วารสารร่มยูงทอง https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong <p> </p> <p><strong>วารสารร่มยูงทอง</strong></p> <p><strong>Rom Yoong Thong Journal</strong></p> <p><strong>ISSN :</strong> 2985-0193 (Online)</p> <p><strong>กำหนดระยะเวลาการเผยแพร่ จำนวน 3 ฉบับต่อปี</strong></p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน (เผยแพร่ เดือนพฤษภาคม)<br />ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม (เผยแพร่ เดือนกันยายน)<br />ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม (เผยแพร่ เดือนมกราคม)</p> <p> </p> <p> </p> คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี th-TH วารสารร่มยูงทอง 2985-0193 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ของกลุ่มการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านกิ่ว อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6757 <p> การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์ศักยภาพของกลุ่มการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านกิ่ว 2) พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสินค้าชุมชนและ 3) จัดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวภายในอำเภอแม่ทะจังหวัดลำปาง โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นสมาชิกกลุ่มการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านกิ่วจำนวน 30 คน ใช้การสัมภาษณ์ การสังเกตและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้</p> <p> ผลการศึกษาจากการประเมินศักยภาพ พบว่า กลุ่มการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านกิ่วมีศักยภาพเอื้อต่อการจัดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพด้านภูมิปัญญา สินค้าเกษตรปลอดภัย แต่ขาดคนรุ่นใหม่เข้ามาขับเคลื่อนทำให้ขาดนักสื่อความหมายรวมถึงขาดแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ชัดเจน ส่วนโอกาสคือภาครัฐส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แนวทางการพัฒนาคือคุณภาพและบริการด้านการท่องเที่ยว การสร้างมูลค่าเพิ่มและพัฒนาสินค้าชุมชนให้มีอัตลักษณ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสินค้าชุมชนคือ กิจกรรมการแช่เท้าสมุนไพร, การทำถุงหอม, การทำบัวลอยไข่ผำ, การสานตาแหลวและการทำ ECO Print การพัฒนาสินค้าชุมชน คือ น้ำพริกไข่ผำ, ผงกล้วยออแกนิค, สินค้าจากผ้างาขี้ม่อน, ผ้างาขี้ม่อนผสมไผ่, สินค้าจากไม้ไผ่ การสื่อสารการตลาดโดยออกแบบโลโก้กลุ่มฯและเส้นทางการท่องเที่ยวเส้นทาง 1 วันและ 2 วัน 1 คืนรวมถึงคู่มือโปรแกรมเส้นทางท่องเที่ยว สื่อวีดิทัศน์เผยแพร่ทาง ยูทูบและ เฟซบุ๊ก</p> เกศณีย์ สัตตรัตนขจร สนธิญา สุวรรณราช กมลวรรณ ทาวัน สุพรรณี คำวาส อัจฉรา เมฆสุวรรณ อัญธิชา รุ่งแสง ขจรศักดิ์ วงศ์วิราช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 2 1 18 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความหลงใหลในคราฟต์เบียร์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6836 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของทัศนคติ, บรรทัดฐานเชิงอัตวิสัย, การรับรู้การควบคุมพฤติกรรม และแรงจูงใจเชิงสุขนิยมที่มีผลต่อความหลงใหลในคราฟต์เบียร์ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร ภายใต้กรอบแนวคิด Theory of Planned Behavior (TPB) ร่วมกับ Hedonic Consumption Theoryกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริโภคคราฟต์เบียร์ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 404 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความถี่ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีสัดส่วนเพศชายและเพศหญิงเท่ากัน ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 31 – 35 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี และประกอบอาชีพข้าราชการ พนักงานของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ โดยมีรายได้เฉลี่ย 25,001 – 35,000 บาทต่อเดือน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เริ่มบริโภคคราฟต์เบียร์มาแล้วไม่น้อยกว่า 19 เดือน มีความถี่ในการบริโภค 1 – 2 ครั้งต่อเดือน