https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunpuJ/issue/feed
วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
2026-08-30T00:00:00+07:00
อาจารย์ ดร.จารุวรรณ เขียวน้ำชุม
edunpujournal@gmail.com
Open Journal Systems
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunpuJ/article/view/5916
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค Think-Pair-Share เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนราชวินิต นนทบุรี จังหวัดนนทบุรี
2026-03-02T17:39:42+07:00
กัญญภัสสก์ เอกภัทร์ชัยวงษ์
aekkapatchaiyaw_k@su.ac.th
ธัญวรัตน์ สุวพัฒน์
edunpujournal@gmail.com
มาเรียม นิลพันธุ์
edunpujournal@gmail.com
อุบลวรรณ ส่งเสริม
edunpujournal@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือด้วยเทคนิค Think-Pair-Share เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบ ดำเนินการตามกระบวนการวิจัยและพัฒนา 4 ระยะ ได้แก่ การศึกษาความต้องการจำเป็น การพัฒนารูปแบบ การทดลองใช้รูปแบบ และการประเมินและปรับปรุงรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนราชวินิต นนทบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 33 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่มที่ใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ รูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบที่พัฒนาขึ้น เรียกว่า PTPSRE Model สังเคราะห์ขึ้นจาก ADDIE Model การเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค Think-Pair-Share และแนวคิดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ประกอบด้วย 6 ขั้น คือ ขั้นเตรียมพร้อมรับข้อมูล (Preparation) ขั้นการคิด (Think) ขั้นการจับคู่ (Pair) ขั้นการแลกเปลี่ยนความรู้ (Share) ขั้นสรุปและสะท้อนผลการเรียนรู้ (Reflection) และขั้นประเมินผล (Evaluation) มีหลักการสำคัญคือ เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้สอนทำหน้าที่อำนวยความสะดวก ใช้สถานการณ์จริงเป็นฐานของกิจกรรมและสื่อ และประเมินตามสภาพจริงด้วยเกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริก และ 2) นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อรูปแบบอยู่ในระดับมาก</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunpuJ/article/view/6473
การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการทำงานเป็นทีม ของนักศึกษาสาขาวิชาเคมี
2026-07-22T09:21:10+07:00
จาตุรงค์ ผลประเสริฐ
phonprasert_j@su.ac.th
อุบลวรรณ ส่งเสริม
edunpujournal@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการความสามารถในการทำงานเป็นทีมของนักศึกษาสาขาวิชาเคมี ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาสาขาวิชาเคมีที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ ประชากร คือ นักศึกษาสาขาวิชาเคมีชั้นปีที่ 3 จำนวน 85 คน ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2568 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กลุ่มตัวอย่างจำนวน 32 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ แบบประเมินความสามารถในการทำงานเป็นทีม และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาพัฒนาการความสามารถในการทำงานเป็นทีมของนักศึกษาสาขาวิชาเคมี ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ มีผลการพัฒนาการความสามารถในการทำงานเป็นทีมอยู่ในระดับมาก 2) ความพึงพอใจของนักศึกษาสาขาวิชาเคมีที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunpuJ/article/view/6623
ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสอนแบบโค้ชชิ่ง เพื่อส่งเสริมความใฝ่เรียนรู้ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบุญวัฒนา
2026-07-22T09:39:46+07:00
ชินพัฒน์ วรสันต์
shinapat.sax@gmail.com
ฐิติกาญจน์ บุญรักษา อิทาปัจ
thitikan.i@nrru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบุญวัฒนา ก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 1 ห้อง จำนวน 39 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม โรงเรียนบุญวัฒนา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครราชสีมา ตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย การจัดการเรียนรู้โดยการใช้กระบวนการสอนแบบโค้ชชิ่ง แบบประเมินความใฝ่เรียนรู้ โดยข้อมูลถูกเก็บรวบรวมและวิเคราะห์โดยหา ค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติวัดขนาดผลกระทบ และทดสอบค่าที แบบไม่อิสระ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หลังจากการใช้การจัดการเรียนรู้โดยการใช้กระบวนการโค้ชชิ่งนักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยก่อนการทดลองเท่ากับ 3.60 คะแนน และหลังการทดลองเท่ากับ 3.87 คะแนน ซึ่งมีค่าเฉลี่ยสูงขึ้น 0.27 คะแนน และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนการทดลอง 1.06 และหลังการทดลอง 0.92 ซึ่งลดลงถึง 0.14 แสดงให้เห็นว่าผลการวิจัยนี้มีค่า t-test เท่ากับ 2.68 และค่า p-value เท่ากับ .005 แสดงถึงการมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .01</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunpuJ/article/view/6303
(RETRACTED ARTICLE)การบริหารงานวิชาการในศตวรรษที่ 21 โรงเรียนมัธยมศึกษา ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง
2026-07-21T15:16:23+07:00
แคทริยา วรรณปะเก วรรณปะเก
cattyteerak@gmail.com
พนัส จันทร์ศรีทอง
