วารสารร่มยูงทอง https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong <p> </p> <p><strong>วารสารร่มยูงทอง</strong></p> <p><strong>Rom Yoong Thong Journal</strong></p> <p><strong>ISSN :</strong> 2985-0193 (Online)</p> <p><strong>กำหนดระยะเวลาการเผยแพร่ จำนวน 3 ฉบับต่อปี</strong></p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน (เผยแพร่ เดือนพฤษภาคม)<br />ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม (เผยแพร่ เดือนกันยายน)<br />ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม (เผยแพร่ เดือนมกราคม)</p> <p> </p> <p> </p> th-TH chirawan.s@lawasri.tru.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิราวรรณ สมหวัง (บรรณาธิการ)) journal.mstru@gmail.com (อาจารย์ ดร.สาวิตรี จูเจี่ย) Fri, 01 May 2026 08:30:56 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาระบบจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ด้วย Laravel Framework สำหรับธุรกิจ SMEs. กรณีศึกษา บริษัท มายาวดี ไอที โซลูชั่น จำกัด https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6547 <p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาระบบจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ด้วย Laravel Framework สำหรับธุรกิจ SMEs กรณีศึกษา บริษัท มายาวดี ไอที โซลูชั่น จำกัด และ 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบตามกรอบมาตรฐาน ISO/IEC 25010 ควบคู่กับแนวทาง SEO Technical Audit การดำเนินการวิจัยใช้กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ตามวงจรการพัฒนาระบบ (Software Development Life Cycle: SDLC) ได้แก่ การวิเคราะห์ความต้องการ การออกแบบระบบ การพัฒนา และการทดสอบระบบ โดยพัฒนาในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชันโดยใช้ Laravel Framework ร่วมกับ PHP, MySQL และ Tailwind CSS ออกแบบโครงสร้างระบบให้รองรับการกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้ และสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ด้าน SEOzการประเมินคุณภาพของระบบดำเนินการตามกรอบมาตรฐาน ISO/IEC 25010 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จำนวน 10 คน เจ้าของกิจการ และผู้ดูแลระบบ จำนวน 5 คน และผู้ใช้งานทั่วไปจำนวน 15 คน คัดเลือกด้วยวิธีการแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยผลการประเมินมีค่าเฉลี่ยรวมทุกด้านเท่ากับ 4.75 อยู่ในระดับดีมาก โดยด้านความปลอดภัย มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( = 4.88) รองลงมาคือด้านความสะดวกในการใช้งาน ( = 4.77) ด้านประสิทธิภาพการทำงาน ( = 4.76) ด้านความเหมาะสมของฟังก์ชัน ( = 4.75) และด้าน SEO และการเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ( = 4.60) ตามลำดับ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในธุรกิจ SMEs ได้อย่างเหมาะสม และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์เชิงธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> กัญญารัตน์ ธรรมโชติ, กฤษณ์ ชัยวัณณคุปต์, จุฬาลักษ์ณ์ มหาวัน, ชนิดา เรืองศิริวัฒนกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6547 Fri, 01 May 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของกลยุทธ์ธุรกิจร้านค้าออนไลน์และคุณค่าการบริการของผู้ให้บริการขนส่ง ต่อผลสำเร็จของธุรกิจออนไลน์ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6561 <p>การพัฒนากลยุทธ์ของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ควบคู่กับการยกระดับคุณค่าการบริการของผู้ให้บริการขนส่ง ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมผลการดำเนินงานของธุรกิจในยุคดิจิทัล การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจและยืนยันองค์ประกอบของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจออนไลน์ และ 2) ศึกษาแบบจำลองสมการโครงสร้างของกลยุทธ์ร้านค้าออนไลน์และคุณค่าการบริการของผู้ให้บริการขนส่งที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจออนไลน์ การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้บริโภคในประเทศไทยที่มีประสบการณ์ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล จำนวน 360 ตัวอย่าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์ของร้านค้ามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคุณค่าการบริการของผู้ให้บริการขนส่ง และทั้งสองปัจจัยมีอิทธิพลโดยตรงต่อผลการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยนี้ช่วยขยายองค์ความรู้โดยบูรณาการมิติด้านการตลาดดิจิทัลและโลจิสติกส์ ผู้ประกอบการควรมุ่งพัฒนาประสบการณ์ลูกค้า ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพการจัดส่ง เพื่อเพิ่มความพึงพอใจ ความไว้วางใจ และการซื้อซ้ำอย่างยั่งยืน</p> บรรดิษฐ พระประทานพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6561 Fri, 01 May 2026 00:00:00 +0700 การสร้างตัวตนของผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ในยุคดิจิทัล https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6366 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำเสนอเนื้อหาข่าวสารของผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ การมีส่วนร่วมของผู้ติดตามในแต่ละแพลตฟอร์ม และการสร้างตัวตน การปรับตัวของผู้ประกาศข่าวในยุคดิจิทัล โดยเก็บข้อมูลจากช่องทางส่วนตัวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์จำนวน 7 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกาศข่าวแต่ละคนจะใช้สื่อออนไลน์ในหลายแพลตฟอร์ม Instagram เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 100 รองลงมา คือ Facebook และ Tiktok คิดเป็นร้อยละ 85.71 ส่วน YouTube ใช้น้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 28.57 แต่ถ้าพิจารณาจำนวนผู้ติดตาม You tube เป็นแพลตฟอร์มที่ผู้ประกาศข่าวใช้น้อยที่สุด แต่กลับมีจำนวนผู้ติดตามมากถึง 400,000 คน และมียอดการรับชมถึง 15 ล้านครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเลือกใช้แพลตฟอร์มของผู้ประกาศข่าว ยังไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ติดตาม และการรับชม ประเภทเนื้อหาและความถี่ที่นำเสนอ ผู้ประกาศข่าวเลือกนำเสนอเนื้อหาเบื้องหลังการทำงานมากที่สุด รองลงมาคือ การเล่าข่าวและการเปิดประเด็นกับผู้ติดตาม สะท้อนภาพลักษณ์ของผู้ประกาศข่าวที่จริงจังและชัดเจน ลำดับสามเป็นเนื้อหาไลฟ์สไตล์และการให้กำลังใจ ซึ่งสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตามได้เป็นอย่างดี ด้านความถี่เฉลี่ยสูงสุดวันละ 2-3 คอนเทนต์ น้อยที่สุดวันละ 1 คอนเทนต์</p> <p>การมีส่วนร่วมของผู้ติดตาม พบว่า You Tube และ TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่ผู้ติดตามมีส่วนร่วมมาก ถึงมากที่สุด ในขณะที่ Facebook ผู้ติดตามมีส่วนร่วมน้อยที่สุด ดังนั้น ถ้าผู้ประกาศข่าว ต้องการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตาม เพื่อให้เกิดความใกล้ชิด แพลตฟอร์ม You Tube และ TikTok น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ติดตามถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนประสิทธิภาพในการสร้างตัวตนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เนื่องจากจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการบ่งชี้ความนิยมที่แท้จริง</p> <p>ดังนั้น การสร้างตัวตนของผู้ประกาศข่าวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ผ่าน YouTube และ TikTok น่าจะช่วยเพิ่มความนิยมได้ดี เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่มีผู้ติดตามมากที่สุด ในขณะที่ Instagram เหมาะสำหรับการสร้างภาพลักษณ์ ส่วน Facebook ยังเป็นช่องทางสำหรับกลุ่มผู้ชมที่ภักดีต่อเนื้อหาข่าวสาร กลวิธีในการสร้างตัวตน พบว่า การนำเสนอเนื้อหาที่เป็นเบื้องหลังการทำงานของผู้ประกาศข่าว นำเสนอข่าวสารที่กระชับและเข้าใจง่าย ไลฟ์สไตล์ของผู้ประกาศข่าว รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ติดตามอย่างสม่ำเสมอ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกาศข่าวสามารถเติบโตและได้รับความนิยมในสื่อดิจิทัลต่อไปได้</p> <p>ความจำเป็นที่ผู้ประกาศข่าวต้องสร้างตัวตนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ คือ เพื่อให้เข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ เพิ่มความนิยม สร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตาม ขยายโอกาสทางอาชีพ และปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มของอุตสาหกรรมข่าวสารในยุคปัจจุบัน สำหรับแนวทางการปรับตัว ประกอบด้วย การรายงานข่าวที่รวดเร็วแต่แม่นยำ การออกแบบเนื้อหาให้เหมาะกับหลายแพลตฟอร์ม การจัดการภาพลักษณ์และความคิดเห็นในโลกออนไลน์ การสร้างแพลตฟอร์มของตนเอง การพัฒนาทักษะดิจิทัล การเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ และการเข้าใจทิศทางของสื่อในอนาคต</p> บุปผา บุญสมสุข, ปทิตตา ทองเนื้อแปด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6366 Fri, 01 May 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความพึงพอใจต่อกระบวนการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เรื่องการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ของผู้สูงอายุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6254 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเนื้อหาการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ และเพื่อประเมินความ พึงพอใจของผู้สูงอายุต่อกระบวนการเรียนรู้เชิงประสบการณ์เรื่องการรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ของผู้สูงอายุจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงที่โรงเรียนผู้สูงอายุในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ตั้งอยู่ในแหล่งชุมชนเมือง