และนิยมบริโภคในบาร์หรือผับที่มีเชี่ยวชาญคราฟต์เบียร์ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยทั้ง 4 ด้าน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความหลงใหลในคราฟต์เบียร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยด้านทัศนคติมีความสัมพันธ์สูงที่สุด รองลงมาคือ บรรทัดฐานเชิงอัตวิสัย แรงจูงใจเชิงสุขนิยม และการรับรู้การควบคุมพฤติกรรม ตามลำดับ</p> กมลลักษณ์ พระสิงห์ ณัฐพล พันธุ์ภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 2 19 36 บทบาทของความผูกพันทางอารมณ์ในฐานะตัวแปรสื่อกลางระหว่างการสื่อสารการตลาดบริการและนวัตกรรมดิจิทัลที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6883 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคิดเห็นด้านการสื่อสารการตลาดบริการ นวัตกรรมดิจิทัลความผูกพันทางอารมณ์และความตั้งใจซื้อสินค้า 2) ศึกษาอิทธิพลของการสื่อสารการตลาดบริการ นวัตกรรมดิจิทัล และความผูกพันทางอารมณ์ที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้า และ 3) ศึกษาบทบาทของความผูกพันทางอารมณ์ในการเชื่อมโยงระหว่างการสื่อสารการตลาดบริการและนวัตกรรมดิจิทัลไปสู่ความตั้งใจซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคที่มีประสบการณ์ซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และลำปาง จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมานวิเคราะห์แบบจําลองสมการโครงสร้าง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมีความคิดเห็นต่อทุกปัจจัยอยู่ในระดับมาก โดยนวัตกรรมดิจิทัลมีค่าเฉลี่ยมาก เป็นอันดับแรก (= 4.12) รองลงมาคือ ความตั้งใจซื้อสินค้า (= 4.01) การสื่อสารการตลาดบริการ ( = 3.95) และความผูกพันทางอารมณ์ (= 3.89) ตามลำดับ การสื่อสารการตลาดบริการและนวัตกรรมดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความผูกพันทางอารมณ์ และความผูกพันทางอารมณ์มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อสินค้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ขณะที่นวัตกรรมดิจิทัลมีอิทธิพลเชิงลบต่อความตั้งใจซื้อสินค้า ส่วนการสื่อสารการตลาดบริการไม่พบอิทธิพลทางตรงต่อความตั้งใจซื้อสินค้า แบบจำลองสมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ นอกจากนี้ ความผูกพันทางอารมณ์ทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่าน โดยการสื่อสารการตลาดบริการมีอิทธิพลทางอ้อมต่อความตั้งใจซื้อสินค้า ขณะที่นวัตกรรมดิจิทัลมีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านความผูกพันทางอารมณ์ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของความผูกพันทางอารมณ์ในการเชื่อมโยงการสื่อสารการตลาดและนวัตกรรมดิจิทัลไปสู่ความตั้งใจซื้อสินค้า</p> จุฬารัตน์ คำถาเครือ บุญฑวรรณ วิงวอน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 2 37 58 คุณลักษณะของคณะกรรมการที่มีต่อการจัดการกำไรที่แท้จริง ของบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกลุ่มอุตสาหกรรมบริการ ในช่วงวิกฤติการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด–19 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6891 <p>การแพร่ระบาดของโควิด–19 ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและเกิดแรงกดดันด้านผลการดำเนินงาน ซึ่งอาจเพิ่มแรงจูงใจของผู้บริหารในการจัดการกำไรที่แท้จริง การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของคุณลักษณะของคณะกรรมการบริษัทที่มีต่อโอกาสในการเกิดการจัดการกำไรที่แท้จริงผ่านการขายสินทรัพย์ถาวร โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมบริการ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดกลุ่มหนึ่งจากการแพร่ระบาดของโควิด–19 จำนวน 116 บริษัท ในช่วงปี 2563–2565 รวม 348 ปีบริษัท และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกส์ ผลการศึกษาพบว่าบริษัทที่มีขนาดคณะกรรมการใหญ่และมีสัดส่วนของคณะกรรมการเพศหญิงสูง มีโอกาสในการเกิดการจัดการกำไรที่แท้จริงผ่านการขายสินทรัพย์ถาวรลดลง ในขณะที่ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างสัดส่วนของคณะกรรมการอิสระและการดำรงตำแหน่งควบระหว่างประธานกรรมการบริษัทกับประธานเจ้าหน้าที่บริหารกับโอกาสในการเกิดการจัดการกำไรดังกล่าว