panus.ju@buu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการในศตวรรษที่ 21 ตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอน 2) เปรียบเทียบระดับการบริหารงานวิชาการในศตวรรษที่ 21 ตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอนจำแนกตามวุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการสอน 3) หาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการในศตวรรษที่ 21 ตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู รวม 217 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การทดสอบรายคู่ด้วยวิธีเชฟเฟ่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการบริหารงานวิชาการในศตวรรษที่ 21 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ยกเว้นด้านการพัฒนาและส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ และด้านการนิเทศการศึกษา ซึ่งอยู่ในระดับมาก 2) เปรียบเทียบตามวุฒิการศึกษา พบว่าโดยรวมไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการจัดการเรียนการสอนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่การจำแนกตามประสบการณ์ในการสอน พบความแตกต่างโดยรวมและรายด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้นด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ 3) แนวทางการพัฒนาควรมุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนที่ทันสมัย เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สอดคล้องกับบริบทชุมชน บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล ส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 การเรียนรู้เชิงรุก การทำ PLC ระบบประเมินผลที่โปร่งใส และการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และระบบนิเทศอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunpuJ/article/view/6336
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ เรื่อง รู้จักกับโปรแกรม Scratch ตามรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2026-07-22T08:55:36+07:00
พนิดา การฟุ้ง
phanidakanfung@gmail.com
ธีรชาติ น้อยสมบัติ
edunpujournal@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบทเรียนออนไลน์ 2) ศึกษาความเหมาะสมของบทเรียนออนไลน์ 3) ศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ 4) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนออนไลน์ 5) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 จำนวน 30 คน โรงเรียนนามนพิทยาคม อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม ด้วยวิธีการจับสลากโดยมีห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ บทเรียนออนไลน์ เรื่อง รู้จักกับโปรแกรม Scratch สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบประเมินความเหมาะสม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) บทเรียนออนไลน์ เรื่อง รู้จักกับโปรแกรม Scratch สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีกิจกรรมการเรียนรู้ 5 ขั้น ได้แก่ สร้างความสนใจ สำรวจและค้นหา อธิบายและลงข้อสรุปขยายความรู้ และประเมินผล 2) ความเหมาะสมของบทเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.11/86.00 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 4) ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นส่งผลต่อความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของนักเรียน อยู่ในระดับสูง 0.79 คิดเป็นร้อยละ 79 และ 5) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunpuJ/article/view/6426
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
2026-07-23T14:29:12+07:00
ธนพงษ์ บัวอาจ
thanaphong.bu@ksu.ac.th
ศศิธร แสนพันดร
edunpujournal@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำพื้นฐานของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยดำเนินการวิจัยเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ 2) การสร้างและหาประสิทธิภาพแผนการจัดการเรียนรู้ 3) การทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้ และ 4) การประเมินความพึงพอใจของนักเรียน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนเหล่ากลางร่วมวงศ์วิทยา อำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 11 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง ระยะเวลาทดลอง 3 สัปดาห์ รวม 6 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบฝึกทักษะจำนวน 5 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 6 แผน แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านออกเสียงคำพื้นฐาน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบวิลคอกซัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดการเรียนรู้ร่วมกับแบบฝึกทักษะมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.41/81.36 สูงกว่าเกณฑ์ 80/80 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6940 หรือร้อยละ 69.40 ทักษะการอ่านออกเสียงคำพื้นฐานของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวสามารถส่งเสริมทักษะการอ่านออกเสียงคำพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunpuJ/article/view/6480
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับแบบฝึกทักษะเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
2026-07-22T09:30:51+07:00
ปาริฉัตร บุญเลิศ
parichat.bo@ksu.ac.th
ศศิธร แสนพันดร
edunpujournal@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการในการจัดการเรียนรู้ 2) สร้างและหาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานร่วมกับแบบฝึกทักษะ 3) เปรียบเทียบทักษะการอ่านสะกดคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราก่อนและหลังเรียน และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน การวิจัยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา 4 ระยะ กลุ่มเป้าหมายในระยะทดลองเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคำป่าหว้าน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 19 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจงเครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ 8 แผน แบบฝึกทักษะ แบบทดสอบทักษะการอ่านสะกดคำ และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ประสิทธิภาพ E1/E2 ดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบอันดับที่มีเครื่องหมายของวิลคอกซัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนจำนวนมากมีผลการเรียนตามตัวชี้วัดด้านการอ่านต่ำกว่าร้อยละ 60 และต้องการกิจกรรมฝึกอ่านที่เป็นขั้นตอน 2) แผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะมีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ประสิทธิภาพเท่ากับ 91.81/75.53 ซึ่งประสิทธิภาพของผลลัพธ์ยังต่ำกว่าเกณฑ์ 80/80 และมีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6076 หรือร้อยละ 60.76 3) คะแนนทักษะการอ่านสะกดคำหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก</p>
2026-08-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม