วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunpuJ
th-TH
วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
2697-5890
<p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารครุศาสตร์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารครุศาสตร์เล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยนครพนม และคณาจารย์ท่านอื่น ๆ ในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p>
-
การจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาด้วยกระบวนการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดและความสามารถในแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunpuJ/article/view/5718
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดและความสามารถในแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดและความสามารถในแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น หลังการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ เมื่อเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีต่อการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาด้วยกระบวนการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 35 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มห้องเรียนแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบวัดทักษะการคิด 3) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา และ 4) แบบสอบวัดความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการคิดของนักเรียนเมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ พบว่าหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถในแก้ปัญหาของนักเรียน เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้สังคมศึกษาด้วยกระบวนการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>กระบวนการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ทักษะการคิด ความสามารถในแก้ปัญหา</p>
อิทธิเดช น้อยไม้
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
6 3
1
12
-
การพัฒนาความสามารถการอ่านจับใจความโดยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับแบบฝึกทักษะนิทานพื้นบ้านนครราชสีมาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunpuJ/article/view/5884
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้การอ่านจับใจความโดยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับแบบฝึกทักษะนิทานพื้นบ้านนครราชสีมาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการอ่านจับใจความ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับแบบฝึกทักษะนิทานพื้นบ้านนครราชสีมาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับแบบฝึกทักษะนิทานพื้นบ้านนครราชสีมาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนถนนสุรนารายณ์ (คุรุรัฐประชาสรรค์) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ห้อง 1 จำนวนนักเรียน 27 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบความสามารถการอ่านจับใจความ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้การอ่านจับใจความ โดยใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับแบบฝึกทักษะนิทานพื้นบ้านนครราชสีมาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 89.95/80.37 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ 2) การเปรียบเทียบความสามารถการอ่านจับใจความ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับแบบฝึกทักษะนิทานพื้นบ้านนครราชสีมาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า นักเรียนมีความสามารถการอ่านจับใจความหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับแบบฝึกทักษะนิทานพื้นบ้านนครราชสีมาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า ภาพรวม อยู่ในระดับ มาก</p>
Chutidech Supharat
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
6 3
13
23
-
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดกิจกรรมเป็นฐาน (ABL) เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการของนักศึกษาครู
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunpuJ/article/view/5910
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและหาคุณภาพรูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดกิจกรรมเป็นฐาน (ABL) เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการของนักศึกษาครู 2) เพื่อประเมินประสิทธิผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดกิจกรรมเป็นฐาน (ABL) เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการของนักศึกษาครู กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาครู สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ที่ลงทะเบียนเรียนวิชาชีววิทยาสำหรับครู 1 ภาคเรียนที่ 1/2568 จำนวน 24 คน ได้มาจากวิธีการ<br>สุมแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือวิจัย ได้แก่ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น คู่มือการนำรูปแบบไปใช้ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการ และแบบประเมินความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดหลังการทดลอง (The One-Shot Case Study)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดกิจกรรมเป็นฐาน (ABL) เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการของนักศึกษาครู มี 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. หลักการ 2. วัตถุประสงค์ 3. กระบวนการจัดการเรียนการสอน 4. ทรัพยากรและปัจจัยที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และ 5. การวัดและประเมินผล โดยมีกระบวนการจัดการเรียนการสอน 5 ขั้นตอนสำคัญ คือ ขั้นนำและกระตุ้นความสนใจ (Engagement), ขั้นศึกษาและสืบค้น (Exploration), ขั้นกิจกรรมและอภิปราย (Activity and Discussion), ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสะท้อนคิด (Reflection) และขั้นประเมินผลและประยุกต์ใช้ (Application) 2) ผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ พบว่า ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นบูรณาการของนักศึกษาครู หลังการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ อยู่ในระดับดีมาก และความพึงพอใจของนักศึกษาครูในการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามแนวคิดกิจกรรมเป็นฐานฯ อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