และผู้สูงอายุมีการติดต่อสื่อสารกันด้วยสมาร์ตโฟนเป็นส่วนใหญ่ จำนวน 3 โรงเรียน กำหนดโรงเรียนละ 20 คน รวมทั้งสิ้น 60 คน เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนละ 2 ครั้ง ๆ ละ 3 ชั่วโมง โดยใช้เครื่องมือเป็นโปรแกรมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมการเรียนรู้เชิงประสบการณ์เรื่อง “สูงวัยเท่า (เฒ่า) ทันสื่อ” มีเนื้อหาที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันลดความเสี่ยงจากการใช้สื่อออนไลน์อย่างไม่รู้เท่าทันในกลุ่มผู้สูงอายุ จากการแบ่งปันประสบการณ์การใช้สื่อของตนเอง รวมถึงแบ่งปันข้อเสนอแนะในการรับมือจากการถูกล่อลวงผ่านสื่อออนไลน์ ผ่านกิจกรรม 4 กิจกรรม ภายใต้กรอบแนวคิด “เอ๊ะ อ๋อ โอ้ โอเค” ซึ่งผลการประเมินความพึงพอใจของผู้สูงอายุต่อกระบวนการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ยที่ 65.43 ปี มีการศึกษาระดับประถมศึกษามากที่สุด และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่ประกอบอาชีพ โดยผลการประเมินด้านความพึงพอใจที่มีต่อการเข้าร่วมกิจกรรมสูงที่สุด อยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.46) รองลงมาคือด้านการนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.41) และด้านความพึงพอใจที่มีต่อการเข้าร่วมกิจกรรม ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.38) ตามลำดับ</p> เด่นเดือน เลิศทยากุล ไชยยะ, ปฐมพงษ์ พุ่มพฤกษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6254 Wed, 13 May 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวแคมเปอร์แวนด้วย แนวคิดประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าจดจำในจังหวัดกาญจนบุรี https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6651 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1.เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยส่วนประสมการตลาดในมุมมองของผู้บริโภคและการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าจดจำ 2.เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมการตลาดในมุมมองของผู้บริโภคกับการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าจดจำ และ 3.เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวแคมเปอร์แวนในจังหวัดกาญจนบุรี ประชากร ได้แก่ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวด้วยรถยนต์ส่วนตัวประเภทแคมเปอร์แวนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและพักค้างแรมในจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประชากรที่ไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด จึงคำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Cochran, W.G. (1977) กำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ 95% ได้ตัวอย่างประมาณ 385 ใช้วิธีการสุ่มแบบบังเอิญและแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าสหสัมพันธ์ และทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยส่วนประสมการตลาดในมุมมองของผู้บริโภค มากที่สุด ได้แก่ ด้านความสะดวก เส้นทางสะดวกปลอดภัย ส่วนการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าจดจำ มากที่สุด ได้แก่ ด้านการฟื้นฟู 2) ปัจจัยส่วนประสมการตลาดในมุมมองของผู้บริโภค คือ ด้านความสุขสำราญมีความสัมพันธ์ในระดับสูงกับการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าจดจำ (r = .603) &nbsp;3) ปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด คือ ด้านการร่วมกันสร้างสรรค์มีอิทธิพลกับการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ ร้อยละ 38 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยในรูปคะแนนมาตรฐาน (beta =.380) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001&nbsp;</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>การท่องเที่ยวแคมเปอร์แวน &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ส่วนประสมการตลาดในมุมมองของผู้บริโภค</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าจดจำ</p> ศรเพชร ยิ่งมี, บรรจบพร อินดี , เศกสิทธิ์ ปักษี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6651 Wed, 13 May 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาศักยภาพการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อความอยู่รอดของวิทยุท้องถิ่น ในยุคการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันด้วยดิจิทัล กรณีศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6543 <p>การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาศักยภาพการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อความอยู่รอดของวิทยุท้องถิ่นในยุคการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันด้วยดิจิทัล กรณีศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสำรวจสภาพการณ์ปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการการพัฒนาศักยภาพการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อความอยู่รอดของวิทยุท้องถิ่นในยุคการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันด้วยดิจิทัล 2) เพื่อสร้างแนวทางการพัฒนาศักยภาพการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อความอยู่รอดของวิทยุท้องถิ่นในยุคการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันด้วยดิจิทัล และ 3) เพื่อถ่ายทอดแนวทางการพัฒนาศักยภาพการใช้สื่อดิจิทัลและวิทยุท้องถิ่นนำไปใช้ประโยชน์เพื่อความอยู่รอดในยุคการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันด้วยดิจิทัล ศึกษาจากเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารและระดับปฏิบัติการของสถานีวิทยุประเภทบริการสาธารณะ ประเภทชุมชน และประเภทธุรกิจจำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ และแบบสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สถานีวิทยุมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มช่องทางใหม่ในการเผยแพร่รายการ ประชาสัมพันธ์รายการและกิจกรรมของสถานีมากที่สุด รองลงมาคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ฟัง ลำดับสาม คือ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการรับฟังรายการย้อนหลัง ทักษะสำคัญทางด้านการใช้สื่อดิจิทัลที่บุคลากรควรได้รับการพัฒนา คือ ทักษะทางด้านแพลตฟอร์มมากที่สุด รองลงมาคือทักษะทางด้านการสร้างสรรค์เนื้อหา ลำดับสามคือ ทักษะทางด้านการตลาดดิจิทัล และทักษะทางด้านการเล่าเรื่องข้ามสื่อตามลำดับ แนวทางที่สามารถพัฒนาศักยภาพการใช้สื่อดิจิทัล คือ รูปแบบการเรียนออนไลน์มีความเห็นมากที่สุด รองลงมาคือ รูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต รูปแบบการจัดการและแลกเปลี่ยนความรู้ และรูปแบบส่งเสริมบุคลากรเข้าร่วมพัฒนาทักษะกับหน่วยงานภายนอก ตามลำดับ</p> อุไร ไชยเสน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6543 Fri, 01 May 2026 00:00:00 +0700 กลไกการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง จังหวัดอ่างทอง https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6337 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์มูลค่าทางการตลาดการท่องเที่ยว 2) วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์และการท่องเที่ยว และ 3) สร้างกลไกการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง จังหวัดอ่างทอง ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ได้แก่ ประชาชนและนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดอ่างทอง และการวิจัยเชิงคุณภาพ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐด้านการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ตำบลบางเสด็จ ประชาชนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มย่อย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณเชิงเส้นตรง ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่ามูลค่าทางการตลาดการท่องเที่ยว ได้แก่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาด การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างความร่วมมืออย่างยั่งยืน กลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 20 – 30 ปี มีพฤติกรรมเลือกซื้อสินค้าในวันหยุด ช่วงเวลา 12.01 – 15.00 น. และนิยมตัดสินใจซื้อด้วยตนเอง โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหาร และการสร้างกลไกการยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ประกอบด้วย การพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยอิงภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกับแนวคิดการตลาดสมัยใหม่ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือของชุมชนภายใต้ผลิตภัณฑ์ “ไซรัปน้ำอ้อยอินทรีย์”</p> วีรพล น้อยคล้าย, นาตยา เกตุสมบูรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6337 Fri, 01 May 2026 00:00:00 +0700 Leveraging Lightweight Task Notification Systems to Enhance Clarity, Continuity, and Coordination in Early-Stage Software Development Teams https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6674 <p>Early-stage software teams relied heavily on informal communication for task coordination; however, this created a structural tension: communication was abundant, while shared visibility into task status remained insufficient. This study investigated how a lightweight structured task notification system could improve knowledge continuity and team coordination in such environments. Using Design Science Research (DSR), the researcher designed and deployed a notification artifact within a Thai software startup of approximately 25 employees, embedding four automated notification types and a single-click task completion button into the team's existing Lark platform. Three temporal phases were examined: a pre-artifact baseline with no task records, a nine-month broader deployment covering 571 tasks, and a two-month focused pilot with six participants across 20 tasks.