นอกจากนี้บริษัทที่มีอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) สูง และบริษัทที่ได้รับการตรวจสอบโดยสำนักงานสอบบัญชีขนาดใหญ่ (Big 4) มีโอกาสในการเกิดการจัดการกำไรที่แท้จริงผ่านการขายสินทรัพย์ถาวรลดลงเช่นเดียวกัน ผลการศึกษาครั้งนี้ช่วยเพิ่มหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับบทบาทของคุณลักษณะของคณะกรรมการบริษัทในการกำกับดูแลการจัดการกำไรที่แท้จริงภายใต้บริบทของวิกฤติโควิด-19</p> รัดเกล้า หมัดลี ฉัตรมงคล วงศ์รัฐนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 2 59 78 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคเจนเนเรชั่น Y และเจนเนเรชั่น Z ในการเลือกใช้บริการพิลาทิสในจังหวัดปทุมธานี https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6943 <p> การศึกษางานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคเจนเนเรชั่น Y และเจนเนเรชั่น Z ในการเลือกใช้บริการพิลาทิสในจังหวัดปทุมธานี 2) ศึกษาปัจจัยอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคเจนเนเรชั่น Y และเจนเนเรชั่น Z ในการเลือกใช้บริการ พิลาทิสในจังหวัดปทุมธานี และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์การตัดสินใจเลือกใช้บริการพิลาทิสในจังหวัดปทุมธานี เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มผู้บริโภคที่เคยเล่นพิลาทิศในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป จำนวนทั้งสิ้น 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเชื่อมั่นและความเที่ยงตรงของเนื้อหาแล้ว ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความมี ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณที่ระดับนัยสำคัญ . 05</p> <p> ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า 1) ลักษณะประชากรศาสตร์ ด้านอายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือน ที่แตกต่างกันและเพศและด้านอาชีพส่งผลต่อส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคเจนเนอเรชั่น Y และเจนเนอเรชั่น Z ในการเลือกใช้บริการพิลาทิสในปทุมธานีไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ปัจจัยด้านการดูแลสุขภาพส่งผลต่อส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคเจนเนอเรชั่นY และเจนเนอเรชั่น Z ในการเลือกใช้บริการพิลาทิสในจังหวัดปทุมธานีปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ ด้านการออกกำลังกาย ด้านโภชนาการ ด้านการตรวจสุขภาพ ปัจจัยที่ไม่มีอิทธิพล ด้านการพักผ่อน ซึ่งมากกว่า.05 จึงปฏิเสธสมมติฐาน 3) ปัจจัยด้านคุณภาพการบริการส่งผลต่อส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคเจนเนอเรชั่นและเจนเนอเรชั่น Z ในการเลือกใช้บริการพิลาทิสในจังหวัดปทุมธานีปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ ด้านความเป็น รูปธรรมของบริการ ด้านการดูแลเอาใจใส่ลูกค้า ปัจจัยที่ไม่มีอิทธิพล ปฏิเสธสมมติฐาน ด้านความน่าเชื่อถือ ด้านการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ด้านการให้ความมั่นใจแก่ลูกค้า</p> ชีวาพร พวงเพ็ชร์ ฐิดารัตน์ ทรัพย์สมบัติ ณกมล จันทร์สม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 2 79 93 การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแผนกบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ จังหวัดสระบุรี https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6991 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาขั้นตอนการปฏิบัติงานของพนักงานแผนกบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก และ 2) หาแนวทางลดปัญหาการทำงานล่วงเวลาของแผนกบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก ในโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ จังหวัดสระบุรี โดยใช้การวิจัยเชิงกรณีศึกษา (Case Study) เก็บรวบรวมข้อมูลจากกระบวนการปฏิบัติงานจริงของพนักงานภายในแผนกบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนภาพการไหลของวัตถุดิบและข้อมูล (Material and Information Flow Chart: MIFC) เพื่อวิเคราะห์ลำดับขั้นตอนการทำงานและการไหลของข้อมูล ร่วมกับการวิเคราะห์ภาระงานด้วยระบบ SAN TEN