แนวทางการวินิจฉัยเชิงเปรียบเทียบความผิดของการลักทรัพย์ ในพระวินัยปิฎกกับความผิดตามหลักกฎหมายไทย
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาหลักการเกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์ในพระวินัยปิฎก (2) เพื่อศึกษาหลักกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานลักทรัพย์ และ (3) เพื่อนำเสนอแนวทางการวินิจฉัยเชิงเปรียบเทียบความผิดฐานลักทรัพย์ตามพระวินัยปิฎกกับความผิดตามกฎหมายไทย โดยมุ่งวิเคราะห์ทั้งในเชิงหลักการ องค์ประกอบความผิด และบทลงโทษ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิจัยเอกสาร ศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ตำราวิชาการด้านพระพุทธศาสนา ตัวบทกฎหมาย ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาและสังเคราะห์ข้อมูล แล้วนำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีพรรณนาเชิงวิเคราะห์
ผลการวิจัยพบว่า กรณีพระธนิยะลักไม้หลวงไปสร้างกุฏิ เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติปาราชิกข้อที่ 2 กำหนดว่า ภิกษุใดลักทรัพย์ที่มีมูลค่าเกิน 5 มาสก ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุทันที โดยองค์ประกอบแห่งอาบัติประกอบด้วย 5 ประการ คือ (1) ทรัพย์มีเจ้าของ (2) รู้ว่าเป็นทรัพย์มีเจ้าของ (3) มีมูลค่าเกินเกณฑ์ที่กำหนด (4) มีเจตนาลัก และ (5) ทำให้ทรัพย์นั้นเคลื่อนที่ ส่วนกฎหมายไทย โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 บัญญัติให้การเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริตเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ มีโทษจำคุกและปรับตามที่กำหนด อีกทั้งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ยังบัญญัติโทษเกี่ยวเนื่องกับสถานภาพของภิกษุผู้ต้องปาราชิก การวินิจฉัยเชิงเปรียบเทียบชี้ให้เห็นว่า ทั้งพระวินัยและกฎหมายไทยต่างให้ความสำคัญกับองค์ประกอบด้านเจตนาและสถานะความเป็นเจ้าของทรัพย์ แต่แตกต่างกันในลักษณะและวัตถุประสงค์ของบทลงโทษ กล่าวคือ พระวินัยมุ่งรักษาความบริสุทธิ์แห่งสมณเพศ ขณะที่กฎหมายอาญามุ่งคุ้มครองทรัพย์สินและความสงบเรียบร้อยของสังคม องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยสังเคราะห์เป็น “TT Model” ซึ่งอธิบายกรอบการเทียบเคียงฐานความผิด เกณฑ์การวินิจฉัย และแนวทางการพัฒนามาตรการลงโทษเชิงคุณธรรมควบคู่กับกฎหมายบ้านเมืองอย่างเป็นระบบ
Article Details
เอกสารอ้างอิง
คณิต ณ นคร. (2555). กฎหมายอาญาภาคความผิด (พิมพ์ครั้งที่ 11). วิญญูชน.
จิ ระ ศักดิ์ สั ง เมฆ. (2020). ความ ผิด อาญา เกี่ยว กับ ทรัพย์: ศึกษา เปรียบเทียบ แนวคิด แห่ง กฎหมายอาญา ไทย กับ แนวคิด อทินนาทาน แห่ง พระพุทธ ศาสนา เถรวาท. วารสาร ว ไลย อลงกรณ์ ปริทัศน์, 10(2), 15-30.
ชนนันท์ชัย ภัทรสกล. (2562). แนวคิดทางทฤษฎีเกี่ยวกับความผิดฐานลักทรัพย์และฉ้อโกงในกฎหมายอาญาไทย. วารสารนิติศาสตร์, 48(2), 1–25.
ฉั ต ต มา ศ วิเศษ สิน ธุ์, & สุชาดา ศรี ใหม่. (2017). พระ ภิกษุ ยักยอก ทรัพย์: ศึกษา ความ รับผิด ทาง อาญา และ อาบัติ ตาม พระ วินัย. วารสาร นิติศาสตร์ และ สังคม ท้องถิ่น, 1(1), 107-133.
ธนอิสินันท์ มหาวัฒนางกูล. (2561). ทฤษฎีกฎหมายอาญา (พิมพ์ครั้งที่ 4). วิญญูชน.
ธวัช หนูคำ. (2560). ปัญหาการบังคับใช้กฎนิคหกรรมของคณะสงฆ์ไทยในบริบทกฎหมายสมัยใหม่. วารสารพุทธศาสน์ศึกษา, 24(1), 45–68.
ประมวลกฎหมายอาญา. (2499). ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 73 ตอนที่ 95 ก (13 พฤศจิกายน 2499).
พระไตรปิฎก เล่มที่ 1 วินัยปิฎก มหาวิภังค์. (ม.ป.ป.). มหามกุฏราชวิทยาลัย.
พระไตรปิฎก เล่มที่ 4 วินัยปิฎก มหาวิภังค์. (2539). โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2559). พระพุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์. ผลิธัมม์.
พระ มหา สำราญ ฐา นุ ตฺ ต โม, & สมบัติ อรรถ พิมล. (2024). การ ศึกษา เปรียบเทียบ ความ รับผิด ของ พระ ภิกษุ วิกลจริต ที่ กระทำความผิด ตาม พระ ธรรม วินัย และ ความ รับผิด ของ บุคคล วิกลจริต ตาม ประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 65. วารสาร สห วิทยาการ นวัตกรรม ปริทรรศน์, 7(4), 237-251.
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505. (2505). ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 79 ตอนที่ 115 ก (31 ธันวาคม 2505).
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส. (2538). วินัยมุข (เล่ม 1). มหามกุฏราชวิทยาลัย.
สุชาติ, ก. (2562). คำอธิบายกฎหมายอาญาภาคความผิด. วิญญูชน.
Chansamorn, S. (2021). Principles for considering punishment of offenders in disciplinary matters according to Buddhist precepts and criminal offenses according to the Penal Code: a comparative study of similarities and differences. Journal of Graduate Studies, Mahamakut Buddhist University, 19(2), 249-263.
Wongyai, T. (2026). Problems in the Conduct of Disciplines According to Buddhist Doctrine and Criminal Procedures Against Monks: A Comparative Case Study of Theravada Monks in Thailand and Sri Lanka. Mae Fah Luang University Law Journal, 232-263.