การศึกษาการวิเคราะห์เชิงคุณภาพของรัฐธรรมนูญตามมาตรา 213 เพื่อลดช่องว่างการเข้าถึงความยุติธรรม
คำสำคัญ:
การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ, การลดช่องว่าง, การเข้าถึงความยุติธรรม, รัฐธรรมนูญตามมาตรา 213บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาเชิงโครงสร้างและทางปฏิบัติที่เกิดจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 โดยเฉพาะมาตรา 46–48 รวมทั้งบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดิน และความต้องการกลไกสนับสนุนของผู้ยื่นคำร้อง ตลอดจนการเปรียบเทียบกับกลไกสนับสนุนในต่างประเทศ เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาระบบให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา 213 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรคือ ผู้ยื่นหรือเคยยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ด้านสิทธิและเสรีภาพ จำนวนรวม 51 ราย เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์ รวบรวมข้อมูลจากการวิจัยเอกสาร ตัวบทกฎหมาย สถิติคำร้อง และกรณีศึกษาเปรียบเทียบจากเยอรมนี เกาหลีใต้ และสาธารณรัฐเช็ก ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์แบบอุปนัย และการจำแนกหมวดหมู่ข้อมูล
ผลการวิจัยพบว่า 1. มาตรา 46–48 มีความซับซ้อนทั้งเชิงถ้อยคำ เงื่อนไข และขั้นตอน จนกลายเป็นกับดักทางกฎหมายและกระบวนการ ทำให้สิทธิร้องตามมาตรา 213 ถูกใช้ได้จริงโดยจำกัด 2. บทบาทผู้ตรวจการแผ่นดินในฐานะด่านคัดกรองกลับทำให้เกิด “คอขวดเชิงสถาบัน” เพิ่มชั้นและระยะเวลาของกระบวนการ จนผู้ร้องจำนวนหนึ่งเสียโอกาสในการเยียวยา 3. ผู้ยื่นคำร้องมีความต้องการ “พี่เลี้ยงทางกฎหมาย” อย่างชัดเจน เพื่อช่วยตีความ เผยโครงสร้างคำร้อง และระบุการกระทำที่ละเมิดสิทธิให้เข้ากรอบกฎหมาย และ 4. บทเรียนจากต่างประเทศชี้ว่าระบบคัดกรองที่เข้มงวดสามารถอยู่ร่วมกับโครงสร้างสนับสนุนที่เข้มแข็ง เช่น คลินิกกฎหมาย ระบบ E-filing และเครือข่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย ข้อเสนอหลักของการวิจัย ได้แก่ การจัดตั้งคลินิกยุติธรรมรัฐธรรมนูญหรือหน่วยบริการเฉพาะกิจในฐานะโค้ชทางกฎหมาย การปรับบทบาทผู้ตรวจการแผ่นดินจากด่านคัดกรองบังคับสู่การเป็นองค์กรที่ปรึกษา และการพัฒนาระบบโต้ตอบอัตโนมัติแบบออนไลน์เพื่อช่วยคัดกรองและจัดโครงสร้างคำร้องเบื้องต้น อันเป็นการเพิ่ม “โครงสร้างสนับสนุน” ควบคู่ไปกับกลไกคัดกรอง เพื่อให้สิทธิตามมาตรา 213 เคลื่อนจากระดับตัวบทไปสู่การใช้สิทธิได้จริงของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
เอกสารอ้างอิง
นภนันทน์ จันทโลธร. (2566). การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญโดยศาลรัฐธรรมนูญ. วารสารบัณฑิตศึกษานิติศาสตร์, 16(4), 489-518.
วรเจตน์ ภาคีรัตน์. (2553). การร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญในระบบกฎหมายเยอรมัน : วิเคราะห์เปรียบเทียบการฟ้องคดีโดยประชาชนต่อศาลรัฐธรรมนูญในระบบกฎหมายไทย. วารสารนิติศาสตร์. 39(3), 469-509.
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ. (2560). รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560. กรุงเทพฯ: สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ.
Bobek, M. (2016). Central European judges under the European influence: The transformative power of the EU revisited. Hart Publishing.
Jakab, A. et al. (2017). Comparative constitutional reasoning. Cambridge: Cambridge University Press.
Kim, J. C. (2012). Constitutional Law. Korea Legislation Research Institution. Introduction to Korean Law. Berlin-Heidelberg: Springer.
Kischel, U. (2019). Comparative Law. Oxford, UK: Oxford University Press.
Kokubun, N. (2020). Korean Constitutional Court and democracy. Nagoya University Asian Law Bulletin, 5, 35–51.
Kommers, D. P. (1994). The Federal Constitutional Court in the German political system. Comparative Political Studies, 26, 470.
Kommers, D. P. & Miller, R. A. (2012). The constitutional jurisprudence of the Federal Republic of Germany (3rd ed.). Durham, NC: Duke University Press.
Stone Sweet, A. (2000). Governing with judges: Constitutional politics in Europe. Oxford, UK: Oxford University Press.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.