SET โดยเปรียบเทียบระยะเวลาการทำงานต่อรอบ (Cycle Time) กับเวลาความต้องการของลูกค้า (Takt Time) และประยุกต์ใช้หลักการ 5W1H เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาและกำหนดแนวทางการปรับปรุงกระบวนการทำงาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พนักงานมีเวลาปฏิบัติงานปกติวันละ 8 ชั่วโมง แต่มีเวลาที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าสูงถึง 4 ชั่วโมง 20 นาทีต่อวัน โดยเกิดจากการเคลื่อนย้ายและการเดินระหว่างจุดปฏิบัติงานที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นความสูญเปล่าประเภทการเคลื่อนไหว (Motion Waste) และเป็นสาเหตุสำคัญของการทำงานล่วงเวลา ผลการวิเคราะห์ด้วยหลักการ 5W1H พบว่า สาเหตุหลักของปัญหา ได้แก่ (1) การจัดวางพื้นที่ปฏิบัติงานไม่สอดคล้องกับลำดับขั้นตอนการทำงาน และ (2) จำนวนพนักงานไม่เพียงพอต่อปริมาณงานบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออก ผู้วิจัยจึงปรับปรุงผังพื้นที่ปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับลำดับการทำงาน และมอบหมายผู้รับเหมาภายนอกที่มีเวลาว่างให้สนับสนุนการเตรียมกล่องบรรจุภัณฑ์เพื่อลดภาระงานที่ไม่ใช่งานหลักของพนักงานประจำ</p> <p>ภายหลังการปรับปรุง พบว่าสามารถลดความสูญเปล่าจากการเดินระหว่างขั้นตอนการทำงานได้ทั้งหมด ส่งผลให้ต้นทุนค่าแรงจากการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติและวันหยุดลดลงเฉลี่ย 428 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 20,544 บาทต่อปี และยังสามารถหลีกเลี่ยงต้นทุนการจ้างพนักงานเพิ่มได้ประมาณ 284,000 บาทต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้เครื่องมือภายใต้แนวคิด Lean Manufacturing ร่วมกับหลักการ 5W1H สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดความสูญเปล่า และลดต้นทุนการดำเนินงานของแผนกบรรจุภัณฑ์เพื่อการส่งออกได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> ทัศนีย์ มีศิริ วันวิสา ด่วนตระกูลศิลป์ ณัฐนรี ชาดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 2 94 110 อิทธิพลของส่วนประสมทางการตลาดบริการ (7Ps) ที่มีต่อความภักดีของผู้ใช้บริการฟู้ดเดลิเวอรีในกลุ่มบุคลากรทางการศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/7030 <p> ธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทยเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว โดยมูลค่าตลาดปี 2567 หดตัวร้อยละ 1.0 การรักษาลูกค้าเดิมจึงสำคัญกว่าการหาลูกค้าใหม่ ขณะที่ยังไม่ปรากฏการศึกษาความภักดีในกลุ่มบุคลากรทางการศึกษาซึ่งมีข้อจำกัดด้านเวลาและรายได้ประจำสม่ำเสมอในพื้นที่เมืองขนาดกลาง การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ (7Ps) และระดับความภักดีของผู้ใช้บริการฟู้ดเดลิเวอรีในกลุ่มบุคลากรทางการศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร และ 2) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ (7Ps) ที่มีต่อความภักดีของผู้ใช้บริการฟู้ดเดลิเวอรีในกลุ่มดังกล่าว การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 400 ชุด จากบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 ที่มีประสบการณ์ใช้บริการฟู้ดเดลิเวอรีอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ การสุ่มแบบอาศัยความสะดวกผ่านการเผยแพร่แบบสอบถามในช่องทางการสื่อสารภายในหน่วยงาน และการสุ่มแบบเจาะจงตามเกณฑ์คัดเลือกที่กำหนด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบ Enter ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ (7Ps) และความภักดีของผู้ใช้บริการโดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 2) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ (7Ps) ทั้ง 7 ด้าน ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความภักดีได้ร้อยละ 71.1 (Adjusted R² = .711, F = 141.380, p &lt; .001) โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านกระบวนการ (Beta = .305) ด้านลักษณะทางกายภาพ (Beta = .238) ด้านบุคลากร (Beta = .149) และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (Beta = .103) ส่วนด้านราคา ด้านผลิตภัณฑ์ และด้านการส่งเสริมการตลาด ไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการส่งมอบบริการมีความสำคัญต่อการสร้างความภักดีมากกว่าปัจจัยทางการตลาดดั้งเดิม ผู้ประกอบการจึงควรให้ความสำคัญกับการออกแบบประสบการณ์การส่งมอบบริการเป็นลำดับแรก</p> พิไลวรรณ ศุภสังข์ ศุทธิกานต์ คงคล้าย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 2 111 129 การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนทางวัฒนธรรมของผู้ประกอบการในพื้นที่ย่านเมืองเก่านครลำปาง https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/7033 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบและศักยภาพของทุนทางวัฒนธรรมในย่านเมืองเก่านครลำปางภายใต้กรอบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ 2) สังเคราะห์แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากทุนทางวัฒนธรรมของผู้ประกอบการชุมชน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการศึกษาในพื้นที่ย่านเมืองเก่านครลำปาง ครอบคลุมตำบลสบตุ๋ย ตำบลสวนดอก ตำบลหัวเวียง และตำบลเวียงเหนือ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม จำนวน 10 ราย คัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม การบันทึกภาคสนาม และการศึกษาเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงอุปนัย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ทุนทางวัฒนธรรมของย่านเมืองเก่านครลำปางประกอบด้วย 2 หมวดหลัก ได้แก่ (1) สถาปัตยกรรม และ (2) ความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของผู้ประกอบการ การสร้างมูลค่าเพิ่มเกิดผ่านกระบวนการเชิงระบบ ประกอบด้วยการวิเคราะห์อัตลักษณ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์ และการสื่อสารการตลาด ส่งผลให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ การยกระดับมูลค่าสินค้า และการสร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน ทั้งนี้ ความสามารถของผู้ประกอบการด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการตลาด เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จของการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนทางวัฒนธรรม นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์มูลค่าผลตอบแทนทางสังคมยังแสดงให้เห็นว่า ผู้ประกอบการที่สามารถบูรณาการทุนทางวัฒนธรรมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารการตลาดอย่างเป็นระบบ มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมได้สูงกว่า</p> <p style="font-weight: 400;"> ผลการวิจัยสะท้อนว่า การสร้างมูลค่าจากทุนทางวัฒนธรรมจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างทุนทางวัฒนธรรม กระบวนการสร้างมูลค่า ความสามารถของผู้ประกอบการ และการใช้เทคโนโลยีการตลาด ควบคู่กับการพัฒนาระบบการถ่ายทอดองค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากบนฐานทุนทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน</p> กรณิศ เปี้ยอุดร ไพโรจน์ ไชยเมืองชื่น ผจงจิต ติ๊บประสอน ศรีชนา เจริญเนตร ปรีดา ตัญจนะ ธีรวัฒน์ เทพใจกาศ ศิริขวัญ ปัญญาเรียน เพียงกานต์ นามวงศ์ อัคค์สัจจา ดวงสุภาสิญจ์ ทักษิณา บุญบุตร ภักดีกุล รัตนา ศิลาวัฒน์ ชัยวงศ์ วรรณา พิเชฐพฤทธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 2 130 144 ปัจจัยการจัดการคุณภาพโดยรวมที่ส่งผลต่อคุณภาพการดำเนินงานของกรมสรรพากร https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/7051 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นต่อการจัดการคุณภาพโดยรวม และคุณภาพการดำเนินงาน รวมถึงศึกษาอิทธิพลของปัจจัยการจัดการคุณภาพที่ส่งผลต่อคุณภาพการดำเนินงานของกรมสรรพากร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างบุคลากรสังกัดกรมสรรพากรจำนวน 400 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรมีความคิดเห็นต่อการจัดการคุณภาพโดยรวมขององค์กรในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการทำงานเป็นทีมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และด้านการให้ความสำคัญกับลูกค้า ตามลำดับ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยการจัดการคุณภาพโดยรวมสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของคุณภาพการดำเนินงานของกรมสรรพากรได้ร้อยละ 