วารสารร่มยูงทอง https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong <p> </p> <p><strong>วารสารร่มยูงทอง</strong></p> <p><strong>Rom Yoong Thong Journal</strong></p> <p><strong>ISSN :</strong> 2985-0193 (Online)</p> <p><strong>กำหนดระยะเวลาการเผยแพร่ จำนวน 3 ฉบับต่อปี</strong></p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน (เผยแพร่ เดือนพฤษภาคม)<br />ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม (เผยแพร่ เดือนกันยายน)<br />ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม (เผยแพร่ เดือนมกราคม)</p> <p> </p> <p> </p> คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี th-TH วารสารร่มยูงทอง 2985-0193 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันของพนักงาน บริษัท ไทยเซ็นเตอร์ฟู้ด โปรดักส์ จำกัด จังหวัดนครปฐม https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/5604 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) แรงจูงใจ 2) ความผูกพันของพนักงาน 3) เปรียบเทียบความผูกพันของพนักงาน จำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล 4) ปัจจัยจูงใจที่มีผลต่อความผูกพันของพนักงาน และ 5) ปัจจัยค้ำจุนที่มีผลต่อความผูกพันของพนักงาน บริษัท ไทยเซ็นเตอร์ฟู้ด โปรดักส์ จำกัด ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากพนักงานจำนวน 150 คน และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือร้อยละ ค่าเฉลี่ย ทดสอบสมมติฐานแบบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์ความถดถอยแบบพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุนอยู่ในระดับมาก 2) ความผูกพันของพนักงานอยู่ในระดับมาก 3) อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ระยะเวลาการปฏิบัติงาน และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของพนักงานที่แตกต่างกันมีความผูกพันต่อองค์การไม่แตกต่างกัน 4) ปัจจัยจูงใจด้านการได้รับการยอมรับมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความผูกพันของพนักงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 5) ปัจจัยค้ำจุนด้านความมั่นคงในการปฏิบัติงาน ด้านเงินเดือน และด้านชีวิตความเป็นอยู่ส่วนตัว มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความผูกพันของพนักงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยความมั่นคงในการปฏิบัติงานมีอิทธิพลมากที่สุด จากผลการศึกษา องค์การควร 1) ส่งเสริมการได้รับการยอมรับ โดยมอบรางวัลและประกาศเกียรติคุณพนักงานที่มีผลงานดีเด่น เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นและนำเสนอแนวคิด พร้อมจัดระบบประเมินผลงานที่ชัดเจนเป็นธรรม 2) เสริมสร้างความมั่นคงในการทำงาน โดยกำหนดเส้นทางความก้าวหน้าที่ชัดเจนและปรับปรุงโครงสร้างเงินเดือนให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพ และ 3) สนับสนุนคุณภาพชีวิต ด้วยการส่งเสริมการทำงานที่ยืดหยุ่นเพื่อสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว</p> พิชญ์สินี สินสุพรรณ สุธรรม พงศ์สำราญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 3 3 1 17 แนวทางการสื่อสารการประยุกต์ใช้รูปแบบการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ (OBE) ภายใต้แนวคิดการหลอมรวมสื่อ สาขาวิชาทัศนศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาศิลปะจูไห่ ประเทศจีน https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/5607 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์แนวทางการสื่อสารการประยุกต์ใช้รูปแบบการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ (OBE) ภายใต้แนวคิดการหลอมรวมสื่อ และ 2) ประเมินผลแนวทางการสื่อสารการประยุกต์ใช้รูปแบบการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ (OBE) ภายใต้แนวคิดการหลอมรวมสื่อสาขาวิชาทัศนศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาจูไห่ ประเทศจีน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา โดยใช้ค่าเฉลี่ยเพื่อแสดงค่ากลางของความพึงพอใจหรือความคิดเห็น และหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเพื่อดูจำนวนหรือสัดส่วนของผู้ตอบในแต่ละระดับ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการสื่อสารการประยุกต์ใช้รูปแบบการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ (OBE) ภายใต้แนวคิดการหลอมรวมสื่อสาขาวิชาทัศนศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาจูไห่ ประเทศจีน การจัดการเรียนการสอนควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคและสังคม เน้นให้นักศึกษาเห็นภาพผลงานจริง ไม่เน้นแค่ความสวยงาม คอยสนับสนุนให้นักศึกษาได้ฝึกคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ ฝึกการทำงานเป็นทีม ควรมุ่งสร้างบัณฑิตที่มีสมรรถนะจริง คิดสร้างสรรค์ ใช้เทคโนโลยีได้ ประเมินผลงานตามจริง ผสมผสานสื่อดิจิทัล ผลการประเมิน<br />แนวทางการสื่อสารการประยุกต์ใช้รูปแบบการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ (OBE) พบว่า แนวทางการประยุกต์ใช้รูปแบบการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ภายใต้แนวคิดการหลอมรวมสื่อฯ มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในเชิงการนำไปใช้จริง โดยผลการประเมินแนวทางอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยทุกด้านรวมเท่ากับ = 4.22 (S.D. = 0.70)</p> เยี่ยน ซื่อตี๋ เหมือนฝัน คงสมแสวง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 3 3 18 33 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อซ้ำของผู้บริโภคร้านขนมหวานอาฟเตอร์ ยู ในเขตกรุงเทพมหานคร https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/5694 <p>การศึกษางานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกันมีผลต่อความตั้งใจซื้อซ้ำของผู้บริโภคร้านขนมหวานอาฟเตอร์ ยู ในเขตกรุงเทพมหานคร และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อซ้ำของผู้บริโภคร้านขนมหวานอาฟเตอร์ ยู ในเขตกรุงเทพมหานคร เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ (Online Questionnaire) จากกลุ่มตัวอย่างตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) คือผู้บริโภคที่เคยบริโภคสินค้าร้านขนมหวาน อาฟเตอร์ ยู ในเขตกรุงเทพมหานคร อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวนทั้งสิ้น 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเชื่อมั่นและความเที่ยงตรงของเนื้อหาแล้ว ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.827 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณที่ระดับนัยสำคัญ .05</p> <p>ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า 1) ลักษณะประชากรศาสตร์ ด้านเพศ ที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อซ้ำของผู้บริโภคร้านขนมหวานอาฟเตอร์ ยู แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ในส่วนของลักษณะประชากรศาสตร์ ด้านอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อซ้ำของผู้บริโภคร้านขนมหวานอาฟเตอร์ ยู ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ปัจจัยด้านภาพลักษณ์องค์การ ภาพลักษณ์ตราสินค้า คุณภาพสินค้า คุณภาพบริการ และความไว้วางใจในตราสินค้า มีความสัมพันธ์ส่งผลทางบวกต่อความตั้งใจซื้อซ้ำของผู้บริโภคร้านขนมหวานอาฟเตอร์ ยู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ศศิธร ศรีสังข์ ปิยภรณ์ ชูชีพ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 3 3 34 51 การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบเปิดเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้สู่การสูงวัยอย่างมีพลัง ของผู้สูงวัยในภาคตะวันออก https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/5803 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความต้องการความรู้และรูปแบบการเรียนรู้ที่จำเป็นในการส่งเสริมการเรียนรู้สู่การสูงวัยอย่างมีพลังของผู้สูงวัยในภาคตะวันออก และเพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบเปิดเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้สู่การสูงวัยอย่างมีพลังของผู้สูงวัยในภาคตะวันออก เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เอกสารและการสนทนากลุ่มผู้สูงอายุในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จำนวน 6 ชมรม รวมจำนวน 98 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงวัยในภาคตะวันออกมีความต้องการความรู้ที่จำเป็น 3 ด้านคือ 1) ความรู้ด้านสุขภาพ ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ 2) ความรู้เกี่ยวกับการสร้างความมั่นคงในชีวิต โดยเฉพาะความปลอดภัยด้านทรัพย์สินและการสร้างรายได้ และ 3) ความรู้ด้านการมีส่วนร่วมในสังคมซึ่งเน้นการปรับตัวให้เข้ากับลูกหลาน ทั้งนี้ มีข้อสังเกต คือ ผู้สูงวัยในภาคตะวันออกมีการเปิดรับสื่อออนไลน์หลากหลายแพลตฟอร์มจึงให้ความสำคัญกับการรู้เท่าทันสื่อและทักษะดิจิทัล สำหรับการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบเปิดประกอบด้วย 1) การออกแบบเนื้อหาที่ตอบสนองความต้องการความรู้ที่จำเป็น และ 2) การสร้างสรรค์รูปแบบการเรียนรู้ที่เข้าถึงและเข้าใจง่าย คือเป็นคลิปสั้น มีภาพประกอบที่สวยงาม หลีกเลี่ยงภาพเชิงลบ เล่าเรื่องเน้นความสนุก ลำดับชัดเจน ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ใช้ผู้นำเสนอที่มีบุคลิกภาพดีน่าเชื่อถือ อาจมีการสาธิต และเป็นสื่อที่สร้างการมีส่วนร่วม</p> สุชาดา พงศ์กิตติวิบูลย์ ปาจารีย์ ปุรินทวรกุล สุธิดา ชิโนดม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 3 3 52 65 โมเดลความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืนสำหรับองค์การภาคอุตสาหกรรมการผลิต ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/5819 <p>การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืนในองค์การภาคอุตสาหกรรมการผลิตในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาคุณลักษณะทั่วไปขององค์การภาคอุตสาหกรรมการผลิตในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และระดับความสำคัญของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน 2) พัฒนาโมเดลความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืนสำหรับองค์การภาคอุตสาหกรรมการผลิตในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ 3) ตรวจสอบความเหมาะสมในทางปฏิบัติของโมเดลความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืนสำหรับองค์การภาคอุตสาหกรรมการผลิตในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นการวิจัยแบบผสม โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง 400 โรงงาน จากประชากรเป้าหมาย 28,358 โรงงาน สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ และผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ในการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นองค์การธุรกิจขนาดกลาง (52.00%) มีระยะเวลาประกอบธุรกิจ 5 ปี – 10 ปี (44.50%) มีรายได้ต่อปีต่ำกว่า 100 ล้านบาท (46.80%) และตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร (24.00%) ส่วนระดับความสำคัญของปัจจัย โดยรวมอยู่ในระดับมาก (M = 3.628, SD = .821) เมื่อพิจารณารายตัวแปร พบว่า ปัจจัยที่มีความสำคัญมากที่สุดคือ กลยุทธ์ดิจิทัลและนวัตกรรม รองลงมาคือ ความสามารถเชิงกลยุทธ์ วัฒนธรรมองค์การและทุนมนุษย์ ความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายและระบบนิเวศธุรกิจ และทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ ตามลำดับ โมเดลที่สร้างขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ทรัพยากรเชิงกลยุทธ์ วัฒนธรรมองค์การและทุนมนุษย์ ความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายและระบบนิเวศธุรกิจ ความสามารถเชิงกลยุทธ์ กลยุทธ์ดิจิทัลและนวัตกรรม และความสำเร็จในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน โมเดลนี้มีความเหมาะสมเชิงปฏิบัติ สามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารในอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน</p> เบญจพนธ์ มีเงิน ภูม ศรีสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 3 3 66 88 กระบวนการออกแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยชุมชนเทศบาลเมืองหนองปลิง จังหวัดกำแพงเพชร https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/5936 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการออกแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และ 2) ออกแบบกระบวนการจัดการเทศกาลส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน เทศบาลเมืองหนองปลิง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มประชากรประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ ประชาชนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยว กลุ่มตัวอย่างจำนวน 426 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการออกแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่คือ แนวคิดห่วงโซ่คุณค่าการท่องเที่ยว (Tourism Value Chain) ซึ่งเชื่อมโยงกิจกรรมด้านอาหารและเครื่องดื่ม งานฝีมือ แหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมสันทนาการ และบริการสนับสนุนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมีการมีส่วนร่วมของนักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ และชุมชนในพื้นที่เป็นกลไกสำคัญในการร่วมกำหนดแนวคิด เป้าหมาย รูปแบบกิจกรรม และการจัดการพื้นที่ ส่งผลให้การออกแบบสามารถสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่กับการตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างเป็นรูปธรรม ผลการออกแบบกระบวนการดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาเทศกาลในรูปแบบตลาดวัฒนธรรมภายใต้ชื่อ “ตลาดพาเพลิน” ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 4 ด้าน ได้แก่ 1) กิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการใช้ภาชนะย่อยสลายได้ 2) กิจกรรมร้านค้าจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มพื้นถิ่น 3) กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์และงานฝีมือ และ 4) การจัดการพื้นที่เวทีกลางและการแสดงดนตรี ผลการประเมินความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมกิจกรรมพบว่า ภาพรวมการจัดงานอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.30) โดยกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์และงานฝีมือได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงสุด (ค่าเฉลี่ย = 4.43) ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางให้ชุมชนและหน่วยงานภาครัฐพัฒนาและจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ตามอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน</p> ประพล จิตคติ ศิริพร โสมคำภา วัชรัศน์ ศรีวิริยะกิจ เกศรินทร์ เมฆโพธิ์ ขวัญ พิกุลทอง ภัทรวดี จิตคติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 3 3 89 108 องค์ประกอบของผู้มีอิทธิพลทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อ สินค้าแฟชั่นออนไลน์ของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/5992 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของผู้มีอิทธิพลทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าแฟชั่นออนไลน์ของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร และ 2) วิเคราะห์องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมดังกล่าว โดยกลุ่มเป้าหมายคือผู้บริโภคอายุระหว่าง 18 – 50 ปีขึ้นไปที่มีประสบการณ์ในการติดตามอินฟลูเอนเซอร์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, TikTok และ Instagram กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยจำนวน 400 คน ได้จากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า อิทธิพลของผู้มีอิทธิพลทางการตลาดส่งผลต่อแรงกระตุ้น และพฤติกรรมการซื้อสินค้าแฟชั่นออนไลน์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานครอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยตัวแปรด้านความสอดคล้องกับแบรนด์ (Brand Fit) มีอิทธิพลมากที่สุด (Beta = 0.378) รองลงมาคือ ความชื่นชอบ (Beta = 0.214) ความน่าเชื่อถือ (Beta = 0.205) และความเชี่ยวชาญ (Beta = 0.135) ตามลำดับ ทั้งนี้แบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการซื้อสินค้าแฟชั่นออนไลน์ได้ร้อยละ 73.5 (R² = 0.735)</p> อรอุมา วิทยารักษ์นุกูล จิตระวี ทองเถา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 3 3 109 128 การสร้างตราสินค้าธุรกิจต้นแบบเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้สูงอายุ: กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรผลิตวุ้นมะพร้าว มะพร้าวเผา บ้านท่าวารี อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6053 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ศักยภาพและความต้องการในการสร้างตราสินค้าของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรบ้านท่าวารี 2) ร่วมออกแบบและพัฒนาต้นแบบธุรกิจ และ 3) ประเมินผลการใช้ต้นแบบธุรกิจในบริบทของชุมชน โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ผ่านการสังเกต การจดบันทึก การประชุม การสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการประชุมเชิงปฏิบัติการ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 102 คน ได้แก่ ประธาน รองประธาน เลขากลุ่มวิสาหกิจ กรรมการวิสาหกิจชุมชนกลุ่ม สมาชิกวิสาหกิจชุมชน นักวิชาการ/อาจารย์/ผู้เชี่ยวชาญ และนักศึกษา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ศักยภาพและความต้องการในการสร้างตราสินค้าของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรบ้านท่าวารี มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตวุ้นมะพร้าวและมะพร้าวเผา มีความพร้อมด้านวัตถุดิบ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และแรงงานผู้สูงอายุ 2) การร่วมออกแบบและพัฒนาต้นแบบธุรกิจตามกรอบ Business Model Canvas ทำให้เกิดตราสินค้าใหม่ 7 แบบ ผลิตภัณฑ์ใหม่ 6 รายการ และการขยายช่องทางตลาดทั้งเชิงพาณิชย์และออนไลน์ เช่น TikTok Market และศูนย์จำหน่ายสินค้า OTOP เชิงพาณิชย์ และ 3) ผลการประเมินต้นแบบธุรกิจมีประสิทธิภาพร้อยละ 78 ด้วยการตรวจสอบสามเส้า สะท้อนว่ากระบวนการสร้างตราสินค้าสามารถเชื่อมโยงผู้สูงอายุเข้ากับการสร้างคุณค่าและรายได้อย่างยั่งยืน ต้นแบบธุรกิจนี้จึงเป็นแนวทางที่ส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> ดลฤดี พลมิตร อโณทัย หาระสาร บุญฑวรรณ วิงวอน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 3 3 129 146 คุณภาพชีวิตการทำงานที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการทำงาน ของพนักงานบริษัท ABC ลีสซิ่ง จำกัด https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/5693 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความแตกต่างของลักษณะประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานบริษัท ABC ลีสซิ่ง จำกัด และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตการทำงานที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานบริษัท ABC ลีสซิ่ง จำกัด ใช้รูปแบบวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานบริษัท ABC ลีสซิ่ง จำกัด จำนวน 206 คน ได้มาจากการใช้สูตรคำนวณของ (Taro Yamane, 1973) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ<br />ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน F-test และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ความแตกต่างของลักษณะประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานบริษัท ABC ลีสซิ่ง จำกัด ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (73.3 %) มีอายุ 31-40 ปี (74.4 %) มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี (91.7 %) มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 – 30,000 บาท ต่อเดือน (61.7 %) และมีจำนวนปีที่ทำงาน 6-10 ปีขึ้นไป (82.5 %) และ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตการทำงานที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานบริษัท ABC ลีสซิ่ง จำกัด พบว่า ด้านค่าตอบแทบที่เป็นธรรมและเพียงพอ ด้านความก้าวหน้าในการทำงาน ด้านสิทธิส่วนบุคคลในการทำงาน ด้านการทำงานร่วมกัน ด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน และด้านความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสังคม มีความความสัมพันธ์กับความพึงพอในการทำงานของพนักงานบริษัท ABC ลีสซิ่ง จำกัด ที่ระดับนัยสำคัญ .05</p> เพ็ญพิชญา รักคำ ปิยภรณ์ ชูชีพ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 3 3 147 165 ผลการจัดการเรียนรู้เรื่องสุภาษิตไทยเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/5792 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบฝึกทักษะเรื่องสุภาษิตไทยของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่องสุภาษิตไทยก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจงเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนหนองนาแซงวิทยา จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะเรื่องสุภาษิตไทย 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test (dependent Sample)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านผลการพัฒนาแบบฝึกทักษะเรื่อง สุภาษิตไทยของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะเรื่อง สุภาษิตไทย พบว่าผู้เรียนมีการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์จากแบบฝึกทักษะ และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น ผ่านเกณฑ์ประสิทธิภาพ คือ 75.70/79.90 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 70/70 และ ​​2) ด้านผลการเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่องสุภาษิตไทย จากการทดสอบ t-test (Dependent) ก่อนเรียนผ่านเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 46.47 และหลังเรียนผ่านเกณฑ์คิดเป็นร้อยละ 77.94 แสดงให้เห็นว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน</p> ฐิติรดา เปรมปรี ธัญธร หิงสันเทียะ ปนิดา สิทธิสาร อุมาพร ชอบใจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 3 3 166 179 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับพฤติกรรมการใช้งานกับความผูกพันของผู้ใช้ TikTok ในกลุ่มคนรุ่นเจนเนอเรชันซี ในกรุงเทพมหานคร https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6048 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการใช้งานแอปพลิเคชัน TikTok กับความผูกพันของผู้ใช้ในกลุ่มคนรุ่นเจนเนอเรชันซีที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน TikTok ในกลุ่มคนรุ่นเจนเนอเรชันซี ซึ่งไม่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอน กลุ่มตัวอย่างกำหนดขนาดโดยใช้สูตรของ Cochran ได้จำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 400 คน และใช้การสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามออนไลน์โดยจัดเก็บข้อมูลผ่าน Google Form เผยแพร่แบบสอบถามผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการใช้งานและความผูกพันของผู้ใช้ TikTok ในกลุ่มคนรุ่นเจนเนอเรชันซีโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และพฤติกรรมการใช้งานมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความผูกพันของผู้ใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ชญาดา มายะนันท์ จิตระวี ทองเถา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 3 3 180 201 การพัฒนานวัตกรรมสื่อภาษาจีนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐาน อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมชุมชน อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/5842 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์บริบทของชุมชนด้านอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความต้องการนวัตกรรมสื่อภาษาจีนของท่องเที่ยว 2) หาแนวทางการพัฒนานวัตกรรมสื่อภาษาจีนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมชุมชน และ 3) การพัฒนาสื่อภาษาจีนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมชุมชน อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง เป็นการวิจัย<br />เชิงคุณภาพ เครื่องมือวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วยผู้ประกอบการในท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ชาวบ้านและนักท่องเที่ยว รวม 30 คน วิเคราะห์เนื้อหาและจัดหมวดหมู่ข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) บริบทอำเภอเกาะคาเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมยาวนาน <br />โดยมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ทั้งแหล่งโบราณสถาน แหล่งวัฒนธรรมล้านนา และประเพณีท้องถิ่นที่ยังคงได้รับการสืบทอดอย่างต่อเนื่อง เช่น วัดพระธาตุลำปางหลวง งานปั้นเซรามิกและเครื่องปั้นดินเผา งานหัตถกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเพณีและพิธีกรรมล้านนา รวมถึงวิถีชีวิตชุมชนที่พึ่งพาตนเอง 2) ชุมชนมีความต้องการสื่อนวัตกรรมในการสื่อสารภาษาจีน เพราะปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมากทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ และ 3) แนวทางการพัฒนานวัตกรรมสื่อภาษาจีนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมชุมชน เน้นการถ่ายทอดเรื่องราวตำนานพื้นบ้านและคุณค่าทางวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตและงานหัตถกรรมท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวไปสู่นักท่องเที่ยวชาวจีนได้ด้วยการสร้างนวัตกรรม คือ การจัดทำสื่อแปลภาษาจีนที่มีความถูกต้องและสร้างสรรค์ในรูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และรหัสตอบสนองอย่างรวดเร็วที่มีการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวบนฐานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน รวมถึงภาพประกอบที่สื่อความหมายและสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว</p> สุพรรณษา วงค์สวัสดิ์ นลัท ชินสงคราม ลี่ ลี่ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 3 3 202 218 ผลกระทบของระดับการเปิดเผยข้อมูล และโครงสร้างธรรมาภิบาลองค์กร ต่อความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/5528 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ผลกระทบของระดับการเปิดเผยข้อมูลต่อความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ 2) วิเคราะห์ผลกระทบของโครงสร้างธรรมาภิบาลองค์กรต่อความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนฯ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากบริษัทจดทะเบียนฯ ที่มีข้อมูลครบถ้วนและเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่องในช่วงปี พ.ศ. 2562–2566 จำนวน 552 บริษัท คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบมีเงื่อนไข (purposive sampling) จากฐานข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) งบการเงินประจำปี หมายเหตุประกอบงบการเงิน รายงานประจำปี เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ และข่าวสารของบริษัท การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ โดยกำหนดตัวแปรตาม ได้แก่ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ความผันผวนของผลตอบแทนหุ้น และความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ส่วนตัวแปรอิสระ ได้แก่ ระดับการเปิดเผยข้อมูล (CG Score, ESG Rating และการเข้าร่วมโครงการ Thai-CAC) และโครงสร้างธรรมาภิบาลองค์กร (สัดส่วนกรรมการอิสระ ขนาดของคณะกรรมการบริษัท และจำนวนครั้งของการประชุมคณะกรรมการต่อปี) โดยทดสอบนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระดับการเปิดเผยข้อมูลด้าน CG Score มีอิทธิพลเชิงบวกต่ออัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ขณะที่ ESG Rating และการเข้าร่วมโครงการ Thai-CAC ไม่มีอิทธิพล นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลทั้งสามด้านไม่มีอิทธิพลต่อความผันผวนของผลตอบแทนหุ้นและความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ในส่วนของโครงสร้างธรรมาภิบาลองค์กร พบว่า ขนาดของคณะกรรมการบริษัทมีอิทธิพลเชิงลบต่อความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และจำนวนครั้งของการประชุมคณะกรรมการต่อปีมีอิทธิพลเชิงลบต่อความผันผวนของผลตอบแทนหุ้น ในทางกลับกัน ขนาดของคณะกรรมการบริษัทมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความผันผวนของผลตอบแทนหุ้น อย่างไรก็ตาม สัดส่วนกรรมการอิสระไม่มีอิทธิพลต่ออัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ความผันผวนของผลตอบแทนหุ้น และความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง โดยผลการวิเคราะห์ทั้งหมดมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05</p> ศิวสณี กิตติชัยชูพงศ์ ประเทือง นรินทรางกูล ณ อยุธยา ธนาวดี สมคะเน อัมราภรณ์ เพชรวาลี พรรณทิพย์ อย่างกลั่น ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 3 3 219 233 ความท้าทายของการจัดการน้ำท่วมอย่างยั่งยืนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6036 <p>บทความเรื่องความท้าทายของการจัดการน้ำท่วมอย่างยั่งยืนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายถึงแนวคิดการจัดการน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย การแก้ปัญหาที่อาศัยโดยธรรมชาติเป็นหลัก ระบบระบายน้ำที่ยั่งยืน การจัดการน้ำท่วมแบบบูรณาการ การจัดการที่ราบลุ่มน้ำท่วม ความยืดหยุ่นและการจัดการเชิงปรับตัว โดยประเทศไทยได้นำแนวคิดการจัดการน้ำท่วมแบบบูรณาการมาประยุกต์ใช้กับการจัดการลุ่มน้ำโขงและลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นจังหวัดที่อยู่ภายใต้การจัดการลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา การจัดการน้ำท่วมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและน้ำขังในพื้นที่ระยะเวลานานหลายเดือน โดยมาจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม และมีฝนตกชุกในฤดูฝน การตัดสินใจของผู้บริหารในระบายน้ำจากเขื่อนโดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดของสภาพพื้นที่รับน้ำและขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยมีประเด็นที่ท้าทายต่อการจัดการน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ได้แก่ สภาพดิน ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก การใช้เทคโนโลยีใหม่และผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในระดับสูง การขยายตัวของเมือง การจัดการแบบองค์รวมตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ การดูแลอย่างสม่ำเสมอไม่ปล่อยให้เสื่อมโทรม ความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน</p> วราภรณ์ ศรีบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 3 3 234 250 Enhancing Interest in Leadership Roles among Chinese Students in a Thai University Context https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/5724 <p>The cultivation of leadership interest among Chinese students in Thai universities is crucial for developing future leaders and ensuring the sustainable development of student organizations. This study investigated the complex internal and external factors influencing leadership motivation among this student population. Employing a qualitative case study methodology informed by participatory action research principles, the study conducted in-depth interviews with 14 Chinese MBA students at a Thai university.</p> <p>The findings revealed that students' willingness to assume leadership positions resulted from a dynamic interplay between motivating and hindering factors: internal drivers such as self-discovery and career investment were counterbalanced by self-doubt and lack of vision, while external motivators including recognition and cultural responsibility contended with academic pressures, bureaucratic inefficiencies, and insufficient institutional support. The study further identified a notable "hierarchy of reluctance" phenomenon, wherein leadership willingness decreased as responsibility levels increased, significantly influenced by cultural norms.</p> <p>This research concluded that enhancing student leadership interest required systematic resolution of these competing factors rather than mere encouragement. Accordingly, the study proposed comprehensive strategies including: integrating leadership roles into academic credit systems, optimizing administrative processes, establishing robust support mechanisms, and implementing culturally responsive initiatives. These recommendations aimed to collectively foster a supportive environment that effectively stimulated student leadership development.</p> Yu Xu Supakorn Suradinkura Chanin Amornbuth Kanin Khaniyao Waraphorn Boonyachak ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 3 3 251 264