</p> <p>Pre-intervention analysis identified three recurring coordination breakdowns: mismatches between actual and recorded task start times, with 9.5% of tasks never being tracked; systematic omission of small tasks; and inaccurate completion status, with 20.3% of tasks never being marked as completed. The central finding was socio-technical: the same artifact produced inconsistent results during nine months of unstructured deployment but achieved 100% task tracking and completion rates when supported by a bounded project scope, clear usage expectations, and managerial commitment. Post-intervention evaluation using an adapted Kirkpatrick framework indicated improved task visibility, reduced verbal follow-up, and enhanced retrospective traceability within the pilot context. Five transferable design principles were proposed for practitioners implementing lightweight coordination interventions in resource-constrained teams.</p> Sarun Rojnasoton, Teeraporn Saeheaw ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6674 Fri, 15 May 2026 00:00:00 +0700 จริยธรรมในการจัดหาและการจัดซื้ออย่างยั่งยืนของธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6127 <p>บทความวิชาการนี้เป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับจริยธรรมในการจัดหาและจัดซื้อ เป็นการพัฒนาทางจริยธรรมให้บุคลากรในด้านการจัดหาและการจัดซื้อของธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์อย่างยั่งยืน และประโยชน์ของจริยธรรมในการจัดหาและการจัดซื้อของธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ โดยเป็นการสังเคราะห์แนวคิด ทางจริยธรรมในการจัดหาและการจัดซื้อ ความซื่อสัตย์ต่อซัพพลายเออร์ การซื่อตรงต่อลูกค้า การให้ความเป็นธรรมกับคู่แข่งขันทางการค้า รวมทั้งการตระหนักถึงการปฏิบัติต่อคู่แข่งทางการค้าอย่างเป็นธรรม วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยศึกษา สังเคราะห์ ประเมินคุณภาพของข้อมูล สรุปความเชื่อมโยงกับทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมในการจัดหาและจัดซื้อของธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ทั้งในและต่างประเทศ และวิเคราะห์โมเดลการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมในการจัดหาและการจัดซื้อที่ผิดหลักจรรยาบรรณพฤติกรรม ประกอบไปด้วย การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การจัดซื้อของใช้ส่วนตัว การรับของกำนัล การขัดแย้งในผลประโยชน์ทางการเงิน และการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการพัฒนาทางจริยธรรมให้บุคลากร ในด้านการจัดหาและการจัดซื้อ แบ่งได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้ ระดับที่ 1 ระดับจริยธรรมที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ระดับที่ 2 ระดับจริยธรรมตามที่สังคมยอมรับ ระดับที่ 3 ระดับจริยธรรมที่ยึดถือหลักการเหนือกฎเกณฑ์ที่สังคมสร้างขึ้น ในมุมมองของการพัฒนาทางจริยธรรมให้บุคลากรในด้านการจัดหาและการจัดซื้อ มีการปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็ก โดยผ่านการศึกษา และมาถึงวัยทำงาน โดยผ่านการอบรมจริยธรรมและคุณธรรมของบริษัท สร้างทัศนคติที่ดี ความรับผิดชอบต่อสังคม</p> <p>โดยเนื้อหาที่กล่าวมานี้ เป็นพื้นฐานในการทำให้กระบวนการจัดหาและจัดซื้อเกิดความถูกต้อง ส่งผลดีในการดำเนินการของธุรกิจ ดังนี้ 1) ธุรกิจมีความโปร่งใส ยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน 2) ส่งผลดีต่อการดำเนินธุรกิจ โดยไม่พึงประสงค์ให้พนักงานรับเงินหรือสิ่งของที่มีค่าจากผู้เกี่ยวข้องทางธุรกิจกับเครือฯ ข่ายทุกฝ่าย ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง 3) การดำเนินธุรกิจภายใต้ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจะส่งผลที่ดีต่อบริษัท 4) ส่งผลดีต่อการดำเนินธุรกิจ เมื่อบริษัทเคารพต่อสิทธิมนุษยชนในระดับสากล ทุกวัฒนธรรมและทุกสถานการณ์ โดยยึดหลักการเคารพต่อแนวปฏิบัติสากล และ 5) บริษัทเกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อคู่ค้า ลูกค้า คู่แข่งขัน หน่วยงานต่างๆ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์อย่างยั่งยืน</p> พิเชษฐ เนตรสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so08.tci-thaijo.org/index.php/romyoongthong/article/view/6127 Thu, 07 May 2026 00:00:00 +0700