วุฒิชัย ฤทธิ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
6 3
24
39
-
การพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง (PjBL-WBL) ผ่านแผงทดลองวงจรรวม เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์โครงงานอิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunpuJ/article/view/5986
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ แบบใช้โครงงานเป็นฐานร่วมกับการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง (PjBL-WBL) โดยใช้แผงทดลองวงจรรวม (2) ศึกษาประสิทธิภาพของนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบ PjBL-WBL ที่พัฒนาขึ้น (3) ประเมินผลการสร้างสรรค์โครงงานอิเล็กทรอนิกส์ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหลังการใช้นวัตกรรม และ (4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ PjBL-WBL ผ่านแผงทดลองวงจรรวม</p> <p> วิธีดำเนินการ ได้แก่ (1) การศึกษาวิเคราะห์ ออกแบบนวัตกรรมความต้องการของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (2) พัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบ PjBL-WBL และแผงทดลองวงจรรวม (3) ทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนระดับ ปวช. ปีที่ 3 สาขาอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 30 คน จากการเลือกแบบเจาะจง และ (4) การประเมินผลและปรับปรุงนวัตกรรม เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบประเมินคุณภาพนวัตกรรม แบบประเมินความสามารถในการสร้างสรรค์โครงงาน แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรมที่พัฒนามีคุณภาพในระดับดีถึงดีมาก นักเรียนสามารถสร้างสรรค์โครงงานอย่างมีประสิทธิภาพคะแนนเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับดี นักเรียนมีความพึงพอใจระดับมาก</p> <p> ผลจากการวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ PjBL-WBL ผ่านการใช้แผงทดลองวงจรรวม เป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการพัฒนาผู้เรียนในสายวิชาชีพให้มีความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะการทำงานที่สอดคล้องกับโลกของอาชีพในศตวรรษที่ 21</p>
Thachanat Phongto
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
6 3
40
51
-
ความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานเป็นทีมกับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunpuJ/article/view/6047
<p> การทำงานเป็นทีมของบุคลากรในสถานศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพการจัดการเรียนรู้ จึงจำเป็นต้องศึกษาความสัมพันธ์ของทั้งสองด้านเพื่อใช้พัฒนาการจัดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาและเปรียบเทียบการทำงานเป็นทีม จำแนกตามสถานภาพและขนาดของสถานศึกษา (2) ศึกษาและเปรียบเทียบการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ จำแนกตามสถานภาพและขนาดของสถานศึกษา และ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานเป็นทีมกับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหาร 90 คน และครู 170 คน รวม 260 คน ได้มาด้วยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ แบบสอบถามการทำงานเป็นทีม และแบบสอบถามการพัฒนาการจัดการเรียนรู้</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) การทำงานเป็นทีมอยู่ในระดับมาก การเปรียบเทียบตามสถานภาพพบว่าผู้บริหารและครูมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 และเมื่อจำแนกตามขนาดสถานศึกษา พบความแตกต่างทั้งโดยรวมและรายด้านอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 (2) การพัฒนาการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก การเปรียบเทียบตามสถานภาพพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 และเมื่อเปรียบเทียบตามขนาดสถานศึกษา พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 เช่นกัน (3) การทำงานเป็นทีมมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับค่อนข้างสูงกับการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ( Rxy= .75)</p>
ฉัตรมงคล ติ้ววงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
6 3
52
69
-
ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1
https://so08.tci-thaijo.org/index.php/edunpuJ/article/view/6079
<p> การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมความร่วมมือภายในสถานศึกษาและส่งผลต่อประสิทธิผลของการดำเนินงาน จึงมีความจำเป็นในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแนวทางการบริหารดังกล่าวกับประสิทธิผลของสถานศึกษา การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาและเปรียบเทียบการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหาร จำแนกตามสถานภาพและขนาดของสถานศึกษา (2) ศึกษาและเปรียบเทียบประสิทธิผลของสถานศึกษา จำแนกตามสถานภาพและขนาดของสถานศึกษา และ (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารกับประสิทธิผลของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 90 คน และครู 170 คน รวม 260 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ แบ่งเป็น 2 ฉบับ ได้แก่ (1) แบบสอบถามการบริหารมีส่วนร่วมของผู้บริหาร มีค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหา .60–1.00 ค่าอำนาจจำแนก .55–.92 และค่าความเชื่อมั่น .98 (2) แบบสอบถามประสิทธิผลของสถานศึกษา มีค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหา .60–1.00 ค่าอำนาจจำแนก .61–.93 และค่าความเชื่อมั่น .98 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารอยู่ในระดับมาก เมื่อจำแนกตามสถานภาพและขนาดสถานศึกษา พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (2) ประสิทธิผลของสถานศึกษาอยู่ในระดับมาก และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเมื่อจำแนกตามสถานภาพและขนาดสถานศึกษา ที่ระดับ .01 (3) การบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับค่อนข้างสูงกับประสิทธิผลของสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ( = .79)</p>
ณิชนันทน์ พรมรินทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
6 3
70
88