การพัฒนาและทดลองใช้กลไกการจัดการข่าวปลอมบนสื่อสังคมออนไลน์ในระดับพื้นที่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการหลอกลวงของผู้สูงอายุกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ในจังหวัดหนองบัวลำภู

Main Article Content

สุชีรา สินทรัพย์
ศุภกฤต ปิติพัฒน์

บทคัดย่อ

ข่าวปลอมบนสื่อสังคมออนไลน์เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อผู้สูงอายุกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ โดยเฉพาะในจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งมีผู้สูงอายุจำนวนมากและยังขาดกลไกจัดการข่าวปลอมในระดับพื้นที่ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากลไกการจัดการข่าวปลอมบนสื่อสังคมออนไลน์ในระดับพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ในจังหวัดหนองบัวลำภู และ 2) ทดลองใช้และประเมินผลกลไกดังกล่าว การวิจัยเป็นลักษณะการวิจัยเชิงพัฒนา โดยใช้แนวคิดการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ แนวคิดและรูปแบบกลไกการจัดการข่าวปลอม และโมเดลเชิงนิเวศทางสังคมเป็นกรอบในการศึกษา แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะพัฒนากลไกผ่านเวทีการมีส่วนร่วม 3 เวที และระยะทดลองใช้กับผู้สูงอายุกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ 100 คน และทีมพี่เลี้ยงดิจิทัล 14 คน ในพื้นที่ตำบลนาแก อำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นเวลา 2 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ Mann–Whitney U-test และ Paired Samples t-test ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา


          ผลการวิจัยพบว่า กลไกที่พัฒนาขึ้นเป็นกลไกเชิงบูรณาการหลายระดับ ประกอบด้วย Self-Check 5 ข้อ ช่องทางรับ–ส่งข่าวผ่าน LINE กลุ่มชุมชน ทีมพี่เลี้ยงดิจิทัล กระบวนการตรวจสอบหลายระดับ และระบบแจ้งผลกลับพร้อมการสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง ผลการประเมินพบว่า กลไกและคู่มือผ่านเกณฑ์ทุกด้าน โดยค่ามัธยฐานอยู่ระหว่าง 4.38 – 4.75 และไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มผู้ประเมิน (p > .05) ขณะที่ผลการทดลองใช้พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังอบรมสูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จาก 8.27 เป็น 11.31 คะแนน (t(99) = 17.646, p < .001, Cohen’s d_z = 1.76) และขั้นรับ–ส่งข่าวน่าสงสัยลดเวลาจาก 70.3 นาทีในสัปดาห์ที่ 1 เหลือ 6.3 นาทีในสัปดาห์ที่ 2 โดยสัปดาห์ที่ 2 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 100 ทั้งด้านเวลาและความถูกต้องของกระบวนการ ผลการศึกษานี้เป็นหลักฐานเบื้องต้นว่า กลไกเชิงพื้นที่ที่เชื่อมโยงระดับบุคคล ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ มีความเป็นไปได้ในการนำมาใช้สนับสนุนการจัดการข่าวปลอมสำหรับผู้สูงอายุกลุ่มเบบี้บูมเมอร์

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
สินทรัพย์ ส., & ปิติพัฒน์ ศ. (2026). การพัฒนาและทดลองใช้กลไกการจัดการข่าวปลอมบนสื่อสังคมออนไลน์ในระดับพื้นที่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการหลอกลวงของผู้สูงอายุกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ในจังหวัดหนองบัวลำภู. วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, 8(4), 1–29. สืบค้น จาก https://so08.tci-thaijo.org/index.php/MSJournal/article/view/6646
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กรมการปกครอง. (2567). สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร (รายเดือน). สืบค้นเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2567, จาก https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMONTH/statmonth/#/mainpage

กรมประชาสัมพันธ์. (2564). รายละเอียดตัวชี้วัดภายใต้เป้าหมายการปฏิบัติราชการ กรมประชาสัมพันธ์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563. สืบค้นเมื่อ 1 มีนาคม 2569, จาก https://plan.prd.go.th/th/file/get/file/202111056f621cfd939548627f208df1ee5a1e64142142.pdf

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม. (2566). สรุปผลการสำรวจข้อมูลสถานภาพการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและการเข้าใจดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. 2566. สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.

ณัฏฐพัชร์ ซ่อนกลิ่น. (2565).

นรภัทร ปลื้มวงศ์, และชุลีรัตน์ เจริญพร. (2566).

วิไลวรรณ จงวิไลเกษม, พีรพล อนุตรโสตถิ์, และณรรธราวุธ เมืองสุข. (2564). Fake News Fighter: กลไกการตรวจสอบข้อเท็จจริงในห้องข่าวโทรทัศน์และสื่อดิจิทัล. โอ.เอส.พริ้นติ้ง.

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย. (2564). “ดีอีเอส” โชว์ตัวเลขคนไทย แชร์ข่าวปลอมมากถึง 23 ล้านคน พบสื่อมวลชนให้ความสนใจปัญหาข่าวปลอมเพิ่มขึ้น. สืบค้นเมื่อ 20 พฤษภาคม 2566, จาก https://www.antifakenewscenter.com/news/

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย. (2568). คู่มือการใช้งานสำหรับประชาชน เพื่อประสานงานตรวจสอบข่าวปลอม กับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (พิมพ์ครั้งที่ 6). กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. (2562). งานวิจัยพบคนสูงวัยแชร์ข่าวปลอมสูงกว่าวัยรุ่น 7 เท่า. สืบค้นเมื่อ 20 พฤษภาคม 2566, จาก https://resourcecenter-uat.thaihealth.or.th/index.php/article/

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2566). แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2566 - 2580) (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม). สำนักนายกรัฐมนตรี.

สุชีรา สินทรัพย์, และศุภกฤต ปิติพัฒน์. (2569). การพัฒนากลไกการสร้างการรับรู้และจัดการข่าวปลอมบนโซเชียลมีเดียเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงของผู้สูงอายุกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ในจังหวัดหนองบัวลำภู [รายงานการวิจัย]. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ.

สุทธิสีมา. (2562). (ข้อมูลไม่สมบูรณ์ โปรดระบุชื่อเรื่องและแหล่งที่มา).

Balakrishnan, V., Ng, K. S., & Rahim, H. A. (2021). To share or not to share – The underlying motives of sharing fake news amidst the COVID-19 pandemic in Malaysia. Technology in Society, 66. https://doi.org/10.1016/j.techsoc.2021.101676

European Commission. (2018). A multi-dimensional approach to disinformation: Report of the independent High level Group on fake news and online disinformation. Retrieved November 20, 2025, from https://www.asktheeu.org/en/request/3724/response/13625/attach/5/Annex%201.pdf

McDougall, J. (2019). Media literacy versus fake news: Critical thinking, resilience, and civic engagement. Medijske Studije Media Studies, 10(19), 29–45.

McLeroy, K. R., Bibeau, D., Steckler, A., & Glanz, K. (1988). An ecological perspective on health promotion programs. Health Education Quarterly, 15(4), 351–377.

UNESCO. (2018). Media and information literacy. Retrieved November 20, 2025, from https://www.unesco.org/en/media-information-literacy

Wang, C.-C. (2020). Fake news and related concepts: Definitions and recent research development. Contemporary Management Research, 16(3), 145–174.

Wardle, C., & Derakhshan, H. (2017). Information disorder: Toward an interdisciplinary framework for research and policy making. Council of Europe.