิดเชิงสร้างสรรค์ 1.5 ทักษะความร่วมมือ 2) ผลเปรียบเทียบจรณทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรีจำแนกตาม เพศ อายุ ตำแหน่งและวุฒิการศึกษา พบว่า ไม่แตกต่างกันส่วนด้านประสบการณ์การทำงาน พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ภูริวิชญ์ สสิกาญจน์ บุณยานุช เฉวียงหงส์ ภัสยกร เลาสวัสดิกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2026-06-30 2026-06-30 5 1 139 152 ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่อง สิ่งมีชีวิตรอบตัว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มโรงเรียนกระสัง 4 จังหวัดบุรีรัมย์ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/6049 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่องสิ่งมีชีวิตรอบตัว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มโรงเรียนกระสัง 4 จังหวัดบุรีรัมย์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ บทเรียน แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบ และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน E<sub>1</sub>/E<sub>2 </sub>และ t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่อง สิ่งมีชีวิตรอบตัว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มโรงเรียนกระสัง 4 จังหวัดบุรีรัมย์ มีประสิทธิภาพ (<strong>E</strong><sub>1</sub>/<strong>E</strong><sub>2</sub>) เท่ากับ 81.03/83.59 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังเรียนโดยใช้บทเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่อง สิ่งมีชีวิตรอบตัว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มโรงเรียนกระสัง 4 จังหวัดบุรีรัมย์ สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่อง สิ่งมีชีวิตรอบตัว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มโรงเรียนกระสัง และ 4) จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> พัชรภรณ์ ธรรมสุภา บรรพต วงศ์ทองเจริญ โยธิน จ่าแท่นทะรังค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2026-06-30 2026-06-30 5 1 89 101 สภาพภูมิคุ้มกันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ในจังหวัดปทุมธานี https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/6086 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาสภาพภูมิคุ้มกันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของนักเรียนในจังหวัดปทุมธานี เปรียบเทียบภูมิคุ้มกันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของนักเรียนในจังหวัดปทุมธานี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาของโรงเรียนรัฐบาลในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 396 คน ได้จากวิธีการสุ่มตัวอย่างตามความสะดวก ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภูมิคุ้มกันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของนักเรียนในจังหวัดปทุมธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านทัศนคติที่มีต่อการป้องกันภัยไซเบอร์ มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านความรู้เกี่ยวกับภัยไซเบอร์และด้านพฤติกรรมในการใช้งานเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย ตามลำดับ และ 2) ผลการเปรียบเทียบภูมิคุ้มกันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของนักเรียนในจังหวัดปทุมธานี จำแนกตามเพศ ระดับชั้น และระยะเวลาการใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยต่อวัน โดยรวมและรายด้าน พบว่า ภูมิคุ้มกันความปลอดภัยทางไซเบอร์ของนักเรียนในจังหวัดปทุมธานีในด้านความรู้เกี่ยวกับภัยไซเบอร์ ด้านทัศนคติที่มีต่อการป้องกันภัยไซเบอร์ และด้านพฤติกรรมในการใช้งานเทคโนโลยีอย่างปลอดภัยไม่แตกต่างกัน</p> วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2026-06-30 2026-06-30 5 1 115 125 การบริหารงานวิชาการโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/6108 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 และ 2) เปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการจำแนกตามสถานภาพ เพศ อายุ และประสบการณ์การทำงาน เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ประชากรจำนวน 216 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง 108 โรงเรียน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งประเภท ผู้ให้ข้อมูลรวม 216 คน ประกอบด้วยผู้บริหารและครู เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวน และการทดสอบรายคู่แบบเชฟเฟ่</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานวิชาการโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 ค่าเฉลี่ยโดยรวม อยู่ในระดับมาก และ 2) การเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 จำแนกตามสถานภาพ เพศ อายุ และประสบการณ์การทำงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> สกล เที่ยวไพร เปรมชัย สโรบล สมบัติ เดชบำรุง สมใจ เดชบำรุง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2026-06-30 2026-06-30 5 1 163 174 บทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/6227 <p> การค้นคว้าอิสระในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 และ 2) เปรียบเทียบบทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 โดยจำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 จำนวน 315 คนได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.965 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test และ f-test การวิเคราะห์ความแปรปรวน แบบทางเดียว (One Way ANOVA) และทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีแอลเอสดีของฟิชเชอร์</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) บทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 ในภาพรวมอยู่ระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านโดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ 1. ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก 2. ด้านการวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรู้เชิงรุก3. ด้านการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก และ 4. ด้านการกำหนดหัวข้อเรื่อง ตามลำดับ</p> <p>2) ผลการเปรียบเทียบบทบาทผู้บริหารในการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และขนาดของสถานศึกษา พบว่า ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน</p> ศศิร์อร ภาษี ภัสยกร เลาสวัสดิกุล สรรชัย ชูชีพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2026-06-30 2026-06-30 5 1 126 138 การพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบผสมผสานเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ เชิงรุกของครูโรงเรียนดอยลานพิทยา https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/6137 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและแนวทางการพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบผสมผสานเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการนิเทศแบบผสมผสาน 3) ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการนิเทศแบบผสมผสาน และ 4) ประเมินรูปแบบการนิเทศแบบผสมผสาน ประชากรและกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูผู้สอนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 15 คน ให้ข้อมูลระดับความสำคัญขององค์ประกอบ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ให้ข้อมูลแนวทางการนิเทศ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ตรวจสอบ (ร่าง) รูปแบบ และครูผู้สอนในปีการศึกษา 2567 จำนวน 12 คน ใช้ในการทดลองใช้รูปแบบ ประเมินความเป็นประโยชน์และความพึงพอใจ กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 7 คน และผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 92 คน ให้ข้อมูลความพึงพอใจต่อผลลัพธ์ที่เกิดจากการใช้รูปแบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบประเมินคุณภาพรูปแบบ แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู แบบบันทึกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการนิเทศแบบผสมผสานประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการนิเทศ 6 ขั้นตอน แนวทางการประเมิน และปัจจัยแห่งความสำเร็จ ดำเนินการนิเทศโดยการสังเกตการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนและการนิเทศผ่านระบบออนไลน์ 2) รูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบมีความถูกต้อง ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ในระดับมากที่สุด 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบพบว่า คุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้และสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูอยู่ในระดับมากที่สุด และคุณภาพผู้เรียนหลังการใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบ และ 4) รูปแบบมีความเป็นประโยชน์และความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> </p> ราเชนทร์ ติ๊บแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2026-06-30 2026-06-30 5 1 14 26 แนวทางการป้องกันและจัดการการรังแกกันของนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ในโรงเรียนเรียนรวมสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา พระนครศรีอยุธยา เขต 2 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/5834 <p> การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการป้องกันและจัดการการรังแกกันของนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษในโรงเรียนเรียนรวม 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมการป้องกันและจัดการการรังแกกันของนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษในโรงเรียนเรียนรวม และ 3) เสนอแนวทางการป้องกันและจัดการการรังแกกันของนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษในโรงเรียนเรียนรวม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 305 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.979 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลจากการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการป้องกันและการจัดการการรังแกกันของนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษในโรงเรียนเรียนรวม ภาพรวมอยู่ในระดับมากและมากที่สุดตามลำดับ 2) ความต้องการจำเป็นของการป้องกันและการจัดการการรังแกกันของนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษในโรงเรียนเรียนรวม ลำดับแรก คือ ด้านวัฒนธรรมความปลอดภัยในโรงเรียน ลำดับที่ 2 คือ ด้านการให้ความรู้ ความเข้าใจทัศนคติที่ถูกต้องต่อการรังแกกัน ลำดับที่ 3 คือ ด้านแนวทางการจัดการปัญหาเมื่อพบการรังแกกัน ลำดับที่ 4 คือ ด้านทักษะชีวิตพื้นฐานในการป้องกันการรังแกกันลำดับที่ 5 คือ ด้านการประสานความร่วมมือกับผู้ปกครองเพื่อป้องกันและแก้ไขการรังแกกันในโรงเรียน ลำดับที่ 6 คือ ด้านการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ลำดับที่ 7 คือ ด้านการจัดการชั้นเรียน และลำดับที่ 8 คือ ด้านทัศนคติของบุคลากรต่อการรังแกกันในโรงเรียน และ 3) แนวทางการป้องกันและจัดการการรังแกในโรงเรียนของนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษในโรงเรียนเรียนรวมมี 8 แนวทาง มีกระบวนการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ครบถ้วนทุกแนวทาง</p> นิลรัตน์ ฆ้องชัย ภัสยกร เลาสวัสดิกุล สรรชัย ชูชีพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2026-06-30 2026-06-30 5 1 62 75 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมทักษะด้านดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/6265 <p> บทความมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมทักษะด้านดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 และ 2) เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมทักษะด้านดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 จำแนกตาม จำแนกตามเพศ ตำแหน่ง ขนาดของสถานศึกษา และประสบการณ์ทำงาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู จำนวน 328 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.80 - 1.00 และความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.972 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ การหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที ทดสอบเอฟ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีแอลเอสดี</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมทักษะด้านดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 2) การเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมทักษะ ด้านดิจิทัลของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 แตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อจำแนกตามประสบการณ์ทำงาน แต่ไม่พบความแตกต่าง เมื่อจำแนกตาม เพศ ตำแหน่ง และขนาดของสถานศึกษา</p> สุภาวดี น้ำดอกไม้ เสริมทรัพย์ วรปัญญา ภูวดล จุลสุคนธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2026-06-30 2026-06-30 5 1 153 162 การบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/6150 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของโรงเรียน และ 2) เปรียบเทียบการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของโรงเรียน โดยจำแนกตามเพศ ตำแหน่ง ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา ประชากร คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 จำนวน 1,661 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 310 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 93 คน และครูผู้สอน จำนวน 217 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.929 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test และ f-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One Way ANOVA) และทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีแอลเอสดีของฟิชเชอร์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของโรงเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากและ 2) การเปรียบเทียบการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของโรงเรียน จำแนกตามเพศ ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านบุคลากร แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามตำแหน่งในภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน จำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงานในภาพรวมไม่แตกต่างกัน และพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการบริหารจัดการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และจำแนกตามขนาดของสถานศึกษา ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านงบประมาณ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ธันยมัย แตงเจริญ ธันยนันท์ ทองบุญตา สรรชัย ชูชีพ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2026-06-30 2026-06-30 5 1 27 39 แนวทางการส่งเสริมความสุขในองค์กรของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรีเขต 2 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/5857 <p> การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพพึงประสงค์ของการส่งเสริมความสุขในองค์กรของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรีเขต 2 2) เพื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมความสุขในองค์กรของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรีเขต 2 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมความสุขในองค์กรของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรีเขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรีเขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 310 คน คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถามวที่มีค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถามสภาพปัจจุบัน คือ 0.987 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์ คือ 0.990 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลจากการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันและสภาพพึงประสงค์ของการส่งเสริมความสุขในองค์กรของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรีเขต 2 ภาพรวมอยู่ในระดับมากและมากที่สุด 2) ความต้องการจำเป็นในการส่งเสริมความสุขในองค์กรของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรีเขต 2 ในภาพรวม พบว่า ด้านที่มีความต้องการจำเป็นมากที่สุด คือ ด้านที่ 3 Happy Relax (การผ่อนคลาย) และ 3) แนวทางการส่งเสริมความสุขในองค์กรของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรีเขต 2 มี 8 แนวทาง มีกระบวนการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ครบถ้วนทุกแนวทาง</p> <p> </p> ธัญยรัตน์ วงษ์ทอง สรรชัย ชูชีพ ภัสยกร เลาสวัสดิกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2026-06-30 2026-06-30 5 1 ึุ76 88 แนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูผู้สอน https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/6308 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูผู้สอน และ 2) เสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ในบริบทสถานศึกษา กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ครูผู้สอน ที่มีประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้และการดำเนินการวิจัยในชั้นเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น จำนวน 7 คน ผู้บริหารสถานศึกษา ที่มีบทบาทในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการวิจัย จำนวน 7 คน และ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวิจัยทางการศึกษา ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยในชั้นเรียน จำนวน 7 คน รวมทั้งหมด 21 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้รูปแบบการบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาแนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูผู้สอนผลการวิจัยพบว่า แนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูผู้สอนควรมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติ โดยเฉพาะการพัฒนาจากปัญหาจริงในชั้นเรียน และ 2) ผลการเสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนของครูผู้สอนให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ในบริบทสถานศึกษา ผลการวิจัยที่เสนอให้บูรณาการการวิจัยในชั้นเรียนเข้ากับการจัดการเรียนรู้ในบริบทของสถานศึกษา สะท้อนให้เห็นว่าการวิจัยไม่ควรถูกแยกออกจากการสอน แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน</p> เตือนใจ แสงไกล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2026-06-30 2026-06-30 5 1 55 61 รูปแบบการยกระดับคุณภาพการบริหารอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี วิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/6165 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของโรงเรียน และ 2) เปรียบเทียบการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของโรงเรียน โดยจำแนกตามเพศ ตำแหน่ง ประสบการณ์ ในการปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษา ประชากร คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 จำนวน 1,661 คน กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 310 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 93 คน และครูผู้สอน จำนวน 217 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดของสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.929 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test และ F-test การวิเคราะห์ความแปรปรวน แบบทางเดียว (One Way ANOVA) และทดสอบค่าเฉลี่ยรายคู่ด้วยวิธีแอลเอสดีของฟิชเชอร์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของโรงเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากและ 2) การเปรียบเทียบการบริหารทรัพยากรทางการศึกษาของโรงเรียน จำแนกตามเพศ ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณา เป็นรายด้าน พบว่า ด้านบุคลากร แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำแนกตามตำแหน่งในภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน จำแนกตามประสบการณ์ในการปฏิบัติงานในภาพรวมไม่แตกต่างกัน และพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการบริหารจัดการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และจำแนกตามขนาด ของสถานศึกษา ในภาพรวมไม่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านงบประมาณ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> นนท์ธพันธุ์ พิมพา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2026-06-30 2026-06-30 5 1 40 55 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของนักศึกษา หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชากรบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/5954 <p> การวิจัยเรื่อง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนรู้ของนักศึกษา หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนรู้ของนักศึกษา และ 2) แนวทางการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนรู้ของนักศึกษา ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย 1) ผู้ให้ข้อมูลเชิงปริมาณ คือ นักศึกษาสาขาวิชาการบริหารการศึกษา ปีการศึกษา 2568 จำนวน 77 คน ผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ คือ ผู้รับผิดชอบหลักสูตรและผู้สอน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อม<strong>ู</strong>ล ประกอบด้วย แบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น .89 และแบบสัมภาษณ์ นำเสนอโดยวิธีเชิงพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนรู้ของนักศึกษา สาขาวิชาการบริหารการศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) แนวทางส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนรู้ของนักศึกษา ได้แก่ 2.1) การสร้างการรับรู้และความตระหนักเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ โดยหลักสูตรควรสร้างการรับรู้ ความตระหนัก ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับคุณภาพของนักศึกษา และเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร พัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของนักศึกษา และบุคลากรอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง 2.2) ส่งเสริมการเรียนรู้กฎหมายเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ โดยหลักสูตรควรส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมายในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนรู้สำหรับนักศึกษา และการปฏิบัติงานของบุคลากรอย่างเคร่งครัด สนับสนุนให้นักศึกษาและบุคลากรเข้ารับการอบรมด้านกฎหมายดิจิทัลและกรอบธรรมาภิบาลด้านดิจิทัล สนับสนุนการศึกษาหาความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้นักศึกษาในรูปแบบออนไลน์ 2.3) พัฒนานักศึกษา ครูผู้สอน บุคลากรเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ โดยหลักสูตรควรส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนานักศึกษา ผู้สอน และบุคลากรด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนการสอน สนับสนุนการใช้ปัญญาประดิษฐ์ และ Big Data รวมทั้งแพลตฟอร์มการเรียนการสอน แล้วนำผลของการใช้งานมาประยุกต์ใช้สถานศึกษา 2.4) จัดการเรียนการสอนโดยการใช้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ โดยหลักสูตรควรส่งเสริมกระบวนการเรียนการสอนโดยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนรู้ของนักศึกษา ปรับปรุงและพัฒนาทั้งระบบของการจัดการเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ และสนับสนุนการขยายผลในการจัดการเรียนการสอน 2.5) สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการเรียนรู้ หลักสูตรควรส่งเสริมให้นักศึกษาและบุคลากรใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการเรียนรู้อย่างถูกต้อง สร้างสรรค์ เป็นไปตามระเบียบกฎหมายและธรรมาภิบาล สนับสนุนการอบรมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ สนับสนุนให้ผู้สอนใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการเรียนการสอน ส่งเสริมการเรียนรู้แก่นักศึกษาและบุคลากรในเรื่อง เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการเรียนการสอน</p> นพรัตน์ ชัยเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2026-06-30 2026-06-30 5 1 102 114 การออกแบบการเรียนการสอนเชิงบูรณาการสมรรถนะโดยใช้ประสบการณ์เป็นฐาน: แนวคิดเชิงระบบเพื่อพัฒนาผู้เรียนในบริบทการศึกษา https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/6196 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดการออกแบบการเรียนการสอนเชิงบูรณาการสมรรถนะโดยใช้ประสบการณ์เป็นฐาน ภายใต้กรอบแนวคิดเชิงระบบ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในบริบทการศึกษาไทย เนื้อหามุ่งอธิบายสาระสำคัญของการจัดการเรียนการสอนเชิงสมรรถนะ การเรียนรู้โดยใช้ประสบการณ์เป็นฐาน การออกแบบการเรียนการสอนเชิงระบบ และการประเมินผลตามสภาพจริง ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่เชื่อมโยงและสนับสนุนซึ่งกันและกันในการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ บทความชี้ให้เห็นว่าการจัดการเรียนการสอนในลักษณะดังกล่าวช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีความหมาย พัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้านทั้งด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างเหมาะสม ผลจากการสังเคราะห์แนวคิดในบทความสะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบการเรียนการสอนเชิงบูรณาการสมรรถนะโดยใช้ประสบการณ์เป็นฐานและแนวคิดเชิงระบบ เป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา และสามารถใช้เป็นกรอบในการพัฒนาการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและความต้องการของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21</p> เตือนใจ แสงไกล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2026-06-30 2026-06-30 5 1 1 7 บทบาทใหม่ของผู้สอนในฐานะผู้ออกแบบการเรียนรู้: การเปลี่ยนผ่านจากการสอนสู่การสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/6198 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์บทบาทใหม่ของผู้สอนในฐานะผู้ออกแบบการเรียนรู้ ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 ซึ่งส่งผลให้การจัดการเรียนรู้แบบดั้งเดิมที่เน้นการถ่ายทอดความรู้จากผู้สอนไปสู่ผู้เรียนเพียงฝ่ายเดียวไม่สามารถตอบสนองต่อการพัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นของผู้เรียนได้อย่างเพียงพอ บทความนำเสนอแนวคิดการเปลี่ยนผ่านจากการ “สอน” ไปสู่การ “สร้างประสบการณ์การเรียนรู้” โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การเรียนรู้เชิงรุก และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ผลการศึกษาวิเคราะห์พบว่า เนื้อหาครอบคลุมการอธิบายบทบาทของผู้สอนในฐานะผู้ออกแบบการเรียนรู้ การออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีความหมาย การจัดสภาพแวดล้อมและกิจกรรมการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมของผู้เรียน ตลอดจนการบูรณาการการประเมินและการสะท้อนการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง การวิเคราะห์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผู้สอนจำเป็นต้องมีความสามารถในการออกแบบการเรียนรู้เชิงระบบ ใช้เทคโนโลยีและสื่อการเรียนรู้อย่างเหมาะสม และทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกและผู้สนับสนุนการเรียนรู้มากกว่าผู้ถ่ายทอดความรู้ สรุปว่า การพัฒนาบทบาทผู้สอนในฐานะผู้ออกแบบการเรียนรู้เป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาและการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมยุคใหม่ และสามารถเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างยั่งยืน</p> เตือนใจ แสงไกล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2026-06-30 2026-06-30 5 1 8 13