29.20 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยปัจจัยด้านการทำงานเป็นทีมส่งผลเชิงบวกต่อคุณภาพการดำเนินงานสูงที่สุด รองลงมาคือปัจจัยด้านการให้ความสำคัญกับลูกค้า ในขณะที่ปัจจัยด้านการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อคุณภาพการดำเนินงาน</p> <p style="font-weight: 400;"> ข้อเสนอแนะพบว่า ผู้บริหารควรเน้นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในการส่งเสริมการทำงานเป็นทีมข้ามสายงาน และยกระดับการให้บริการเชิงรุกที่ยึดผู้เสียภาษีเป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการกระจายอำนาจให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการมีส่วนร่วมเสนอแนะเพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความเป็นเลิศตามเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> วรรณภา ฐิติธนานนท์ ชิติพัทธ์ ชิตสกุล บัณฑิต ประสานตรี มณภร มนุญศาสตรสาทร เสฏฐนันท์ อังกูรภาสวิชญ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 2 145 161 การปรับปรุงระบบจัดเก็บภาชนะบรรจุวัตถุดิบโดยใช้การวางแผนผังอย่างเป็นระบบในโรงงานผลิตสารเคมีทำความสะอาด https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/7062 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบระบบการจัดเก็บถังวัตถุดิบให้สอดคล้องกับหลักความปลอดภัยในการจัดการสารเคมี ลดความแปรปรวนและระยะทางในการค้นหาถังวัตถุดิบ และจัดทำแนวปฏิบัติงานมาตรฐาน (Work Instruction: WI) สำหรับการจัดเก็บและการค้นหาถังวัตถุดิบภายในโรงงานผลิตสารเคมีทำความสะอาด เนื่องจากระบบจัดเก็บเดิมยังขาดการวางผังที่เป็นระบบ ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายถังวัตถุดิบในระยะทางที่เกินความจำเป็น มีความแปรปรวนของเส้นทางการปฏิบัติงาน และยังไม่มีมาตรฐานการจัดเก็บที่ชัดเจน การวิจัยประยุกต์ใช้หลักการวางผังอย่างเป็นระบบ (Systematic Layout Planning: SLP) ร่วมกับการจำแนกสารเคมีตามระบบ Globally Harmonized System of Classification and Labelling of Chemicals (GHS) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลประเภทสารเคมี พื้นที่จัดเก็บ ความถี่ในการใช้งาน และเส้นทางการเคลื่อนที่ของพนักงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยแผนภูมิการเดินงาน (Flow Process Chart) แผนภูมิความสัมพันธ์ของกิจกรรม (Activity Relationship Chart) และออกแบบผังการจัดเก็บใหม่ พร้อมจัดทำแนวปฏิบัติงานมาตรฐาน (WI) เพื่อกำหนดขั้นตอนการจัดเก็บและการค้นหาถังวัตถุดิบให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าผังการจัดเก็บที่พัฒนาขึ้นสามารถจัดกลุ่มถังวัตถุดิบให้สอดคล้องกับหลักความเข้ากันได้ของสารเคมีตามระบบ GHS ช่วยลดความเสี่ยงจากการจัดเก็บสารเคมีที่ไม่เหมาะสม และลดระยะทางการเคลื่อนย้ายรวมลงได้ ร้อยละ 13.62 นอกจากนี้ การทดสอบประสิทธิภาพของผังใหม่พบว่าเวลาค้นหาถังวัตถุดิบแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากการวิเคราะห์ด้วย One-way ANOVA และการเปรียบเทียบรายคู่ด้วย LSD Test (p &lt;.05) โดยพื้นที่จัดเก็บที่ออกแบบใหม่สามารถลดความแปรปรวนของเวลาค้นหาได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน แนวปฏิบัติงานมาตรฐาน (WI) ที่พัฒนาขึ้นช่วยให้การจัดเก็บและการค้นหาถังวัตถุดิบเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ลดความคลาดเคลื่อนในการปฏิบัติงาน และสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบจัดเก็บวัตถุดิบในโรงงานผลิตสารเคมี</p> สันติพงศ์ จิโรจน์กุลกิจ ปัญจพนธ์ ปฐมชัยอัมพร ธรรมวิชช์ ประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 2 162 177 การตลาดบริการและภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางที่ส่งผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวเมืองรองของนักท่องเที่ยว Generation Y https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/7111 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาโมเดลสมการโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างการตลาดบริการและภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางที่ส่งผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวเมืองรอง และ 2) ตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลสมการโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างการตลาดบริการ ภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางและการตัดสินใจท่องเที่ยวเมืองรองของนักท่องเที่ยว Generation Y การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากนักท่องเที่ยวชาวไทย Generation Y ที่เคยเดินทางท่องเที่ยวเมืองรอง ภายใน 1 ปีที่ผ่านมา จำนวน 320 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โมเดลสมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ดี Chi-square = 47.71, df = 42, p-value = 0.25, RMSEA = 0.02, CFI = 1.00, GFI = 0.98 ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า การตลาดบริการมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางและต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวเมืองรอง ส่วนภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวเมืองรองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ การตลาดบริการยังมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวเมืองรองผ่านภาพลักษณ์จุดหมายปลายทาง แสดงให้เห็นว่าภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางเป็นตัวแปรส่งผ่านการตัดสินใจท่องเที่ยวเมืองรอง ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาการตลาดบริการควบคู่กับการสร้างภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางเชิงบวกสามารถช่วยส่งเสริมการตัดสินใจท่องเที่ยวเมืองรองของนักท่องเที่ยว Generation Y ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> วันธะนา สานุสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 2 178 196 An Exploration of System Quality Factors Influencing University Students' Satisfaction with WeChat Official Account Applications in Xi'an City, Shaanxi Province, China https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/7042 <p> This study examined university students' satisfaction with WeChat Official Account applications in Xi'an City, Shaanxi Province, China, based on the system quality construct of the Information Systems Success Model. It had two objectives: to examine the levels of system quality across five dimensions (adaptability, availability, reliability, response time, and usability) and of satisfaction, and to analyse the influence of these system quality dimensions on satisfaction. Data were collected from 400 university students who had used a university WeChat Official Account, selected through proportional stratified sampling, using a five-point Likert-scale questionnaire. The data were analysed using descriptive statistics and stepwise multiple regression. The results showed that both system quality (mean = 2.21) and satisfaction (mean = 2.12) were rated at low levels. The stepwise regression model was statistically significant (F = 406.344, p &lt; 0.001) and explained 80.3% of the variance in satisfaction (Adjusted R² = 0.803). Usability (β = 0.281), response time (β = 0.256), availability (β = 0.223), and reliability (β = 0.223) were each significantly and positively associated with satisfaction, while the adaptability dimension could not be reliably assessed, as its scale did not achieve internal consistency. These findings suggest that usability, response time, availability, and reliability are significant system quality factors associated with student satisfaction. As the four dimensions carried closely comparable weights, universities seeking to improve satisfaction should strengthen them together rather than prioritising any single one.</p> Xintian DU Hui Liang Sutthikarn Khong-khai ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 4 2 197 213