แนวทางส่งเสริมการรู้คุณค่าของสีมาด้านสังฆกรรมตามหลักพระวินัย
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาประวัติและความสำคัญของสีมาในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท (2) เพื่อศึกษาหลักสังฆกรรมตามหลักพระวินัย และ (3) เพื่อนำเสนอแนวทางส่งเสริมการรู้คุณค่าของสีมาด้านสังฆกรรมตามหลักพระวินัย งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้ระเบียบวิธีการวิเคราะห์เอกสารเป็นหลัก แหล่งข้อมูลประกอบด้วยพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา คัมภีร์วิสุทธิมรรค และเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยดำเนินการคัดเลือก จัดหมวดหมู่ วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลด้วยการพรรณนาเชิงวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ
ผลการวิจัยพบว่า สีมาในพระพุทธศาสนาเถรวาทมีพัฒนาการมาตั้งแต่รูปแบบการประชุมของคณะปริพาชก จนกระทั่งพระพุทธองค์ทรงบัญญัติสีมาให้เป็นเขตแดนสำหรับประกอบสังฆกรรมอย่างเป็นทางการ โดยมีการกำหนดนิมิตสีมา 8 ประเภท ได้แก่ ภูเขา จอมปลวก หนทาง แม่น้ำ เป็นต้น และจำแนกสีมาออกเป็น 2 ประเภท คือ พัทธสีมา และอพัทธสีมา ทั้งนี้ สีมามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับอุโบสถและวัดในฐานะพื้นที่สำคัญสำหรับการประกอบกิจของสงฆ์ ในด้านหลักสังฆกรรม พบว่า การสังฆกรรมตามพระวินัยแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ อปโลกนกรรม ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม และญัตติจตุตถกรรม ซึ่งมีขั้นตอนและเงื่อนไขแตกต่างกัน การประกอบสังฆกรรมที่สำคัญ เช่น การอุปสมบท การปวารณา การกรานกฐิน และการสวดปาติโมกข์ จำเป็นต้องกระทำภายในเขตสีมาเพื่อให้ถูกต้องตามพระวินัย นอกจากนี้ งานวิจัยยังนำเสนอแนวทางส่งเสริมการรู้คุณค่าของสีมาด้านสังฆกรรม 5 ประการ ได้แก่ การตระหนักถึงบทบาทของสีมาในการสร้างความพร้อมเพรียงของสงฆ์ การรักษาความถูกต้องตามพระวินัย การเคารพต่อพระพุทธบัญญัติ การใช้สีมาให้สอดคล้องกับประเภทของสังฆกรรม และการธำรงความมั่นคงของพระพุทธศาสนา ผลการสังเคราะห์นำไปสู่การพัฒนาโมเดล “SS–UDRCL Model” ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถประยุกต์ใช้ในการจัดการวัด การพัฒนาพื้นที่สีมา และการสร้างความตระหนักรู้คุณค่าของสีมาอย่างยั่งยืน
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กรมศาสนา. (2561). การส่งเสริมและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร: กรมศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม.
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย..
พระครูพิทักษ์ศิลปาคม (นุชิต วชิรวุฑฺโฒ). (2563). พระสงฆ์กับงานสังคมสงเคราะห์ในสังคมไทย. วารสารสหวิทยาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 3(1), 105 – 114.
พระธรรมโกศาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2555). สังคหวัตถุ 4 กับการพัฒนาสังคม. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธธรรม.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2554). พระพุทธศาสนากับวินัยสงฆ์. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มูลนิธิพุทธธรรม.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2541). พระวินัยปิฎก: หลักการและความหมายของสังฆกรรม. กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระสนิท สุจิตฺโต (ท้วมดี). (2020). การอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุของวัดขนอนอำเภอโพธาราม. วารสาร มจร สังคมศาสตร์ปริทรรศน์, 6(2-02), 531–542. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/242195.
สำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนา. (2562). แนวทางการบริหารจัดการวัดและพื้นที่ศาสนสถาน. กรุงเทพมหานคร: สำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.
Dhammika, S. (1992). Good Question, Good Answer. Singapore: Buddha Dhamma Mandala Society.
Gethin, R. (1998). The Foundations of Buddhism. Oxford: Oxford University Press.
Gombrich, R. H. (1988). Theravāda Buddhism: A Social History from Ancient Benares to Modern Colombo. London: Routledge.
Keown, D. (2005). Buddhist Ethics: A Very Short Introduction. Oxford: Oxford University Press.
Keown, D. (2013). Buddhism: A Very Short Introduction (2nd ed.). Oxford: Oxford University Press.
Luce, H. (1988). Moral Philosophy and Social Responsibility. London: Routledge.
Narada, M. (2006). The Buddha and His Teachings. Taipei: Corporate Body of the Buddha Educational Foundation.
Phan, P. C. (2011). Socially Engaged Buddhism. New York: Orbis Books.
Putnam, R. D. (2000). Bowling Alone: The Collapse and Revival of American Community. New York: Simon & Schuster.
Rahula, W. (1978). What the Buddha Taught. New York: Grove Press.
Wijeyaratne, W. A. (2014). Buddhist Social Ethics. Colombo: Buddhist Cultural Centre.