วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj <p>ISSN 2774-1273 (Print) ISSN 3057-0964 (Online)</p> <p><strong>กำหนดออก</strong><span style="font-weight: 400;"> : 2 ฉบับต่อปี <br /></span><span style="font-weight: 400;"> ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน <br /> ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</span></p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่เปิดรับ </strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย (Research Article) รวมถึงวิทยานิพนธ์และการค้นคว้าอิสระ </li> <li>บทความวิชาการ (Article) </li> </ol> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : <br /></strong><span style="font-weight: 400;"> วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านมนุษย์ศาสตร์ สังคมศาสตร์ ทางด้านการศึกษาในทุกสาขาวิชา โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน โดย</span>บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน (บทความผู้นิพนธ์ภายนอก จะได้รับการพิจารณาจาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายในและผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ส่วนบทความผู้นิพนธ์ภายใน ได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิภายบอกหน่วยงานที่จัดทำวารสาร) โดยผู้ทรงคุณวุฒิพิจาราณาบทความที่มีความเชี่ยวชวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่พิจารณาบทความไม่ทรามชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบ ชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blind Peer Review)</p> วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา th-TH วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2774-1273 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/4793 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 และ 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 จำแนกตามตำแหน่งและระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 จำนวน 150 คน เลือกโดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.60 - 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก</li> <li>เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 2 จําแนกตามตำแหน่งและระดับการศึกษา พบว่า โดยภาพรวมมีการปฏิบัติที่ไม่แตกต่างกัน</li> </ol> วิทูรย์ ศรีสวัสดิ์ องอาจ เทียมกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2025-12-25 2025-12-25 4 2 53 62 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของครู โรงเรียนในพื้นที่ลักษณะพิเศษ อำเภอปง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/5799 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับของภาวะผู้นำทางวิชาการของครูโรงเรียนในพื้นที่ลักษณะพิเศษ2) เพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญของการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของครูโรงเรียนในพื้นที่ลักษณะพิเศษ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงทางวิชาการของครูโรงเรียนในพื้นที่ลักษณะพิเศษอำเภอปง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ครู จำนวน 72 คน ศึกษานิเทศก์ จำนวน 3 คน และผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์เนื้อหา และสรุปเนื้อหาเชิงบรรยายเป็นความเรียง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำทางวิชาการของครูโรงเรียนในพื้นที่ลักษณะพิเศษอำเภอปง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ปัจจัยสำคัญของการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของครูโรงเรียนในพื้นที่ลักษณะพิเศษอำเภอปง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 พบว่า ปัจจัยภายใน คือ ทักษะและความสามารถของครู ทรัพยากรและโครงสร้างโรงเรียน การสนับสนุนของผู้บริหาร และแผนพัฒนาครู ปัจจัยภายนอก คือ บริบทชุมชนและโรงเรียน ความร่วมมือกับเครือข่ายและโรงเรียนใกล้เคียง และเทคโนโลยีสารสนเทศ</li> <li>แนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของครู โรงเรียนในพื้นที่ลักษณะพิเศษอำเภอปงประกอบด้วย 6 แนวทางภายใต้ 2 วิธีการ คือ 1) วิธีการส่งเสริม และ 2) วิธีการสนับสนุน</li> </ol> กฤษฎาภิวัตน์ วงศ์ใหญ่ สมเกียรติ ตุ่นแก้ว สุวดี อุปปินใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2025-12-25 2025-12-25 4 2 ๅ74 188 ปัจจัยเชิงสาเหตุของเอกลักษณ์ทางจริยธรรม เจตคติ และพฤติกรรม ตามบทบาทของครูนักวิจัย https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/5643 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและตรวจสอบความตรงของโมเดลปัจจัยเชิงสาเหตุของเอกลักษณ์ทางจริยธรรม เจตคติ และพฤติกรรมตามบทบาทของครูนักวิจัย 2) ศึกษาอิทธิพลหลักและอิทธิพลปฏิสัมพันธ์ระหว่างการมีสติรู้คิดการถ่ายทอดทางสังคมจากสถาบันฝึกหัดครูและการมีปฏิสัมพันธ์กับบริบทของโรงเรียนที่มีต่อเอกลักษณ์ทางจริยธรรม เจตคติ และพฤติกรรมตามบทบาทของครูนักวิจัยจากโมเดลที่ตรวจสอบความตรงแล้ว และ 3) เปรียบเทียบความแตกต่างของโมเดลปัจจัยเชิงสาเหตุของเอกลักษณ์ทางจริยธรรม เจตคติ และพฤติกรรมตามบทบาทหน้าที่ครูนักวิจัยระหว่างกลุ่มนักศึกษาครูกับครูประจำการและอธิบายว่าประเภทครูเป็นตัวแปรกำกับเส้นทางอิทธิพลใดในโมเดล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาครู ชั้นปีที่ 5 จำนวน 360 คน และครูประจำการ สังกัดสพฐ. จำนวน 360 คน รวม 720 คน ใช้วิธีสุมแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมโดยใช้เครื่องมือวัด จำนวน 16 ฉบับ มีค่าความเที่ยงระหว่าง .693 ถึง .938 และวิเคราห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณาเพื่ออธิบายลักษณะของกลุ่มตัวอย่างและการแจกแจงของตัวแปรด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ส่วนการทดสอบสมมติฐานความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของเอกลักษณ์ทางจริยธรรม เจตคติและพฤติกรรมใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรภายนอก ได้แก่ การมีสติรู้คิด การถ่ายทอดทางสังคมจากสถาบันฝึกหัดครู การมีปฏิสัมพันธ์กับบริบทโรงเรียนส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อตัวแปรภายใน ได้แก่ เอกลักษณ์ทางจริยธรรม เจตคติและพฤติกรรมบทบาทของครูนักวิจัย ซึ่งตัวแปรสาเหตุมีอิทธิพลทางบวกต่อตัวแปรผล และไม่พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างการมีสติรู้คิดกับการถ่ายทอดทางสังคมจากสถาบันฝึกหัดครูและการมีปฏิสัมพันธ์กับบริบทโรงเรียนที่ส่งผลต่อเอกลักษณ์ทางจริยธรรม เจตคติต่อพฤติกรรมบทบาทครูนักวิจัย ส่วนผลการศึกษาอิทธิพลมีลักษณะโครงสร้างเป็นแบบเดียวกันและมีค่าพารามิเตอร์ของเมตริกซ์ อิทธิพลเชิงสาเหตุของตัวแปรแฝงภายในและตัวแปรแฝงภายนอกไม่แตกต่างกัน</p> วรรณะ บรรจง สมเจตน์ ผิวทองงาม ภวิกา ภักษา นิรมล จันทร์สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2025-12-25 2025-12-25 4 2 134 148 ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดลพบุรี https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/4799 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ สังกัดสำนักส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดลพบุรี 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดลพบุรี ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตาม ระดับการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ในสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดลพบุรี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 140 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปเครจซี่และมอร์แกน การสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67 - 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.83 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดลพบุรี อยู่ในระดับมาก</li> <li>ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดลพบุรี จําแนกตามระดับการศึกษาและประสบการณ์ในการทำงาน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน</li> </ol> ทัศกานต์ มาปา วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2025-12-25 2025-12-25 4 2 41 52 การพัฒนารูปแบบการนิเทศตามแนวคิดการเรียนรู้แบบผสมผสาน เพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านการจัดทำนวัตกรรมสร้างสรรค์คนดีของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/5681 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการนิเทศตามแนวคิดการเรียนรู้แบบผสมผสานเพื่อส่งเสริมสมรรถนะด้านการจัดทำนวัตกรรมสร้างสรรค์คนดีของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการนิเทศ 3) ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการนิเทศ และ 4) ประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบการนิเทศ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ในการสัมภาษณ์ ผู้เชี่ยวชาญ 9 คน ในการตรวจสอบคุณภาพ และครูจำนวน 71 คน ในการทดลองใช้รูปแบบการนิเทศ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินความเหมาะสม แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินสมรรถนะ แบบประเมินคุณภาพรายงาน แบบวัดเจตคติ และแบบประเมินประสิทธิภาพการใช้รูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที ส่วนวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>รูปแบบการนิเทศที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยการนิเทศแบบคลินิก แบบชี้แนะ และแบบพี่เลี้ยง โดยมีองค์ประกอบหลัก 5 ด้าน ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 4) เนื้อหา 5) การวัดและประเมินผล และ 6) กระบวนการนิเทศ 6 ขั้นตอน ได้แก่ D1: กำหนดปัญหาและความต้องการ D2: วางแผน D3: ปฏิบัติการนิเทศ O: สังเกตการณ์ E: ตรวจสอบและประเมินผล และ P: เผยแพร่ผลงาน</li> <li>ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่ารูปแบบมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด</li> <li>การทดลองใช้พบว่าครูมีความรู้ ความสามารถ และเจตคติที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</li> <li>ผลการประเมินรูปแบบการนิเทศ พบว่า มีประสิทธิภาพในระดับมาก ได้แก่ <br />ด้านความถูกต้อง รองลงมา คือ ด้านความเป็นไปได้ ด้านความเหมาะสม และด้านความเป็นประโยชน์</li> </ol> <p> </p> อุเทน วีระคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2025-12-25 2025-12-25 4 2 28 40 การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา ในวิทยาลัยเทคนิคนครโคราช https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/4803 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในวิทยาลัยเทคนิคนครโคราช และ 2) เปรียบเทียบการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในวิทยาลัยเทคนิคนครโคราช จำแนกตามประสบการณ์ในการทำงาน และระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และบุคลากร วิทยาลัยเทคนิคนครโคราชสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ปีการศึกษา 2566 จำนวน 80 คน เลือกโดยวิธีสุ่มแบบอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในวิทยาลัยเทคนิคนครโคราช โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านหลักนิติธรรม รองลงมาคือ ด้านหลักการมีส่วนร่วม และด้านหลักความคุ้มค่า ตามลำดับ ด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านหลักความรับผิดชอบ</li> <li>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษาในวิทยาลัยเทคนิคนครโคราช จำแนกตาม ประสบการณ์ในการทำงาน ระดับการศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน</li> </ol> อำนาจ พิขุนทด คัมภีร์ สุดแท้ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2025-12-25 2025-12-25 4 2 17 27 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมความเป็นนวัตกรของครูอาชีวศึกษา จังหวัดสระบุรี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/5690 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมความเป็นนวัตกรของครูอาชีวศึกษาจังหวัด สระบุรี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและ 2) เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมความเป็นนวัตกรของครูอาชีวศึกษาจังหวัดสระบุรี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ของผู้บริหาร และขนาดของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 22 คน และ ครูผู้สอน จำนวน 200 คน โดยเลือกการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ รวมทั้งสิ้นจำนวน 222 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ 0.60 - 1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.991 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t-test) และใช้สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) โดยการทดสอบเอฟ (F-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมความเป็นนวัตกรของครูอาชีวศึกษาจังหวัดสระบุรี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภาพรวม อยู่ในระดับมาก และ และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการเชื่อมโยง ด้านการตั้งคำถาม ด้านการสังเกต ด้านการทดลอง และ ด้านการสร้างเครือข่ายไม่แตกต่างกัน </li> <li>บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมความเป็นนวัตกรของครูอาชีวศึกษาจังหวัดสระบุรี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เมื่อจำแนกตามตำแหน่ง ประสบการณ์ของผู้บริหาร และขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน</li> </ol> <p><strong> </strong></p> สุรีย์รัตน์ ตันประสิทธิ์ ภูวดล จุลสุคนธ์ กรวุฒิ แผนพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2025-12-25 2025-12-25 4 2 82 97 การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสถานศึกษาขนาดเล็ก อำเภอจักราช สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 2 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/4813 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสถานศึกษาขนาดเล็ก อำเภอจักราช สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 2) เปรียบเทียบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสถานศึกษาขนาดเล็ก อำเภอจักราช สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 จำแนกตามตำแหน่ง และระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษาขนาดเล็ก อำเภอจักราช สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 140 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67 -1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสถานศึกษาขนาดเล็ก อำเภอจักราช สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 อยู่ในระดับมาก</li> <li>การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของสถานศึกษาขนาดเล็ก อำเภอจักราช สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 จำแนกตามตำแหน่ง และระดับการศึกษา ไม่แตกต่างกัน</li> </ol> ปวีณา หนองบุญ วิรัลพัชร วงศ์วัฒน์เกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2025-12-25 2025-12-25 4 2 161 173 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนบ้านละหานทราย (คุรุราษฎร์บำรุงวิทยา) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/5759 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและสังเคราะห์องค์ประกอบ 2) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ และ 3) เพื่อสร้างรูปแบบ ประเมินรูปแบบ และคู่มือการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนละหานทราย (คุรุราษฎร์บำรุงวิทยา) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบวิเคราะห์เนื้อหา แบบสอบถามสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ แบบประเมินรูปแบบ และแบบประเมินคู่มือรูปแบบ แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p> ผลการวิจัยปรากฏดังนี้</p> <ol> <li>ผลการศึกษาและสังเคราะห์องค์ประกอบการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิจัยเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะครูโรงเรียนบ้านละหานทราย (คุรุราษฎร์บำรุงวิทยา) พบว่า ประกอบด้วย 1) ขั้นเตรียมความพร้อม 2) ขั้นกระตุ้นความสนใจ 3) ขั้นวางแผน 4) ขั้นแสวงหาความรู้ 5) ขั้นประเมินทบทวน และ 6) ขั้นสรุปรายงานผลและเสนอผลงาน </li> <li>ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพที่พึงประสงค์ พบว่า สภาพปัจจุบัน โดยรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>ผลการสร้างรูปแบบ ประเมินรูปแบบ และประเมินคู่มือการใช้รูปแบบ ดังนี้</li> </ol> <p> 3.1 ผลการสร้างรูปแบบ พบว่า รูปแบบ ประกอบด้วย 1) หลักการและเหตุผลของรูปแบบ 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) องค์ประกอบกระบวนการจัดการเรียนรู้ได้แก่ (1) ขั้นเตรียมความพร้อม (2) ขั้นกระตุ้นความสนใจ (3) ขั้นวางแผน (4) ขั้นแสวงหาความรู้ (5) ขั้นประเมินทบทวน (6) ขั้นสรุปรายงานผลและเสนอผลงาน 4) เงื่อนไขสนับสนุนสู่ความสำเร็จ 5) การวัดและประเมินผล </p> <p> 3.2 ผลการประเมินรูปแบบ ด้านความมีประโยชน์ ด้านความเป็นไปได้ ด้านความเหมาะสม และด้านความถูกต้อง พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> 3.3 ผลการประเมินความเหมาะสมของคู่มือการใช้รูปแบบ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> นิรันดร์รัตน์ ฉันทะกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2025-12-25 2025-12-25 4 2 98 109 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 6 อำเภอลำทะเมนชัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/4814 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ในศูนย์เครือข่ายการศึกษา ที่ 6 อำเภอลำทะเมนชัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 และ 2) เปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม ของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 6 อำเภอลำทะเมนชัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 จำแนกตามตำแหน่งและระดับการศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารและครู ศูนย์เครือข่ายการศึกษาที่ 6 อำเภอลำทะเมนชัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 จำนวน 151 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.89 สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารในศูนย์เครือข่ายการศึกษา ที่ 6 อำเภอลำทะเมนชัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</li> <li>ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในศูนย์เครือข่ายการศึกษา ที่ 6 อำเภอลำทะเมนชัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 7จำแนกตามตำแหน่งและระดับการศึกษา โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง และด้านการสร้างองค์กรแห่งนวัตกรรม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ส่วนด้านอื่นไม่แตกต่าง</li> </ol> <p> </p> วีระพล บังพิมาย องอาจ เทียมกลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2025-12-25 2025-12-25 4 2 149 160 การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดธรรมชาติร่วมกับการตอบสนองด้วยท่าทางเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับประถมศึกษา https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/5786 <p><strong> </strong>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดธรรมชาติร่วมกับการตอบสนองด้วยท่าทาง และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดธรรมชาติร่วมกับการตอบสนองด้วยท่าทางกับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีปกติ เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 จำนวน 68 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 34 คน และกลุ่มควบคุม 34 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดธรรมชาติร่วมกับการตอบสนองด้วยท่าทางมีคะแนนความสามารถในการฟัง หลังเรียน ( = 16.38, SD = 4.00) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 10.65, SD = 4.08) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 13.11, p &lt; .05) และ 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดธรรมชาติร่วมกับการตอบสนองด้วยท่าทางมีคะแนนความสามารถในการฟัง หลังเรียน ( = 16.38, SD = 4.00) สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีปกติ ( = 11.06, SD = 4.08) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 5.43, p &lt; .05) ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดธรรมชาติร่วมกับการตอบสนองด้วยท่าทางสามารถเสริมสร้างความสามารถในการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</li> </ol> เสริมศักดิ์ สระศรี สายพิน สีหรักษ์ วัชราภรณ์ เขื่อนวัง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2025-12-25 2025-12-25 4 2 121 133 แนวทางการนิเทศแบบสอนงาน เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนของ ครูโรงเรียนสตรีอ่างทอง https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/5595 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการนิเทศแบบสอนงาน เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนสตรีอ่างทอง 2) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการนิเทศแบบสอนงาน เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนสตรีอ่างทอง วิธีการดำเนินการวิจัยมี 2 ขั้นตอน คือ 1) การศึกษาแนวทางการนิเทศแบบสอนงาน เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนสตรีอ่างทอง โดยการศึกษาเอกสารและตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือ คือแบบประเมินความตรงเชิงเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง และ 2) การศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการนิเทศแบบสอนงาน เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนของครูโรงเรียนสตรีอ่างทอง กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารและข้าราชการครูโรงเรียนสตรีอ่างทอง จำนวน 144 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือ คือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นด้านความเหมาะสมเท่ากับ 0.97 และด้านความเป็นไปได้เท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>แนวทางการนิเทศแบบสอนงาน เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมการก่อนการนิเทศ มี 8 รายการ ขั้นตอนที่ 2 การดำเนินการนิเทศแบบสอนงาน มี 14 รายการ ขั้นตอนที่ 3 การติดตามประเมินผลการนิเทศ มี 8 รายการ</li> <li>แนวทางการนิเทศแบบสอนงาน เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการวิจัยในชั้นเรียนทั้ง 3 ขั้นตอน รวม 30 รายการมีความเหมาะสม และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก</li> </ol> เบญจรัตน์ อุปนันท์ เศรษฐพงษ์ เลิศปรีชา ประภาศรี เลิศปรีชา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2025-12-25 2025-12-25 4 2 63 73 ผลการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่มีต่อการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/5797 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรคณิตศาสตร์เสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา 2) นำเสนอแนวทางการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอาชีวศึกษาจากกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งเป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการปากช่อง จำนวน 30 คน สุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด คือ 1) แผนการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร 2) แบบทดสอบทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอาชีวศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การทดสอบค่าที t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1. หลังการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรโดยใช้โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ของนักศึกษาอาชีวศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์นักศึกษามีความสามารถในการคิดวิเคราะห์สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร </p> <p> 2. ผลการศึกษาแนวทางการเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาอาชีวศึกษาสถานศึกษาอาชีวศึกษาควรบูรณาการแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์เข้ากับกิจกรรมเสริมหลักสูตรอย่างเป็นระบบ โดยการส่งเสริม “การลงมือปฏิบัติจริง” และมีการสะท้อนคิดเพื่อให้ได้ฝึกการคิด วิเคราะห์ โดยเฉพาะในสาขาวิชาที่ต้องใช้ทักษะวิชาชีพ โดยครูมีบทบาทเป็น “ผู้อำนวยความรู้” มากกว่าการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ โดยเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ผ่านสถานการณ์จริง และสถานศึกษาอาชีวศึกษาควรบูรณาการกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่สอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์เข้าสู่แผนการจัดการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบ</p> อนุสร นิลละออ สุวิธิดา จรุงเกียรติกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2025-12-25 2025-12-25 4 2 110 120 การจัดการเรียนรู้บนฐานทรัพยากรท้องถิ่นด้วยแนวทางการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในบริบทพื้นที่ชุ่มน้ำกุดทิง https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/5638 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้บนฐานทรัพยากรท้องถิ่นโดยใช้แนวทางการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน <strong>(</strong>Project-Based Learning: PBL) สำหรับนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โรงเรียนบ้านนาคำ จังหวัดบึงกาฬ ในบริบทพื้นที่ชุ่มน้ำกุดทิง การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ <strong>(</strong>Qualitative Research) โดยมีจำนวนผู้ให้ข้อมูลหลัก <strong>(</strong>Number of Key Informants) ทั้งหมด 18 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 2 คน ครูผู้สอนในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำนวน 13 คน และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันอุดมศึกษา จำนวน 3 คน วิธีการคัดเลือกแตกต่างกัน ผู้ให้ข้อมูลมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเข้าใจในปรากฏการณ์ และใช้การเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักแบบมีวัตถุประสงค์ <strong>(</strong>Purposive Sampling) โดยพิจารณาจากคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับ การจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน และมีความเข้าใจในบริบทพื้นที่ชุ่มน้ำกุดทิง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่มย่อย <strong>(</strong>Focus Group Discussion) ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา <strong>(</strong>Content Analysis)</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัยพบว่า มีการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะของผู้เรียนผ่านโครงงานเป็นฐาน (Project base learning – PBL) จำนวน 4 โครงงาน ซึ่งเชื่อมโยงกับบริบทและทรัพยากรของพื้นที่ชุ่มน้ำกุดทิง ส่งผลให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น ครูมีความสามารถในการออกแบบการเรียนการสอนเชิงรุกที่ตอบสนองต่อสมรรถนะของผู้เรียน และโครงงานที่พัฒนาขึ้นสามารถสนับสนุนการสร้างสมรรถนะสำคัญในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างเหมาะสม</p> เอกศักดิ์ เฮงสุโข ศุภางค์จิต กัลยาแก้ว ฉัตรชนก เฮงสุโข อภิฤดี ทองพล ยุวธิดา จำปาวัน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2025-12-25 2025-12-25 4 2 74 81 การสังเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำและนวัตกรรม AI ในการศึกษา https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunmcj/article/view/4784 <p> ภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนและความเข้าใจในเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการใช้ AI เช่น การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ AI มีศักยภาพในการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล เช่น Adaptive Learning Systems และ Intelligent Tutoring Systems ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนรู้ ในบริบทประเทศไทย AI ถูกนำมาใช้เพื่อลดความแตกต่างในคุณภาพการศึกษาระหว่างโรงเรียนในเมืองและชนบท โดยเฉพาะการขยายโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้สำหรับนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ยังเผชิญความท้าทาย เช่น ความไม่พร้อมของบุคลากร ปัญหาด้านจริยธรรม และความต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลง บทความนี้เสนอแนะให้มีการพัฒนาทักษะผู้นำด้านเทคโนโลยี สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และสร้างกรอบนโยบายที่ชัดเจนเพื่อส่งเสริมการใช้ AI อย่างโปร่งใสและยั่งยืน สุดท้าย การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิจัยเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายผลประโยชน์ของการใช้ AI ในวงการการศึกษา</p> พันธ์ศักดิ์ พึ่งงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยนครราชสีมา 2025-12-25 2025-12-25 4 2 1 17